‘นาย ณภัทร’ บุกเมียนมาไหว้ขอขมาบท ‘มังจีชวา’ เล่าแฮปปี้ชีวิตอิสระวัย 30 แม้ป่วยขั้นฉีดยาก็สู้ไม่ถอย!
เรียกได้ว่าฟิตแบบเต็มที่เพื่อไปร่วมวิ่งมาราธอนสำคัญที่ปารีสเลยทีเดียว สำหรับพระเอกหนุ่มสุดฮอต “นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ” ที่เพิ่งกลับจากฝรั่งเศสสดๆ ร้อนๆ หลังไปร่วมรายการวิ่ง “Hoka Semi de Paris 2026” ระยะทาง 21.097 กม. โดยเจ้าตัวเผยว่าประทับใจพลังงานของนักวิ่งทั่วโลก แม้จะยังมีอาการเจ็ทแล็กอยู่บ้าง แต่ก็ภูมิใจที่ได้ทำตามเป้าหมายสำเร็จ พร้อมลุยงานแสดงสุดหินในบท “มังจีชวา” ยอมรับต้องฉีดยาสู้ตายกลางกองถ่ายยุทธหัตถี เผยความสุขวัยเลข 3 คือการกินและการวิ่ง พร้อมเคล็ดลับบำบัดความเครียดด้วยการกิน
นาย ณภัทร เผยว่า “เพิ่งกลับมาจากปารีสเมื่อวานตอนเช้าครับ ผมยังแล็กอยู่ครับ จริงๆ ต้องบอกก่อน ปารีสเป็นจุดหมายปลายทางของนักกีฬาทั่วโลก เพราะว่าเขามีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องกีฬามายาวนานมาก แล้วก็เป็นหนึ่งจุดมุ่งหมายของนักวิ่งทั่วโลกที่อยากจะไป ผมก็ได้มีโอกาสไปวิ่งในงาน Hoka Semi de Paris 2026 นะครับ เป็นมาราธอน 21.097 กม. สนุกมาก พลังงานคนคือแบบดีมาก คือเวลาเราอยู่ในรายการวิ่ง จุดที่มันจะพีคที่สุดคือตอนก่อนที่จะปล่อยตัว เพราะทุกคนเตรียมตัวกันมาเป็นเดือน บินกันมาทั่วโลก แล้วมันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว นาทีนี้ที่เราสะสมมา พลังงานตรงนั้นแหละที่ผมชอบเสพมากที่สุดเลย ก็สนุกสนานมาก ดีมาก การเตรียมตัวก็ต้องมีการซ้อม แล้วก็แบ่งเวลากับการแสดงด้วย แล้วก็โชคดีอันนี้มีทีมของโฮก้าที่ผมไปวิ่งในรายการของเขา แล้วก็แบบทีมเขาเจ๋งมาก แล้วก็อุปกรณ์กีฬาเขาก็ดีมาก รองเท้าวิ่งนี่ที่ผมใส่ หลายๆ คนเห็นคือมันซัพพอร์ตแบบสบายมาก ทีมที่อยู่ที่นั่นก็คือเป็นทีมโฮก้าที่น่ารักมากอ่ะ เป็นแบบ Professional Player จริงๆ แล้วก็มีนักวิ่งของคนไทยอีก 2 คน คุณเบนซ์กับคุณแพรไปด้วย ผมไปถึงล่วงหน้า 2-3 วันครับ ก็มีไปวิ่งในแทร็ก ซึ่งอากาศดีมาก อย่างที่ผมได้ลงรูปให้ทุกคนเห็นนะครับ เป็นแทร็กที่วิวสวยมาก ข้างหลังเป็นหอไอเฟล ถ้ามีโอกาสก็อยากลองไปดู ทุกคนเข้าได้หมดเลย สบายๆ
