เกาะติดสงครามอิหร่าน 5 มี.ค. 69 สหรัฐฯ เปิดภาพนาทีจมเรือรบอิหร่าน ดับ 87 ราย
สหรัฐฯ เปิดภาพนาทีจมเรือรบอิหร่าน
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. กระทรวงสงครามสหรัฐฯ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะเรือฟริเกต "IRIS Dena" ของอิหร่านเกิดการระเบิดขึ้นหลังจากตอร์ปิโดพุ่งเข้าใส่ จนทำให้พื้นที่บางส่วนของเรือลอยขึ้นเหนือผิวน้ำและมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมา หลังจากตกเป้าการจู่โจมของเรือดำน้ำสหรัฐฯ
พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า เรืออิหร่านถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดขณะแล่นอยู่ในน่านน้ำสากล โดยเฮกเซธระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คือความตายในความเงียบ (quiet death)
การโจมตีเรืออิหร่านลำดังกล่าวเกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย นอกน่านน้ำอาณาเขตของศรีลังกา แต่ยังอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ห่างจากเมืองกอลล์ไปทางตอนใต้ราว 44 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 81 กิโลเมตร
ทางการศรีลังกาเปิดเผยว่า กองทัพเรือของประเทศเก็บกู้ศพของผู้ที่ถูกสังหารจากการโจมตีครั้งนี้ได้ 87 ศพ ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 32 คน ขณะนี้ถูกส่งไปทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และมีผู้สูญหายอีก 60 คน
นอกจากนี้ทางการศรีลังกายังประเมินว่าขณะเกิดเหตุ มีผู้อยู่บนเรือประมาณ 180 คน โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงของศรีลังกาอีกรายระบุว่า เรืออาจถูกตอร์ปิโด 2 ลูกโจมตีบริเวณกลางลำเรือ
สหรัฐฯ บอกอิสราเอล “ไปให้ถึงที่สุด”
อิสราเอล แคตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ได้บอกกับเขาว่า “จงดำเนินการต่อไปจนถึงที่สุด เราอยู่เคียงข้างคุณ”
แคตซ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของทหารสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่าน และขอบคุณเฮกเซธและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับ “การสนับสนุนอิสราเอลอย่างยิ่งใหญ่”
แถลงการณ์จากสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลระบุว่า “ความร่วมมือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ในการต่อต้านอิหร่านกำลังเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ระดับภูมิภาคและระดับโลก”
อิหร่านยืนยันไม่ได้ยิงขีปนาวุธไปตุรกี
ผู้นำทางทหารของอิหร่านอ้างว่า พวกเขาไม่ได้ยิงขีปนาวุธใด ๆ ไปยังตุรกี หลังจากที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโตสกัดกั้นสิ่งที่ตุรกีกล่าวว่าเป็นขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านเมื่อวันที่ 4 มี.ค.
สำนักข่าวฟาร์สซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐรายงานว่า “กองทัพของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเคารพในอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านและมิตรสหายอย่างตุรกี และปฏิเสธการยิงขีปนาวุธใด ๆ ไปยังดินแดนของประเทศนั้น”
เจ้าหน้าที่ตุรกีกล่าวเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า ขีปนาวุธดังกล่าวเดินทางจากอิหร่านผ่านน่านฟ้าของอิรักและซีเรีย มุ่งหน้าไปยังน่านฟ้าของตุรกี ก่อนที่จะถูกทำลาย
สหรัฐฯ ต้องเสียใจที่จมเรือรบอิหร่าน
วันที่ 5 มี.ค. รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี กล่าวว่า สหรัฐอเมริกา “จะต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งกับแบบอย่างที่ตนได้สร้างขึ้น” หลังจากเรือดำน้ำของสหรัฐฯ จมเรือฟริเกตของอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา
คำกล่าวของอารักชีถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลอิหร่านยอมรับว่าเรือรบ IRIS Dena จมในมหาสมุทรอินเดีย
อารักชีกล่าวว่า “สหรัฐฯ ได้ก่ออาชญากรรมทางทะเล ห่างจากชายฝั่งอิหร่าน 2,000 ไมล์ เรือฟริเกต Dena ซึ่งเป็นแขกของกองทัพเรืออินเดีย บรรทุกลูกเรือเกือบ 130 นาย ถูกโจมตีในน่านน้ำสากลโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า จำคำพูดของผมไว้ สหรัฐฯ จะต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งกับแบบอย่างที่ตนได้สร้างขึ้น”
อิหร่านสอยโดรนอิสราเอล
สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านได้ยิงโดรน Hermes ของอิสราเอลตกในจังหวัดฮาเมดาน
เรือรบอังกฤษเตรียมออกเดินทางไปยังตะวันออกกลางสัปดาห์หน้า
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ว่า เรือรบของอังกฤษที่กำหนดจะส่งไปยังไซปรัสท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน จะออกเดินทางจากอังกฤษในสัปดาห์หน้า
นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า เขาจะส่งเรือ HMS Dragon ซึ่งเป็นเรือพิฆาตป้องกันภัยประเภท 45 ไปช่วยสนับสนุน “ปฏิบัติการป้องกัน” ของอังกฤษในภูมิภาคนี้ เขายังกล่าวอีกว่า เขาจะส่งเฮลิคอปเตอร์ Wildcat สองลำที่มีขีดความสามารถในการต่อต้านโดรนไปด้วย
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านโจมตีด้วยโดรนหลายครั้งโดยมีเป้าหมายเป็นพันธมิตรของอังกฤษในตะวันออกกลาง และหลังจากฐานทัพอากาศ Akrotiri ของอังกฤษถูกโจมต
เจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้สื่อข่าวในลอนดอนเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า เรือ HMS Dragon กำลังได้รับการเติมเสบียงกระสุนและจะออกเดินทางในสัปดาห์หน้า
อัล คาร์นส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ กล่าวว่า “เราต้องปรับเปลี่ยนระบบอาวุธ ซ่อมแซมงานเชื่อม ทำให้มันใช้งานได้ และรีบนำมันออกแล่นโดยเร็วที่สุด”
คาดว่าการเดินทางไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกจะใช้เวลาหลายวัน
สหรัฐฯ ยอมรับ อาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะยิงโดรนของอิหร่านตกทั้งหมดได้
สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาในการประชุมลับเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า พวกเขาอาจไม่สามารถยิงโดรนของอิหร่านทุกลำที่โจมตีฐานที่ตั้งและทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ได้
เจ้าหน้าที่เหล่านั้น นำโดย พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม กล่าวว่า อิหร่านได้ใช้โดรนแบบโจมตีครั้งเดียวหลายพันลำ และถึงแม้ว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะยิงโดรนส่วนใหญ่ตกได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงกล่าวในการบรรยายสรุปแบบลับสำหรับสมาชิกรัฐสภาว่า สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การทำลายฐานปล่อยโดรนและขีปนาวุธแบบธรรมดาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อิหร่านใช้โดรน “ชาเฮด” (Shahed) ราคาประหยัดและโจมตีครั้งเดียว โดรนเหล่านี้บินต่ำและช้า ทำให้สามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบธรรมดาได้ดีกว่าขีปนาวุธ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกล่าวว่า กลยุทธ์โดรนของอิหร่านที่เห็นได้ชัด คือเพื่อให้สหรัฐฯ ใช้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธราคาแพงอย่างแพทริออต (Patriot) และ Thaad แลกกับโดรนราคาถูก เข้าตำราขี่ช้างจับตั๊กแตน ได้ไม่คุ้มเสีย ผลาญทรัพยากรสหรัฐฯ
สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงในสภาคองเกรสแสดงความกังวลว่า สหรัฐฯ กำลังใช้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธจำนวนมากเพื่อป้องกันขีปนาวุธราคาถูกที่อิหร่านยิงมา เคนยอมรับความกังวลนั้น แม้ว่าเขาจะแสดงความมั่นใจในระดับคลังอาวุธต่อสาธารณะก็ตาม
“เรามีกระสุนที่มีความแม่นยำสูงเพียงพอสำหรับภารกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ ทั้งในการรุกและการป้องกัน” เคนกล่าว
อัตราการยิงที่สูงนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง ในช่วงแรกของสงคราม สหรัฐฯ ใช้เงินประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ต่อวัน แม้ว่าตัวเลขนั้นจะลดลงเหลือใกล้เคียง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.16 หมื่นล้านบาท) และคาดว่าจะลดลงอีกเมื่อความขัดแย้งดำเนินต่อไป
ยุโรปเสริมกำลังในไซปรัส
มีรายงานว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกำลังส่งความช่วยเหลือทางทหารเพื่อเสริมกำลังป้องกันในไซปรัส เนื่องจากเกรงว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังลุกลาม
ทางการบนเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนปิดสนามบินนานาชาติเมื่อวันที่ 4 มี.ค. หลังจากมีโดรนต้องสงสัยบินเข้ามาใกล้น่านฟ้า
