โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ณัฐพงษ์’ อ่านเกมใหม่หลังพ่ายเลือกตั้ง คงความเป็นพรรคมวลชน ลงลึกการเมืองพื้นที่ ท้าชนระบบบ้านใหญ่ วางเกมยาวสู้รัฐพันลึก

The Momentum

อัพเดต 5 มีนาคม 2569 เวลา 22.41 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 รายการ b-holder LIVE ทาง The Momentum ชวน เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มาร่วมพูดคุยถอดบทเรียนความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้ง หลังผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ พร้อมชวนมองทิศทางการเดินหน้าของพรรคประชาชนต่อจากนี้ ท่ามกลางเกมการเมืองไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างอำนาจเดิม หรือสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า ‘รัฐพันลึก’ ที่กำลังแข็งแกร่งขึ้น

ณัฐพงษ์บอกว่า บทเรียนครั้งสําคัญจากการเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคประชาชน คือความพ่ายแพ้การเลือกตั้งแบบเขตในหลายพื้นที่ ทางพรรคจึงเตรียมพร้อมเพื่อสู้กับ‘ระบบบ้านใหญ่’ ในอนาคต โดยพรรคประชาชนต้องเดินหน้าทำงานทางความคิดในระดับเชิงพื้นที่มากขึ้น และลงลึกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ

“ต้องทำงานทางความคิดที่ลงลึกถึงระดับหมู่บ้าน นั่นคือ ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน พรรคเชื่อเสมอว่า การเอาชนะทางความคิดจะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ในภาพใหญ่สนามการเมืองทางความคิด เชื่อว่าเราปักธงได้มั่นแล้ว เพียงแต่พอลงมาระดับพื้นที่ เราต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า สส.เขตในพื้นที่จริงๆ แล้วสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาโดยตรง”

สำหรับโจทย์สำคัญของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คือการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ให้เข้มแข็ง เพื่อปกป้องคะแนนเสียงของพรรคในวันเลือกตั้ง และลดช่องว่างระหว่างตัวแทนพรรคกับประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ณัฐพงษ์ยังประเมินสถานการณ์การเมืองภาพใหญ่ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยุบสภาฯ ก่อนครบกำหนดวาระภายใน 2-3 ปีข้างหน้า และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ โดยมองว่า ปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลต่อจังหวะทางการเมือง คือกรณีของ ปิยบุตร แสงกนกกุล และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งจะพ้นจากโทษตัดสิทธิทางการเมืองครบ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และอาจกลับมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองได้อีกครั้งในช่วงปี 2573

“คิดแบบในมุมฝั่งเขา ถ้าเขาเชื่อว่าการที่ตัดสิทธิ ตัดหัวอดีตแกนนํา ส่งผลจริง ในเมื่อคุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรอาจจะกลับมาช่วงประมาณปี 2573 เพราะฉะนั้นการที่เขาจะได้เปรียบมากที่สุดคือ การยุบสภาฯ ก่อนเวลานิดหนึ่งให้หลายๆ ท่าน ไม่ได้มีสิทธิไปอยู่ในรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ในเชิงที่ถ้าเราเป็นเขาคงทําแบบนี้”

เมื่อถามว่า วาระใหญ่ของรัฐบาลชุดที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ณัฐพงษ์ยอมรับว่า ยังไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกได้เร็วๆ นี้ “คิดว่าอาจจะไม่ได้เห็นอะไรเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างมากนัก อันนี้ยอมรับตามสภาพที่เห็น ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย และคำตอบของพรรคอื่นๆ สำหรับพรรคประชาชนชัดเจนว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านจนกว่าพรรคภูมิใจไทยจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้จริงๆ ค่อยมาว่ากัน ซึ่งจากสถานการณ์ที่เห็น ผมมองว่า โอกาสที่จัดจะตั้งไม่สําเร็จค่อนข้างน้อย”

ในด้านการทำงานที่พรรคประชาชนต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาฯ ณัฐพงษ์มีความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความท้าทายที่สำคัญมาก เพราะเป็นโครงสร้างของระบบการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่พรรคต้องการผลักดันในสภาฯ ชุดนี้

“ปัญหาการเมืองไทยหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน หรือข้อครหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางส่วน ล้วนเกี่ยวข้องกับโครงสร้างกติกาทางการเมือง โดยเฉพาะที่มาและบทบาทขององค์กรอิสระ จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นแก้ไขจากรัฐธรรมนูญ”

สำหรับการถอดบทเรียนเรื่องปัญหาภายในพรรค ทั้งประเด็นกระบวนการสรรหาผู้สมัคร และกรณีจดหมายผนึกถึงผู้บริหารเกี่ยวกับการกำกับดูแล และความเสมอภาคทางเพศ

ณัฐพงษ์ระบุว่า อยากให้สังคม ‘ถอยออกมามองภาพใหญ่’ ก่อนตัดสิน พร้อมตั้งคำถามว่า ประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองแบบใด ระหว่างพรรคที่มี ‘เจ้าของพรรคสั่งปิดปากทุกอย่างได้’ กับพรรคที่สมาชิกสามารถตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์พรรคได้

เขาย้ำว่า พรรคประชาชนต้องการสร้างพรรคที่เป็นของสมาชิกอย่างแท้จริง จึงเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบได้ เช่น การเปิดเผยรายชื่อผู้สมัครให้สาธารณะเข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งยอมรับว่า กระบวนการอาจยังไม่สมบูรณ์ แต่เสียงสะท้อนที่ได้รับส่งผลจริงต่อการปรับเปลี่ยนตัวของผู้สมัครทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต

พร้อมยืนยันว่า ภายในพรรคพยายามสร้างสมดุลระหว่างเอกภาพกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า “เราไม่ใช่พรรคเผด็จการภายในที่หาเสียงข้างนอกชูประชาธิปไตย แต่ข้างในสั่งปิดปากทุกคน” อย่างไรก็ตามหลักการคือให้มีพื้นที่พูดคุยภายในที่ประชุมก่อน และเมื่อมีมติแล้วทุกฝ่ายควรยึดตามนั้น เพื่อรักษาเอกภาพของพรรค

นอกจากนี้ณัฐพงษ์ยอมรับว่า การเติบโตของพรรคอย่างรวดเร็ว และการขยายเครือข่ายสมาชิกจำนวนมาก อาจทำให้บางกลุ่มรู้สึกว่า สะท้อนเสียงไปถึงผู้บริหารได้ไม่ทั่วถึง จนเลือกแสดงความเห็นในพื้นที่สาธารณะ โดยมองว่า เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ยืนยันว่า พรรค ‘ไม่เคยละเลย’ ประเด็นความเสมอภาคทางเพศ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้น

ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ปิยบุตร อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์แสดงความคิดเห็นเรื่องพรรคมวลชน ควรมีวินัยและเป็นประชาธิปไตยควบคู่กันไปด้วย เขามีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า เป็นข้อเสนอที่ทางพรรคต้องรับฟัง และพร้อมนำไปปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน

“อาจารย์ปิยบุตรเป็นอีกหนึ่งท่านที่เรียกว่า คือแสงสว่างทางความคิด เป็นคนที่จุดประกายให้ผมและอีกหลายๆ คน ให้ได้ตัดสินใจมาทำงานการเมือง ข้อคิดเห็นของแกไม่ได้ผิดอะไร ถูกต้องด้วยซ้ำ”

ทั้งนี้เขายืนยันว่า พรรคประชาชนดำเนินงานโดยสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของร่วมกัน และอดีตแกนนำทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาเท่านั้น โดยจากนี้พรรคจะพยายามพัฒนาและปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ณัฐพงษ์ยังกล่าวทิ้งท้าย ถึงความหวังในการต่อสู้ทางการเมืองกับรัฐพันลึกเอาไว้ว่า “ต้องสู้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะชนะ เพราะว่าถ้าเราหยุดสู้ก็ไม่มีทางที่จะชนะได้ อาจเป็นคำตอบกำปั้นทุบดิน แต่เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”

ถ้าพูดให้ทุกคนมีหวังคือ “พวกเราจะไม่หยุดสู้และจะทำการเมืองในพื้นที่ให้ลึกกว่านี้ หลายคนอาจจะวิจารณ์ว่า พรรคเราเป็นพรรคกระแส เข้าไม่ถึงชาวบ้าน เรารับฟังและเราจะทำมันให้ดียิ่งขึ้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...