รายการนี้มันชาเลนจ์เพราะว่าต้องบอกก่อนว่า ช่วงที่ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ผมกับผู้จัดการผ่านมาได้คือเก่งมากเลย (หัวเราะ) ทุกอย่างมันรัด แล้วเรามีการแสดง มีการทำงานอะไรด้วย ก็ต้องพยายามบาลานซ์กันไป มีเข้าโรงพยาบาลโดนเข็มปักก้นไปด้วยอะไร แต่ก็ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนที่ต้องปักเข็มฉีดยาเพราะว่าถ่ายซีนที่มันต้องอยู่กลางแดดหลายวันมาก แต่มันสวยมากและมันคุ้มค่ามาก (ไม่สบาย?) ใช่ปักเพื่อจะไปทำงานต่อ ป่วยธรรมดา หมอก็เลยต้องปักเพื่อให้ไปทำงานได้ ผมอยากให้มันดีที่สุด เพราะมันคือฉากสำคัญที่สุดในเรื่อง ยุทธหัตถี ซึ่งได้ถ่ายจบไปแล้ว แล้วก็มี โอ้โห ผมอยากเล่ามากเลย แต่ว่ายังก่อนดีกว่า (เห็นว่าเดินทางไปเมียนมาด้วย?) ใช่ ผมไปเมียนมามา อย่างแรกเลยคือไป คือการที่ผมกับพี่โบว์ผู้จัดการบินไปเมียนมาเนี่ย คืออย่างแรกไปขออนุญาต แล้วก็ไปดูสถานที่จริง ไปดูความยิ่งใหญ่ของเขา แล้วสิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมมากคือได้อยู่กับผู้คนเมียนมา ซึ่งได้พูดคุย ใช้เวลากันหลายวันเลย แล้วก็มีความสุขมาก แล้วก็เราไปขอถึงสถานที่ที่ชาวเมียนมาคิดว่าท่านมังจีชวาน่าจะอยู่ ไปขออนุญาตท่าน แล้วก็ผมรู้สึกว่าผมได้รับเกียรติที่มันเป็นโอกาสหนึ่งในล้านมาก เพราะฉะนั้นผมอยากถ่ายทอดในนามของท่านออกมาให้ได้ดีที่สุด และฝั่งของชาวเมียนมาให้ได้ดีที่สุด คือเอาจริงๆ นะ ผมรู้สึกว่าหงสาวดี เมืองที่ตอนนี้อยู่ที่เมียนมาเนี่ย อยากให้ทุกคนได้ลองไปสักครั้งหนึ่ง ไปเที่ยวไปดูความยิ่งใหญ่ของครั้งหนึ่งที่เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นเมืองที่มหาอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมชอบมาก ผมไฮไลต์ของผมคือชอบห้องบรรทมของกษัตริย์ แล้วก็ประวัติศาสตร์จริงๆ เนี่ย มันมีหลายรูปแบบมาก ที่ไทยจะมีประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง คนเมียนมาหลายคนมีประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง ชาวโปรตุเกสมีประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง มันอยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะอ่านเล่มไหน แต่เอาจริงๆ อยากให้ลองอ่านให้หมดเลย เพราะจากที่อ่านได้ทั้งหมดอ่ะ ผมก็จะให้ได้เห็นว่า อ๋อ ความเป็นไปได้มันคืออะไร ที่เหลือมันคือวิจารณญาณของเรา แต่อยากจะบอกว่า เมียนมาน่ารักกับผมมาก ทุกคนผู้คนดีมาก ผมมีความสุขมากตอนที่ได้อยู่ที่นั่น แล้วก็ได้ไปวิ่งรอบเมืองด้วย อะไรก็แฮปปี้มาก”