นี่เป็นเหตุการณ์ที่สามแล้วนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งโดรนที่ผลิตโดยอิหร่านได้สร้างความเสียหายเล็กน้อยที่ฐานทัพอากาศ
เกาหลีเหนือรายงานข่าวอิหร่าน แต่ไม่บอกว่า “คาเมเนอี” เสียชีวิต
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือได้ประณามสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่เริ่ม “สงครามรุกราน” ต่ออิหร่าน แต่ไม่ได้รายงานการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกหลายสิบคน
เนื่องจากระบบการเมืองของเกาหลีเหนือสร้างขึ้นบนอำนาจและความคงกระพันที่เกือบจะเป็นตำนานของผู้นำ การเผยแพร่การโค่นล้มผู้นำสูงสุดอีกคนอย่างรุนแรงต่อสาธารณะจะเป็นการสร้างแบบอย่างที่อันตราย
หากรายงานข่าวคาเมเนอีเสียชีวิต จะเป็นการบอกประชาชนชาวเกาหลีเหนือว่า แม้แต่บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในรัฐที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดก็ยังสามารถถูกติดตาม ถูกกำหนดเป้าหมาย และถูกกำจัดได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องราวที่เกาหลีเหนือต้องการเผยแพร่ภายในประเทศ
“ทรัมป์” บอก ถ้าไม่โจมตีอิหร่าน อีก 2 สัปดาห์อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์แน่
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมโต๊ะกลมที่ทำเนียบขาว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม โดยกล่าวถึงอิหร่านสั้น ๆ ในช่วงเปิดการประชุม
“ถ้าเราไม่โจมตีภายใน 2 สัปดาห์ พวกเขาก็จะมีอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อคนบ้ามีอาวุธนิวเคลียร์ สิ่งเลวร้ายก็จะเกิดขึ้น”
แคนาดา-ออสเตรเลียเรียกร้องลดความตึงเครียด ยันอิหร่านไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้
นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบาเนซี และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ เรียกร้องให้ลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่บอกว่าการหยุดยิงไม่ควรเกิดขึ้นจนกว่าอิหร่านจะไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้
“โลกต้องการเห็นการลดความตึงเครียด… เราเห็นรัฐในอ่าวเปอร์เซียที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงถูกโจมตีไปทั่ว รวมถึงการโจมตีพื้นที่พลเรือนและแหล่งท่องเที่ยวด้วย เราต้องการเห็นการบรรลุเป้าหมายเช่นกัน” อัลบาเนซีกล่าว
คาร์นีย์กล่าวสนับสนุนการเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย “ตอนนี้เรากำลังเห็นการขยายตัวของความขัดแย้ง เราตระหนักถึงเรื่องนี้ และก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น จำเป็นต้องยุติการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน นั่นเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นก่อนที่จะมีการหยุดยิงได้”
ผู้นำทั้งสองแสดงการสนับสนุนการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลและสหรัฐฯ
เมื่อถูกถามว่า เขาได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมโจมตีอิหร่านหรือไม่ คาร์นีย์กล่าวว่า เขาไม่สามารถ "ตัดความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมอย่างเด็ดขาด" โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติการเชิงรุกและเชิงรับ "เราจะปกป้องชาวแคนาดาเสมอ เราจะยืนหยัดและปกป้องพันธมิตรของเราเสมอเมื่อได้รับการร้องขอ"
กองกำลังชาวเคิร์ดเตรียมร่วมสงครามอิหร่าน
กองกำลังชาวเคิร์ดผู้ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือของอิรักกำลังเตรียมการปฏิบัติการทางทหารข้ามพรมแดนไปยังอิหร่าน และสหรัฐฯ ได้ขอให้ชาวเคิร์ดอิรักให้การสนับสนุนพวกเขา
กลุ่มชาวเคิร์ดเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีการจัดระเบียบดีที่สุดในกลุ่มฝ่ายต่อต้านอิหร่าน และเชื่อกันว่ามีนักรบที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วหลายพันคน การเข้าร่วมสงครามของพวกเขาอาจก่อให้เกิดความท้าทายอย่างมากต่อทางการเตหะรานที่กำลังเผชิญกับปัญหา และอาจเสี่ยงที่จะดึงอิรักเข้าสู่ความขัดแย้งมากขึ้น
คาลิล นาดีรี เจ้าหน้าที่ของพรรคเสรีภาพเคิร์ด (PAK) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองของชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของอิรัก กล่าวเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า กองกำลังบางส่วนของพวกเขามีการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใกล้ชายแดนอิหร่านในจังหวัดสุไลมานิยาห์ และอยู่ในสถานะเตรียมพร้อม
เขากล่าวว่า ผู้นำกลุ่มชาวเคิร์ดได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกี่ยวกับการปฏิบัติการที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
หากกลุ่มชาวเคิร์ดในอิหร่านและอิรักเข้าร่วมสงคราม นั่นจะเป็นการส่งกองกำลังภาคพื้นดินจำนวนมากเข้าสู่สมรภูมิเป็นครั้งแรก โดยกลุ่มชาวเคิร์ดเหล่านี้มีประสบการณ์การรบจากการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม
ด้านเจ้าหน้าที่จากกลุ่มโคมาลา ซึ่งเป็นกลุ่มชาวเคิร์ดในอิหร่านอีกกลุ่มหนึ่ง กล่าวเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า กองกำลังของพวกเขากำลังเตรียมพร้อมที่จะข้ามพรมแดนภายใน 7-10 วัน และกำลัง “รอให้สภาพพื้นที่เหมาะสม”
เจ้าหน้าที่ชาวเคิร์ดอิรัก 3 คนบอกกับสำนักข่าวเอพีว่า มีการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อคืนวันที่ 1 มี.ค. ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กับมาซูด บาร์ซานี และบาเฟล ทาลาบานี หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยเคิร์ด (KDP) และพรรคสหภาพรักชาติเคิร์ด (PUK) ซึ่งเป็นสองพรรคการเมืองหลักของชาวเคิร์ดในอิรัก เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่า ทรัมป์ได้ขอให้ชาวเคิร์ดอิรักให้การสนับสนุนทางทหารแก่กลุ่มชาวเคิร์ดอิหร่านในการปฏิบัติการในอิหร่าน และเปิดพรมแดนเพื่อให้กลุ่มชาวเคิร์ดอิหร่านสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างอิสระ
โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ กล่าวว่า “ทรัมป์ได้พูดคุยกับผู้นำชาวเคิร์ดเกี่ยวกับฐานทัพของเราที่เรามีอยู่ในภาคเหนือของอิรัก” แต่ปฏิเสธว่าทรัมป์ได้ตกลงในแผนการเฉพาะเจาะจงใด ๆ หรือไม่
เจ้าหน้าที่ชาวเคิร์ดอิรักกล่าวว่า ชาวเคิร์ดอิรักกังวลว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงในความขัดแย้งจะนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจากอิหร่าน ที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ ภูมิภาคเคิร์ดได้เผชิญกับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่านและกองกำลังติดอาวุธอิรักพันธมิตรหลายครั้ง โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพทหารสหรัฐฯ และสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเออร์บิล รวมถึงฐานทัพของกลุ่มชาวเคิร์ดด้วย
อิหร่านปฏิเสธ หลังมีรายงานส่งข้อความพร้อมเจรจาสหรัฐฯ
แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า หน่วยข่าวกรองอิหร่านได้ส่งข้อความไปยังสหรัฐฯ ว่า อาจพร้อมที่จะเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงคราม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าไม่มีการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้น และ “ทางออก” ไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้
แหล่งข่าวบอกว่า ข้อความดังกล่าวถูกส่งผ่านประเทศที่สามไปยังสำนักงานข่าวกรองสหรัฐฯ หรือซีไอเอ (CIA) แต่จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าช่องทางดังกล่าวจะยังไม่นำไปสู่การหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับวิธีการยุติสงคราม
เจ้าหน้าที่อเมริกันได้อธิบายถึงการเข้าสู่ขั้นตอนใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นของการปฏิบัติการร่วมกับอิสราเอลเพื่อลดทอนโครงการขีปนาวุธของอิหร่านและเพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีต เฮกเซธ กล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า สหรัฐฯ “เพิ่งเริ่มต้น” และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการบรรยายสรุปจากฝ่ายบริหารเกี่ยวกับอิหร่านกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้รับทราบถึงจุดจบที่ชัดเจน รวมถึงความพยายามในการเจรจาทางการทูตที่อาจเกิดขึ้น
ในส่วนของผู้นำอิหร่านนั้น ยังไม่ได้แสดงเจตจำนงที่จะเจรจาอย่างเปิดเผย เนื่องจากจำนวนกำลังพลของพวกเขาลดลงเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากการโจมตีของอิสราเอล
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อเมริกันยืนยันว่า พวกเขาไม่ได้เจรจาใด ๆ กับอิหร่านเลย ไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านบุคคลที่สาม นับตั้งแต่การเจรจานิวเคลียร์ล้มเหลวลงไม่กี่วันก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้รับข้อความจากประเทศอื่น ๆ ที่เสนอความช่วยเหลือในการคลี่คลายความขัดแย้ง
“นับตั้งแต่เรื่องนี้บานปลาย เราได้รับการติดต่อจากหลายประเทศ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 3 มี.ค. โดยระบุจำนวนประเทศที่ติดต่อมานับสิบประเทศ “มันไม่ต่างจากที่เราเคยมีมาก่อน คือมีคนต้องการดูว่าพวกเขาสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และเราก็ได้พูดคุยกับพวกเขาแล้ว”
จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อความใด ๆ ที่สำคัญระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ได้ติดต่อกับ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน หรือ อาลี ลาริจานี เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงของอิหร่าน
“เราไม่ได้ใช้ใครเป็นตัวกลางในการเจรจา นี่เป็นการปฏิบัติการทางทหาร และมันต้องดำเนินไปตามขั้นตอน” เจ้าหน้าที่กล่าว
ขณะเดียวกัน มาจิด ทัคต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่าไม่มีการส่งข้อความใด ๆ ไปยังสหรัฐฯ
“เราไม่ได้ส่งข้อความใดๆ ไปยังชาวอเมริกัน เพราะตอนนี้เรากำลังปกป้องตนเอง เราอยู่ในโหมดป้องกัน และสิ่งที่เรามุ่งเน้นคือการปกป้องตนเอง ป้องกันตนเอง ดังนั้นจึงไม่มีการส่งข้อความใด ๆ และเราก็ไม่ได้รับข้อความใด ๆ จากอเมริกาหรือจากใครก็ตาม” ทัคต์-ราวันชี กล่าว
สหรัฐฯ ยันยังอยู่ระหว่างสอบสวน เหตุโจมตีโรงเรียนอิหร่าน
ในสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจคือ เหตุโจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วน ชาจาเรห์ ตัยยิเบห์ ในเมืองมินาบ ซึ่งทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 165 ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน
พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยและหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการโจมตีโรงเรียนดังกล่าว โดยกล่าวเพียงว่า สหรัฐฯ กำลังสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว
“สิ่งที่ผมพูดได้ก็คือเรากำลังสอบสวนเรื่องนั้นอยู่ แน่นอนว่าเราไม่เคยโจมตีพลเรือน แต่เรากำลังตรวจสอบและสอบสวนเรื่องนี้อยู่” เฮกเซธกล่าว
นอกจากผู้เสียชีวิตจำนวนมากแล้ว สื่อของรัฐอิหร่านยังรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บอีก 96 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ “กองกำลังที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนในอิหร่านจนมีผู้เสียชีวิต” ดำเนินการสอบสวนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แม้ว่าจะไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบก็ตาม
ก่อนหน้านี้ อาลี บาห์เรนี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติในเจนีวา ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกับ โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในจดหมายลงวันที่ 1 มี.ค. โดยระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ “ไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนได้” และ “เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย”
คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติกล่าวในแถลงการณ์ว่า “คณะกรรมการรู้สึกตกใจกับรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงโรงเรียนและโรงพยาบาล ซึ่งทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บและได้รับผลกระทบทางจิตใจ และคร่าชีวิตเด็กจำนวนมาก” และเสริมว่า เด็กต้องได้รับการปกป้องจากสงคราม
ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ว่า กองกำลังสหรัฐฯ “จะไม่จงใจโจมตีโรงเรียน”
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา ผู้คนหลายพันคนรวมตัวกันบนถนนในเมืองมินาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน เพื่อร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศที่โรงเรียนประถมหญิง
วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตยุติสงครามอิหร่านไม่สำเร็จ
