เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะชะลอความร้อนแรง โดยมีปัจจัยกดดันทั้งบรรยากาศการลงทุนเชิงลบจากต่างประเทศจากแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม Tech-AI โดยกลับมาให้น้ำหนักกับ Capex และการสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้จะมีการขึ้นเครื่อง XD ของ ADVANC วันนี้ (คาดกระทบ SET เชิงลบราว 5.9 จุด) โดยประเมินแนวรับโซน 1,520 และ 1,506 จุด ตามลำดับ เม็ดเงินหมุนเข้าหากลุ่มวัฏจักรนำโดย ธนาคาร ขนส่ง เป็นต้น
ปัจจัยที่ต้องติดตามคืนนี้คือตัวเลขเงินเฟ้อ PPI สหรัฐฯเดือน ม.ค. (ตลาดคาด +0.3% m-m +2.6% y-y) หากยังออกมาในทรงสูง จะทำให้โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้นเป็น 1H26 ยังต่ำ ด้านผลประกอบการของบจ.ไทย 4Q25 ประกาศออกมาเกือบครบแล้ว โดยรวมดีกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย 2% ซึ่งเรามองบวกต่อ Downside สำหรับ EPS ปี 2026 ที่ยังจำกัด
ส่วนประเด็นการเมืองเราคาดว่ากกต.จะรับรองผล ส.ส.เพิ่มเติมภายในต้นเดือน มี.ค. ซึ่งคาดทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีโอกาสแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. หรือ ต้น เม.ย. คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินทุนให้ทยอยไหลเข้าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามด้วย Upside ของดัชนีที่เริ่มจำกัดขึ้นจาก Valuation ที่เริ่มอยู่ในระดับสูง เราคาดว่าเม็ดเงินจะทยอยไหลเข้าหากลุ่มที่ยัง Laggard
กลยุทธ์ : Selective Buy หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและยัง Laggard ตลาด
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : KBANK
• แนะนำ “เก็งกำไร”
• ระยะสั้นมี Catalyst บวกหลังประกาศจ่ายปันผลสำหรับ 2H25 รวม 12 บาท/หุ้น (รวมปันผลพิเศษ 2 บาท/หุ้น) ซึ่งสูงกว่าคาดที่ 10 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 6% โดยรวมกับที่จ่าย 1H25 จ่ายไปแล้ว 2 บาท/หุ้น รวมเป็น 14 บาท/หุ้น คิดเป็น Payout Ratio 66.5% กำหนดขึ้น XD 21 เม.ย.26 จ่ายปันผล 8 พ.ค.26
• ประเด็นผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง GULF ล่าสุดส่งตัวแทนเข้าเป็นกรรมการอิสระของ KBANK 2 ท่าน (เข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ 10 เม.ย.) เรามองว่าจะเป็นปัจจัยหนุนการเก็งกำไร รวมถึงโอกาสที่จะทยอยถือหุ้นเพิ่มในอนาคตระยะยาว
• แนวรับ 197//194.50 บาท แนวต้าน 201-203//208 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ผันผวนจากวันที่จะมีการ rebalance ของ MSCI และชี้ชะตาผลการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน นอกจากนี้ จะเริ่มมีแรงกดดันจากหุ้นใหญ่ทยอยขึ้น “XD’ โดยวันนี้ เป็นคิวของ ADVANC (@27.41 บาท) ทั้งนี้ หุ้นใหญ่ 2 ตัวที่ขึ้น “XD” ในรอบนี้ไปแล้ว (TOP, PTTEP) ราคาจะปรับตัวลดลงมากกว่าเงินปันผลจ่าย
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองไทย: วันนี้กกต. จะต้องยื่นชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียนประเด็นเรื่อง ‘บัตรเลือกตั้ง’ หากหลักฐานดังกล่าวไม่เพียงพอและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ จะเป็นปัจจัยลบกับตลาดได้ ด้านโผครม.อนุทิน 2 เริ่มชัดเจน กระทรวงหลักตกอยู่กับภูมิใจไทยหลายที่นั่ง ยังอยู่ในช่วงการต่อรองระหว่างพรรคร่วม ซึ่งปัจจุบันรวมได้ 292 เสียง
- MSCI Rebalance: การคำนวณดัชนีฯ โดยใช้ราคาปิด วันนี้ (27) โดย MSCI GLOBAL STANDARD INDEXES หุ้นเข้า : ไม่มี ; หุ้นออก : CPAXT และ MSCI GLOBAL SMALL CAP INDEXES หุ้นเข้า : CRC, IVL, JTS ; หุ้นออก : HANA, JMT, M, PLANB ทั้งนี้ ราคาปิดและปริมาณซื้อขาย ณ ราคา ATC ของหุ้นจะผิดไปตามจากปกติ
- กำไรตลาด: เส้นตายส่งงบวันสุดท้าย 2 มี.ค.นี้ สำหรับกำไร 4Q2025 เราประเมินไว้ที่ 2.2 แสนล้านบาท (+34% YoY, -15% QoQ) …. จากบริษัท 344 แห่งที่ส่งงบแล้ว พบว่ามีกำไร งวด 4Q ที่ 1.9 แสนลบ. +28% YoY จึงมีแนวโน้มที่กำไรไตรมาสนี้ จะใกล้เคียบกับที่เราคาดไว้ ทั้งนี้ P/E ที่ใช้สำหรับกำไรปี ’25 ปัจจุบัน เราประเมินไว้อยู่ที่ 17.1 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต
- Fund Flow ไหลเข้า: นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 1,328 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 4,844 ล้านบาmท
