ดรามาร้อน “ครูไพบูลย์ vs เอิร์ธ” ปมทำร้ายร่างกาย เปิดศึกโต้เดือด คนละม้วน!
ดรามาร้อน “ครูไพบูลย์ vs เอิร์ธ” ปมทำร้ายร่างกาย เปิดศึกโต้เดือด คนละม้วน!
ประเด็นร้อนแรงที่กำลังถูกจับตามองอย่างหนักในโลกออนไลน์ กับกรณี “หนังคนละม้วน” ระหว่าง ครูไพบูลย์ แสงเดือน และ “เอิร์ธ” อดีตแฟนสาว หลังเพจดัง “โรสเมจิกสกิน” ออกมาแฉว่า ฝ่ายชายทำร้ายร่างกายแฟนสาวจนได้รับบาดเจ็บ ปากแตก เลือดออกในตา และระบุว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้
-จุดเริ่มต้นดรามา
ตามข้อมูลจากฝั่งเพจ ระบุว่า เหตุเกิดจากฝ่ายชายมีอาการมึนเมาและต้องการออกจากบ้านในช่วงดึก ขณะที่ฝ่ายหญิงพยายามห้ามปราม จึงเกิดความไม่พอใจและมีการใช้กำลังทำร้าย โดยอ้างว่าเมื่อดื่มสุรามักควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และเคยมีเหตุทำร้ายร่างกายมาก่อนแต่เงียบไป
-ฝั่งครูไพบูลย์โต้ทันที
หลังเรื่องถูกเผยแพร่ ครูไพบูลย์ ออกมาชี้แจงทันที พร้อมประกาศจะออกทุกรายการเพื่อเล่าความจริงในมุมของตน โดยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า คบหากับเอิร์ธมา 1 ปี และเพิ่งมาอยู่ด้วยกันช่วงปลายปีที่ผ่านมา
เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยเมาแล้วทำร้ายผู้หญิง พร้อมระบุว่าฝ่ายหญิงมีพฤติกรรมคลุ้มคลั่ง ชวนทะเลาะ และทำร้ายตัวเอง อีกทั้งอ้างว่าเคยนำปืนของตนไปขึ้นลำขู่ฆ่าหลายครั้ง
ส่วนบาดแผลที่เกิดขึ้นนั้น ยืนยันว่าเป็นเพียงการ “ล็อกตัว” เพื่อป้องกันตัวเอง เพราะอีกฝ่ายบอกว่าจะฆ่าเขาให้ได้ พร้อมย้ำว่า “ถ้าตีหรือเตะ คงไม่จับกันแบบนั้น” และปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายร่างกายตามที่ถูกกล่าวหา
ต่อมาครูไพบูลย์ยังโพสต์ข้อความขอให้สื่อไปตรวจสอบประวัติของฝ่ายหญิง พร้อมระบุว่า ตนขอจบเรื่องแล้ว แต่เหตุใดยังมีการให้ข่าวต่ออีก
-ฝั่งเอิร์ธสวนกลับ
ด้าน “เอิร์ธ” ออกมาโต้ทันที ยืนยันว่าถูกทำร้ายจริง สาเหตุเริ่มจากทะเลาะกันเรื่อง “ล็อกบ้านแล้วหากันไม่เจอ” ก่อนบานปลายเป็นการบีบคอและกระแทกจนบาดเจ็บ
เธอยืนยันว่าไม่มีทางทำร้ายตัวเองจนตาบวมเขียวได้ พร้อมเผยว่าตลอดเวลาที่คบกัน เคยถูกทำร้ายมาแล้ว 2 ครั้ง และเหตุการณ์ล่าสุดเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์
เอิร์ธยังเปิดเผยว่าได้นำภาพบาดแผลและคลิปเหตุการณ์เข้าแจ้งความตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยระบุว่า หลังเกิดเหตุมีอาการตามองไม่เห็นชั่วคราว และหูดับไปข้างหนึ่ง
ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันความจริงในมุมของตนเอง และคดีอยู่ในขั้นตอนทางกฎหมาย รอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ ดรามาครั้งนี้จึงยังไม่มีบทสรุปชัดเจน ว่าแท้จริงแล้วเหตุการณ์ในวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ — สิ่งที่ชัดเจนคือ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด และคำตอบสุดท้ายคงต้องรอข้อเท็จจริงจากกระบวนการยุติธรรมต่อไป.