เปิดรายงานประชุม กนง. มติ 4:2 หั่นเหลือ 1 % เสียงส่วนน้อยห่วง ‘Policy Space’
เจาะรายงาน กนง. ที่มีมติ 4 ต่อ 2 หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ห่วงเงินเฟ้อต่ำ กรรมการเสียงส่วนน้อยกังวล Policy Space มีจำกัด เสี่ยงรับแรงกระแทกในอนาคต เผยแบงก์ใหญ่ไม่ปล่อยกู้ SMEs หนีไปพึ่งดอกเบี้ยแพงผ่าน Micro/Nano Finance
11 มีนาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ และ 25 กุมภาพันธ์ 2569
ที่มา : ธปท.
โดยกรรมการที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายวิทัย รัตนากร (ประธาน) นายปิติ ดิษยทัต (รองประธาน) นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายสันติธาร เสถียรไทย นายเชาว์ เก่งชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- กนง. มติ 4 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% หวังพยุงเศรษฐกิจ-ช่วยรายย่อย
- กนง. เลือกหั่นดอกเบี้ยนโยบายแบบ Front-load ส่งสัญญาณ 1% เป็นระดับ “เพียงพอ”
ไตรมาส 4 ดีกว่าคาดแต่ยังมีปัญหาโครงสร้าง
ในรายงานกนง. ระบุ การประเมินภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี อาทิ
(1) ผลบวกของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มากกว่าคาด ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการเที่ยวดีมีคืน
และ (2) การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ( EV 3.0) และอีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดโดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจในปี 2569 และปี 2570
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง เนื่องจากยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตลดลง ด้านภาคท่องเที่ยวเริ่มเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งในภูมิภาค ขณะที่ฐานะการเงินของ SMEs และครัวเรือนบางส่วนยังเปราะบาง มองไปข้างหน้า
(1) การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจต่ำ
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ทำให้มาตรการภาษีภายใต้ IEEPA ถูกยกเลิก เบื้องต้นประเมินว่าส่งผลบวกต่อการส่งออกไทยจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีที่ไทยเผชิญไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ดี ต้องติดตามความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง
(2) การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามแนวโน้มรายได้ แต่ชะลอลงส่วนหนึ่งจากผลบวกชั่วคราวของมาตรการภาครัฐในช่วงปลายปี 2568 หมดลง
(3) การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ( FDI) ตามการเร่งรัดโครงการลงทุนของ BOI แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่การลงทุนในสาขาอื่นยังมีแนวโน้มชะลอลงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
และ (4) การท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 และปี 2570 คาดว่าคงเดิมที่ 35 และ 36 ล้านคน ตามลำดับ
คณะกรรมการฯ สอบถามเกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ว่าเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและปัจจัยที่จะเป็นแรงส่งต่อเนื่องให้กับเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าเท่าใดบ้าง ซึ่งมีนัยต่อการประเมินเศรษฐกิจในระยะต่อไป รวมทั้งสอบถามถึงเหตุผลของการส่งออกสินค้าในปี 2569 ที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าประมาณการเดิมและประมาณการของหน่วยงานอื่น
ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่า
“ เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ที่ดีกว่าคาดส่วนหนึ่งเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจในปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ดี การจำแนกผลของปัจจัยชั่วคราวและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจทำได้เพียงระดับหนึ่ง โดยจะติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจรวมถึงผลต่อรายได้และการบริโภคภาคเอกชนหลังปัจจัยชั่วคราวหมดลงในการประเมินเศรษฐกิจในระยะต่อไป”
สำหรับประมาณการส่งออกสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวตามอุปสงค์โลกในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ( AI) และศูนย์ข้อมูล ( data center) ประกอบกับมีการขยายฐานการผลิตใหม่ของบางบริษัทในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะมีต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงครึ่งแรกของปี 2569 นอกจากนี้ สินค้าเทคโนโลยีดังกล่าวยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี
กรรมการบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม รวมทั้งมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี ( non-tariff measures) เนื่องจากไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตาจากการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยหากอัตราภาษีที่ไทยเผชิญสูงกว่าประเทศคู่แข่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยเริ่มหมดพลัง
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ( engines of growth) ในระยะข้างหน้าจากความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง โดยเห็นว่า
(1) ภาคการผลิตถูกกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตจาก FDI สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีซึ่งมีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้า ( import content) สูง ทั้งนี้ กรรมการให้ความเห็นว่าควรส่งเสริมให้ธุรกิจข้างต้นหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศ ( local content) และแรงงานไทยมากขึ้น ตลอดจนติดตามรูปแบบการลงทุนว่าเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ เพื่อประเมินผลต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
(2) ภาคบริการโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวมีความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยหลายประเทศเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ทดแทนภาคการผลิตที่ชะลอตัว
และ (3) ภาคการคลังจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจได้ลดลงในอนาคต ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่มีเป้าหมายลดขนาดการขาดดุล ( fiscal consolidation) เพื่อรักษาวินัยการคลัง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่า ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการยกระดับผลิตภาพ การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อยและมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้ ตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม โดยราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อไทยได้รับผลจากราคาพลังงานโลกในอัตราที่สูงเนื่องจากไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานสูงกว่าประเทศอื่น ประกอบกับมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานที่อาจมีเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานในประเทศปรับลดลง
เงินเฟ้อต่ำ ลดดอกเบี้ยช่วยไม่ได้มาก
นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่อ่อนแอในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยข้างต้นมีส่วนทำให้เงินเฟ้อทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้และทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย
กังวลเงินเฟ้อต่ำ
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่อง และปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์แม้ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายแต่ปรับลดลงในระยะหลัง
โดยกรรมการบางส่วนให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น ( flexible inflation targeting framework) เป็นกรอบการสื่อสารเชิงนโยบายเพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคธุรกิจและครัวเรือนในระยะปานกลาง
ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวตามปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ เช่น ราคาพลังงาน ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจมีผลจำกัดในการช่วยให้อัตราเงินเฟ้อปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย
แบงก์ไม่ปล่อยกู้ SMEs หนีไปพึ่งดอกเบี้ยแพง
อย่างไรก็ดีรายงานระบุว่า อัตราดอกเบี้ยในระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงสอดคล้องกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา แต่ต้นทุนการระดมทุนของบางภาคส่วน เช่น ธุรกิจขนาดเล็ก ( micro SMEs) ยังอยู่ในระดับสูงตามความเสี่ยงด้านเครดิต
รวมทั้งการกู้สินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ดอกเบี้ยสูงที่เพิ่มขึ้น ด้านสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องตามความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงตามการชะลอการลงทุนภายใต้เศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่ รวมถึงลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
ด้านคุณภาพสินเชื่อปรับด้อยลงใน SMEs โดยสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ( NPL ratio) โดยรวมที่ปรับลดลงในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบริหารของสถาบันการเงินในช่วงสิ้นปี ทั้งนี้ ต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ NPL ratio ยังทรงตัวในระดับสูง
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง และต้นทุนการระดมทุนของ micro SMEs ที่สูงขึ้นจากการกู้ผ่านผลิตภัณฑ์ดอกเบี้ยสูง โดยสอบถามว่าพัฒนาการดังกล่าวเกิดจากลูกหนี้รายเดิมที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น หรือเป็นผลจากการขยายสินเชื่อไปยังลูกหนี้รายใหม่ที่อยู่นอกระบบมาก่อน
ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่า กลุ่มที่ได้รับสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ดอกเบี้ยสูงส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายใหม่ตามการปรับกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่ขยายฐานลูกหนี้ผ่านผลิตภัณฑ์ เช่น Micro finance และ Nano finance ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงใกล้เคียงเพดานที่ 28-33% ต่อปี
ขณะที่ลูกหนี้เดิมส่วนใหญ่ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงเดิม คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของสินเชื่อและการส่งผ่านของนโยบายการเงิน รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น โครงการกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ( SMEs Credit Boost)
จับตา “เงินบาทแข็งค่า" ซ้ำเติม
ในรายงานการประชุม เผยถึง ความผันผวนในตลาดการเงินโลกปรับเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยกเลิกการจัดเก็บภาษีตาม IEEPA
อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงกว่าตลาดภูมิภาคจากผลการเลือกตั้งที่ทำให้ตลาดคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีเสถียรภาพและสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง
ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ยังอยู่ในระดับแข็งค่า และมีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย ซึ่งส่งผลซ้ำเติมสภาพคล่องของธุรกิจส่งออกผ่านรายรับในสกุลเงินบาท ( conversion channel) ที่ลดลง
โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและสาขาธุรกิจที่มีอัตรากำไรต่ำ อาทิ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สินค้าเกษตร และอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ( price competition channel) ของผู้ส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ทดแทนได้ง่าย อาทิ สินค้าโภคภัณฑ์ โดยบริษัทในภาคการผลิตที่ได้รับคำสั่งซื้อลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อเงินบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งมีส่วนซ้ำเติมสภาพคล่องของธุรกิจส่งออกโดยเฉพาะ SMEs ที่มีฐานะการเงินเปราะบางและมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ รวมทั้งในกรณีที่หากเงินบาทปรับแข็งค่าต่อเนื่องอาจกดดันให้ธุรกิจต้องปรับลดต้นทุนซึ่งจะกระทบการจ้างงาน
คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ทั้งนี้ มาตรการที่ ธปท. ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมามีดังนี้
(1) มาตรการที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ได้แก่ การปรับแนวปฏิบัติและตรวจสอบธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศของธุรกิจทองคำ และการกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเริ่มมีผลวันที่ 1 มีนาคม 2569
และ (2) มาตรการอื่น อาทิ การตรวจสอบธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะสกุลเงินบาทที่เป็นขาเข้าในประเทศ เพื่อลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มเติม
การพิจารณานโยบายการเงิน ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอภิปรายในประเด็นสำคัญ ดังนี้
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ จากแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
เศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง จากปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง คุณภาพสินเชื่อ SMEs ยังปรับด้อยลง สภาพคล่องของธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ยังตึงตัวจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท
กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้ภาวะการเงินผ่อนคลายเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น และมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งให้ความสำคัญกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น โดยการลดดอกเบี้ยจะช่วยยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง และมีส่วนช่วยให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย
นอกจากนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่ยังมีความระมัดระวังกับการก่อหนี้และการลงทุน ขณะที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง
ความเห็นต่าง 4 ต่อ 2 กับ ความกังวลเรื่อง "กระสุนที่มี”
รายงานการประชุม ระบุว่า
กรรมการสองท่านเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและขีดความสามารถของนโยบายการเงิน ( policy space) ที่มีอยู่จำกัด ในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ( shock)
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายการค้าโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การสะสมความเปราะบางในระบบการเงินที่ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
กรรมการท่านหนึ่งให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า“แม้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้วอาจบรรเทาภาระของลูกหนี้บางส่วนได้บ้าง แต่มีผลกระทบต่อการออมของภาคครัวเรือนและเอื้อให้เกิดการลงทุนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และได้ย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือนโยบายมหภาคที่ส่งผลในวงกว้าง ( blunt policy tool) ซึ่งควรให้ความสำคัญกับผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว มากกว่าผลต่อแต่ละภาคส่วน ( sectoral distribution)”
คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปีอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ และจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐ
อย่างไรก็ดี ควรติดตามผลข้างเคียงของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่ออัตราผลตอบแทนของผู้ออม และการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง เช่น พฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์ที่สูงขึ้น ( search-for-yield) รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพภายใต้บริบทที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน
คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเสริมกัน อาทิ มาตรการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่นเพื่อช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงินของ SMEs และครัวเรือน
คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี
กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
+ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ +
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น
คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด