“ทองคำ” พุ่งแตะ 5,170 ดอลลาร์ แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย รับวิกฤตตะวันออกกลาง
"ทองคำ" พุ่งแตะ 5,170 ดอลลาร์ หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงช่วยหนุนราคาทองคำในตลาดโลก
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 08.41 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี (6 มี.ค.) หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางขยายวงกว้าง กระตุ้นให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงช่วยหนุนราคาทองคำเพิ่มเติม
*ราคาทองคำ Spot Gold เพิ่มขึ้น 0.8% อยู่ที่ 5,177.26 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 02.49 น. ตามเวลา GMT ขณะที่ สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐ (Gold Futures) ส่งมอบเดือนเมษายน ปรับตัวขึ้น 1% อยู่ที่ 5,186.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์*
การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำส่วนหนึ่งมาจากการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ทองคำซึ่งซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์มีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น
ไคล์ ร็อดดา นักวิเคราะห์ตลาดการเงินอาวุโสจาก Capital.com กล่าวว่า ราคาทองคำมักได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำเป็นผลจากสภาวะการเงินที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงการอ่อนค่าของดอลลาร์จากระดับสูงก่อนหน้า
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในวันพุธ หลังเรือดำน้ำสหรัฐจมเรือรบอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 ราย ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโตสามารถยิงสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านที่ยิงไปยังตุรกีได้
ความตึงเครียดดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บุตรชายของผู้นำสูงสุดอิหร่านที่เสียชีวิต กลายเป็นตัวเต็งในการสืบทอดตำแหน่งผู้นำ ซึ่งสะท้อนว่าเตหะรานไม่น่าจะยอมอ่อนข้อให้แรงกดดันจากภายนอก เพียง 5 วันหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยรายและสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินทั่วโลก
ร็อดดา ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้อาจช่วยสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนของสงครามจะยังทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง จนกว่าจะเห็นสัญญาณว่าความตึงเครียดได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว
โดยทั่วไป ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven asset) และราคาปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 20% ตั้งแต่ต้นปีนี้ พร้อมทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก
ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เสนอชื่อเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีแนวโน้มสนับสนุนนโยบายลดอัตราดอกเบี้ย
ด้านตลาดการเงินคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 18 มีนาคม ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group
นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ โดยเฉพาะจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ในวันพฤหัสบดี และรายงานการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะประกาศในวันศุกร์
อ้างอิง : www.reuters.com