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีการหารือและลงคะแนนเสียงพิจารณาร่างกฎหมายที่มุ่งจำกัดอำนาจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยหากมติดังกล่าวผ่าน จะเป็นการยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน เพราะถือว่าไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม ผลออกมาว่า คะแนนเสียงเกินครึ่งไม่เห็นชอบให้จำกัดอำนาจทรัมป์ในการทำสงคราม การโจมตีจึงยังคงดำเนินต่อไป โดยถูกปฏิเสธด้วยคะแนนเสียง 53 ต่อ 47 เสียง
พรรคเดโมแครตโต้แย้งว่า ทรัมป์ได้ละเลยรัฐสภาและให้เหตุผลที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับการทำสงคราม พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ขัดขวางมติดังกล่าว แต่บางส่วนกล่าวว่า พวกเขาอาจเปลี่ยนท่าทีหากสงครามขยายตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
มีรายงานว่า ผู้นำระดับสูงของรัฐสภาได้รับแจ้งก่อนที่การโจมตีครั้งแรกจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ก.พ. และทรัมป์ได้แจ้งรัฐสภาในจดหมายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มี.ค. แม้ว่าเขาจะยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญ
ทรัมป์เคยสั่งการปฏิบัติการทางทหารโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภามาก่อน เช่น การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อปี 2025 และการจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
ขีปนาวุธอิหร่านผ่านน่านฟ้าตุรกี
ระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต (NATO) ได้ยิงสกัดขีปนาวุธที่ลุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าตุรกี แต่มีรายงานว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการโจมตีคือฐานทัพในไซปรัส ที่ได้รับการคุ้มครองจากชาติตะวันตก
ทีมโฆษกรัฐบาลตุรกีเปิดเผยว่า ขีปนาวุธดังกล่าวได้เคลื่อนที่ผ่านน่านฟ้าของอิรักและซีเรีย ก่อนถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศขององค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 มี.คโดยเศษชิ้นส่วนของขีปนาวุธได้ตกลงที่จังหวัดฮาเตย์ ทางภาคใต้ของตุรกี แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้
ด้านทีมโฆษกนาโตออกแถลงการณ์ประณามประเทศอิหร่าน หลังจากมีขีปนาวุธถูกยิงเข้าใส่ประเทศตุรกีหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่ระบบป้องกันทางอากาศขององค์กรดังกล่าวสามารถสกัดกั้นการโจมตีเอาไว้ได้
ขณะที่ประธานาธิบดีตุรกี เรย์ซิป เทย์ยิป เออร์โดอาน แถลงเตือนว่า เหตุการณ์เช่นนี้ต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก โดยกระทรวงการต่างประเทศตุรกีได้เขิญเอกคราชทูตอิหร่านประจำกรุงอังการา เข้าพบเพื่อทำการประท้วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ส่วนกระทรวงกลาโหมของตุรกีออกแถลงการณ์หลังการโจมตีเตือนทุกฝ่ายให้ละเว้นจากการกระทำที่จะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคให้รุนแรงขึ้น โดยตุรกีซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของอิหร่านได้พยายามวางตัวเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านก่อนสงครามเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เป้าหมายที่แท้จริงของขีปนาวุธอิหร่านซึ่งถูกยิงตกเหนือท้องฟ้าตุรกีคือฐานทัพในไซปรัส ซึ่งในเวลานี้ได้รับการคุ้มครองจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และกรีซ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ส่งเรือรบและระบบต่อต้านทางอากาศมายังไซปรัสเพื่อปกป้องฐานทัพนาโต
นอกจากนี้สหรัฐฯยังมีฐกองกำลังประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศอินซีร์ลิก (Incirlik) ทางใต้ของตุรกีที่ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดฮาเตย์
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / Associated Press / BBC / CNN / The Guardian
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สเปนแถลงเดือด “ไม่เอาสงคราม” ลั่นจะไม่ร่วมมือกับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อโลก
กัมพูชาโวย ทั่วโลกสนใจแต่สงครามอิหร่าน อาจเปิดช่องไทยแอบรุกรานกัมพูชา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกาะติดสงครามอิหร่าน 5 มี.ค. 69 สหรัฐฯ เปิดภาพนาทีจมเรือรบอิหร่าน ดับ 87 ราย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com