โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ลงทุนปี’68 ทะลัก 1.8 ล้านล้าน BOI ชี้จุดเปลี่ยนไทย สู่ฐานอุตฯดิจิทัล-AI

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 13.35 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. เวลา 00.24 น.
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

บีโอไอเผยยอด ตปท.ขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี’68 ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ แตะ 1.8 ล้านล้าน โตถึง 67% อุตฯดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ แห่ตั้งฐาน ชี้ผลพวงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ทำบริษัทใหญ่ในจีนแห่ลงทุนอาเซียน แถมเทรนด์โลกมุ่งพลังงานสีเขียว มั่นใจปี’69 ไม่แผ่ว ชู 5 ปัจจัยหลักหนุน ประเทศไทยมีศักยภาพพร้อมสุด แถมนโยบายชัดเจน ช่วยนักลงทุนตัดสินใจง่าย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยแนวโน้มการลงทุนในปี 2569 ว่า จะยังคงเป็นปีที่มีการเติบโตต่อเนื่อง จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ปัจจัยหลัก คือ 1.กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน เริ่มขยับขยายหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา

2.การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI Infrastructure และบริการคลาวด์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ

3.เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

4.การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization and Automation)

5.ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

ขณะที่ภารกิจสำคัญของบีโอไอจะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ คือ ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พัฒนาบุคลากรไทยเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศเสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน และอำนวยความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass

สำหรับยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 จำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการที่สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ (60 ปี) ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มีประเทศสิงคโปร์อันดับ 1 ตามมาด้วย ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกถึง 60% สำหรับการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริม 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

“ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานในไทย ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี”

ปี’69 ตั้งเป้าลงทุนจริง

ให้ได้ 4.8 แสนล้าน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

“การสร้างแต้มต่อเพื่อดึงการลงทุน โดยเฉพาะการอาศัยการเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของเอเชีย ซึ่งทั้งโลกเริ่มให้ความสนใจในเอเชียมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยต้องสร้างจุดเด่นของตัวเอง จะเห็นได้ว่าในช่วง 9 เดือนของปี 2568 นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาขอส่งเสริมการลงทุนในประเทศประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นต่างชาติประมาณ 9.8 แสนล้านบาท และในปี 2569 เรามีความตั้งใจที่จะให้เม็ดเงินเหล่านี้เกิดการลงทุนจริงประมาณ 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งจะสร้างงานให้เป็นจำนวนมาก และกลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจโดยเฉพาะ กลุ่ม New S-Curve เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ออโตเมชั่น กรีน เอ็นเนอร์ยี เป็นต้น”

‘FTA-ไทยแลนด์แบรนด์’

เพิ่มโอกาสไทยในตลาดโลก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“จากผลการสำรวจแนวโน้มอุตสาหกรรมในปี 2569 พบว่า จะมี 15 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะขยายตัวดีขึ้น คือ ต่อเรือซ่อมเรือ น้ำตาล ป้องกันประเทศ ที่จะโตได้มากกว่า 10% กลุ่มยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องปรับอากาศ การบินและอวกาศ น้ำมันปาล์ม รองเท้า เครื่องสำอาง สำรวจและผลิตปิโตรเลียม โตประมาณ 6-10% ส่วนอาหารและเครื่องดื่ม การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เครื่องจักรการเกษตร ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ โต 1-5% ส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทรงตัว เช่น พลาสติก เหล็ก สิ่งทอ เทคโนโลยีชีวภาพ

ส่วนที่หดตัวคือ ปิโตรเคมี อะลูมิเนียม ยาง เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
ปัจจัยบวกที่คาดว่าจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 คือ การฟื้นตัวของกําลังซื้อและภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยออกมา รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุนภาครัฐที่จะเป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงการลงทุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน

ขณะเดียวกันปัจจัยสนับสนุนจากต่างประเทศมาจากความต้องการสินค้าในประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับได้รับอานิสงส์จากการบรรลุความตกลงทางการค้าเสรี (FTA) และการยอมรับในแบรนด์สินค้าไทยช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดสู่ระดับโลก รวมถึงการย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในไทย ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศ และกระแสความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นทั่วโลกที่จะเป็นโอกาสครั้งสําคัญ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลงทุนปี’68 ทะลัก 1.8 ล้านล้าน BOI ชี้จุดเปลี่ยนไทย สู่ฐานอุตฯดิจิทัล-AI

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...