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 31.06 บาท/ดอลลาร์ เป็นการเคลื่อนไหวในกรอบแคบและมีระดับใกล้เคียงกับช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ 31.08 บาท/ดอลลาร์ …. ผลจากการลดดอกเบี้ยของ กนง.เมื่อวันก่อน(25 ก.พ.) มีผลต่อเงินบาทน้อยลง
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นเอเชียมีแนวโน้มที่จะย่อตัวลงเล็กน้อยจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ความซบเซาของหุ้น Nvidia ได้ฉุดรั้งบรรยากาศการลงทุนในตลาดวอลล์สตรีท แม้ว่าบริษัทจะรายงานผลประกอบการและคาดการณ์รายได้ที่สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งลงถึง 5.5% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว และได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven
- การเจรจา สหรัฐฯ-อิหร่าน: เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านเสร็จสิ้นการเจรจาด้านนิวเคลียร์รอบล่าสุดที่นครเจนีวา โดยตกลงที่จะกลับมาหารือในระดับเทคนิคอีกครั้งที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า โดยฝั่งสหรัฐฯ นำโดย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ มีรายงานว่ารู้สึกผิดหวังกับข้อเสนอของอิหร่าน ในทางตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านและโอมานซึ่งเป็นประเทศคนกลาง ต่างออกมายกย่องว่าการเจรจามี “ความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ” โดยครั้งนี้อิหร่านเป็นฝ่ายริเริ่มในการร่างข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้สหรัฐฯ พิจารณา … เราประเมินว่า การที่มีความคืบหน้า เป็นข่าวโทนบวก อาจทำให้สหรัฐฯยังไม่โจมตีอิหร่านในช่วงวันหยุดนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม คงต้องเพลาๆลงในช่วงนี้ รวมถึงทองคำด้วย (ถ้าไม่เกิดสงคราม ราตคาทองคำจะปรับตัวลดลง)
- รัสเซีย-ยูเครน รัสเซียยังคงโจมตีต่อเนื่องแม้ใกล้ถึงกำหนดร่วมเจรจาไตรภาคีในสัปดาห์หน้า ด้านผู้แทนระดับสูงของยูเครนได้ร่วมพบปะกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา หารือในประเด็นแผนความมั่งคั่ง สำหรับดหาเงินทุนเพื่อฟื้นฟูยูเครนหลังสงคราม …. หากการเจรจามีความชัดเจนและนำไปสู่การหยุดยิงได้จริง จะเป็นปัจจัยเชิงบวกอย่างมากสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงต่าๆ ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรป
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ประเมินกรอบแนวรับ SET ที่ 1,510 – 1,520 แนวต้าน 1,540 – 1,550 ได้แรงหนุนจาก Positive Surprise หลัง กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25 กอปรปัจจัยการเมืองคาดจะได้รัฐบาลใหม่ในช่วงกลาง เม.ย. แต่ต้องระวังเนื่องจาก Valuation SET เริ่มตึงตัวที่ F/PE 16.3X แนะนำทยอยซื้อกลุ่ม Value เช่น CPALL, CPF, TRUE, GULF, BH, BDMS, / กลุ่มได้ประโยชน์จาก กนง.ลดดอกเบี้ย เช่น KBANK,KTB, MTC,TIDLOR, AP, SPALI, SC, DIF,CPNREIT และกลุ่มที่รายงานกำไรดีกว่าคาด เช่น AWC, MBK,TMAN
MTC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 49.00 บาท) ในปี 69 บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อเติบโต 10-15% เน้นสินเชื่อที่มีหลักประกันและวงเงินไม่สูงเพื่อลดความเสี่ยง โดยมีแผนเปิดสาขาใหม่ 400 สาขา ลดลงจากปกติที่เคยขยายปีละ 600 สาขา น่าจะช่วยให้ต้นทุนลดลง รวมถึงรักษาระดับ NPL ไว้ไม่เกิน 2.55% เน้นการจัดหาเงินทุนในประเทศที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ทั้งนี้อิงจาก consensus ตลาดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 69-70 ที่ 7.63 พันล้านบาท +13%YoY และ 8.55 พันล้านบาท +12%YoY
AEONTS* (ซื้อเก็งกำไร/ ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 114.65 บาท) กำไรสุทธิงวดบัญชี 3Q68 (ก.ย.-พ.ย.68) อยู่ที่ 618 ลบ.(-22%YoY, -22%QoQ) กดดันจากรายได้บัตรเครดิตและรายได้การให้กู้ยืมที่อ่อนตัวลง รวมถึงการตั้งสำรองที่สูงขึ้นรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและอุทกภัยในภาคใต้ สำหรับการดำเนินงานในช่วง 4Q68 (ธ.ค.68-ก.พ.69) คาดหวังการฟื้นตัว QoQ จากฐานต่ำ ส่วนภาพรวมปี69 คาดหวังต่อนโยบายของรัฐบาลใหม่ ปัจจุบัน สำหรับประมาณการณ์ปี69 ตลาดคาดกำไรสุทธิของ AEONTS* ที่ 3,092 ลบ. Forward PE ที่ 7.9x, PBV ที่ 0.8x และ Dividend Yield ที่ 5.9%