SHRลั่นปีนี้อีบิทดามาร์จิ้น30% ตั้งงบซื้อโรงแรมในไทย3.5พันล.
#SHR #ทันหุ้น – SHR ปีนี้ตั้งเป้าอีบิทดามาร์จิ้นแตะ 27-30% -เน็ตมาร์จิ้น 9-10% หลังขาย 15 โรงแรมในอังกฤษที่ขาดทุนออกไป -พร้อมเดินหน้ารีโนเวตหวังอัพราคาห้องพัก ดัน RevPAR เพิ่มขึ้น 20-25% ตั้งงบลงทุน 3-3.5 พันล้านบาท เล็งซื้อโรงแรมในไทย 1-2 แห่งปีนี้ พุ่งเป้า “กรุงเทพฯ-พัทยา -ภาคใต้”
นายอิศรินทร์ ภัทรมัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าอีบิทดามาร์จิ้นปีนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 27-30% จากปี 2568 อยู่ที่ 26% และคาดว่าอัตรากำไรสุทธิ (เน็ตมาร์จิ้น) เพิ่มขึ้น 2-4% ไปอยู่ที่ 9-10% เนื่องจากบริษัทได้มีการขายโรงแรมในอังกฤษที่มีศักยภาพในการทำกำไรต่ำ และมีข้อจำกัดในการเติบโตออกไป จำนวน 15 แห่ง โดยคาดว่าจะทำรายการเสร็จภายในเดือนนี้
*เล็งขายอีก 2 โรงแรม
“แม้การขายโรงแรม 15 แห่งในอังกฤษออกไป จะทำให้รายได้รวมของพอร์ตโฟลิโอหายไปประมาณ 20% แต่จะส่งผลดีต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโรงแรมกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สร้างผลขาดทุน โดยคาดว่าปีนี้
EBITDA Margin เพิ่มขึ้น 3-5% โดยตั้งเป้าหมายที่ระดับเกือบ 30% และเน็ตมาร์จิ้นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างน้อย 2-4% ขึ้นไปแตะระดับ 9-10% และภายหลังการขายโรงแรมดังกล่าวจะทำให้ D/E จาก 0.93 เท่า ลดลงเหลือ 0.7-0.8 เท่า”
โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้ 2 ส่วนหลัก คือ ชำระคืนหนี้เงินกู้ ที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางการเงิน โดยคาดว่าจะต้นทุนดอกเบี้ยจะลดลง 0.50% และนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีแผนขายโรงแรมอีก 2 แห่ง ในต่างประเทศที่ปิดตัวไปแล้ว โดยอยู่ระหว่างการหาผู้ซื้อ และรอจังหวะราคาขายที่เหมาะสมต่อไป
รวมถึงบริษัทจะมีการยกระดับการทำกำไรของโรงแรมที่อยู่ในพอร์ต โดยการรีโนเวตโรงแรมทั้งในไทยและต่างประเทศเพื่อเพิ่มราคาห้องพักให้มากขึ้น และโรงแรมในพอร์ตของบริษัทยังเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาท่องเที่ยว เช่น ไทย มัลดีฟส์ ฟิจิ อังกฤษ ซึ่งบริษัทจะมีการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในการเจาะลูกค้ากลุ่มต่างๆ ให้เดินทางมาพักโรงแรมของบริษัท โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าโรงแรมในพอร์ตรวมจะมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPAR) เพิ่มขึ้น 20-25%
*จ่อซื้อโรงแรมในไทย 2 แห่ง
นายอิศรินทร์ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าไปซื้อโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วในประเทศไทยในปีนี้ ประมาณ 1-2 โรงแรม เช่น โรงแรมในภาคใต้ กรุงเทพฯ และพัทยา โดยตั้งงบลงทุนไว้ที่ 3-3.5 พันล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนก็จะมาจากเงินสดของบริษัท และการกู้สถาบันการเงิน ซึ่งอาจจะทำให้ทำให้ D/E เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หากเป็นโรงแรมที่มีศักยภาพในการทำกำไรที่ดี มองเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตในอนาคต
ส่วนกรณีสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอลนั้นอาจมีผลกระทบบ้างจากแต่ยังไม่มีนัยสำคัญ แต่อาจจะมีผลบวกเช่นกันกรณีที่ผู้ที่ต้องเดินทางกลับไปประเทศดังกล่าวไม่สามารถกลับได้อาจจะต้องพักโรงแรมนานขึ้น และหากเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน บริษัทพบว่าอาจมีผลกระทบเชิงบวกจากการที่กลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเลือกที่จะเดินทางมาพักผ่อนในต่างประเทศอย่างไทยและมัลดีฟส์นานขึ้น
อย่างไรก็ตามบริษัทเน้นการใช้กลยุทธ์ Balance Market Mix หรือการกระจายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าให้หลากหลาย เพื่อไม่ให้พึ่งพาตลาดจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป หากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางมาไม่ได้ ก็จะมีกลุ่มอื่น เช่น เอเชียแปซิฟิก หรือยุโรป เข้ามาทดแทน