นาย ณภัทร เผยว่า “ผมขอเรื่องงานอย่างเดียวครับ ขอให้การถ่ายทำเรื่องนี้ราบรื่น เพราะว่ามันไม่ง่ายเลยนะครับ โอ้โห ฉากรบแต่ละอันมันคือความปลอดภัยของนักแสดงทุกท่าน ของทีมงานทุกคนด้วย ผมขอให้ทุกอย่างราบรื่น แค่นั้นก็คือแบบมีความสุขที่สุดแล้ว เพราะต้องขี่ช้าง ขี่ม้า แล้วก็พวก Martial Art ที่อย่างที่พี่ตี๋เล่าให้ฟัง เราต้องเป็นให้หมดเลย มันก็ดาบมือหนึ่ง การต่อสู้ระยะใกล้ ทวนบูเรงนอง การฟันดาบ การใช้ทวนบนม้า แล้วก็มีการทำยุทธหัตถี ก็คือเราจะมีใช้อันนั้นบนช้าง แล้วก็ต้องควบคุมช้างจริงๆ (ช่วงหลังนายก็รับการแสดงที่ท้าทายมากขึ้น?) ผมมีความสุขเพราะว่าผมรู้สึกว่าผมได้บทที่เขาเรียกว่าอะไรอ่ะ มันมีความอะไรให้เล่นเยอะมาก แล้วก็ได้คนเก่งๆ ที่อยู่รอบตัวเป็นครูเราหมดเลย แล้วผมมีความสุขกับการทำงานวันนี้ แล้วก็ขอบคุณแบบโอกาสดีๆ จากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ก็ตอนนี้พอผมเป็นนักแสดงอิสระ ก็มีความหลากหลายในหน้าที่การงานมากขึ้น ผมก็อยากจริงๆ อยากร่วมงานกับทุกคนเลย แต่ว่ามันอยู่ที่คิวล้วนๆ เลย เราก็จะได้รับ เพราะอย่างที่รู้เรื่องหนึ่งก็จะใช้เวลา 8 เดือน 9 เดือน เวลาเราทำอะไร ผมตัดสินใจทำอะไรแล้ว ผมก็จะทำให้เต็มที่ แบบทุ่มกันสุดตัว เพราะฉะนั้นมันก็จะใช้เวลาตรงเนี้ยเยอะมาก แล้วก็ต้องบาลานซ์กับเรื่องสุขภาพ แล้วก็เรื่องแบบชีวิตในวัยหนึ่งของเรา การเป็นนักแสดงอิสระมันเหมือน Survival mode และมันสนุกมาก แล้วก็รู้สึกว่าได้วางแผนชีวิตว่าอยากทำอะไร อยากแบ่งเบาช่วงไหน อยากเร่งคันเร่งช่วงไหน อยากทำอะไรช่วงไหน อย่างเงี้ยก็จะบอกผู้จัดการว่าโอเคเรารับตรงนี้ประมาณนี้ แล้วเดี๋ยวฤดูมาราธอนมาถึง ผมขอนี่นะพี่โบว์ หรือฤดูทำเพลงของผมมาถึงผมขอนี่นะพี่โบว์ คือมันเหมือนเราเรามีความยืดหยุ่นในตารางงานของเรามากขึ้น แล้วก็การร่วมงาน บท ถ้าพูดถึงโปรดักชั่นทีมงานเรารู้สึกว่าเราโชคดี เพราะหลังๆ ทุกคนก็พยายามแบบพัฒนาคอนเทนต์ไทยให้แบบดีเต็มที่ แล้วเวลาผมได้อ่านอะไรสักอย่าง มันแบบ โห ไปขนาดนี้เหรอ เจ๋งว่ะ บทนี้อยากเล่นจังเลย นู่นนี่ แต่แบบเฮ้ย แต่เวลาเราไม่ได้
ถ้าถามว่าได้ใช้ชีวิตในวัยที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ผมว่าจริงๆ อาชีพของผมมันก็เหมือนพี่ๆ ทุกคน มีเหนื่อย มีเครียด มีแบบสนุก มีสะใจ มีแบบเอ้ย วันนี้รู้สึกทำได้ไม่ดีเลย เป็นเรื่องปกติอ่ะ เหมือนเหมือนคนปกติอันหนึ่ง แต่ว่ามันอยู่ในคนละรูปแบบอะไรแค่นี้ แต่เรื่องของผมมันคือใช้สุขภาพร่างกายแล้วก็ใช้อารมณ์เยอะ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องเตรียมร่างกายของเราให้พร้อมสม่ำเสมอ ซึ่งตอนนี้ผมก็ให้เรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจของผมมาอันดับ 1 (มีวิธีเขาเรียกบำบัดตัวเองยังไง?) กิน การกินคือการบำบัดอย่างหนึ่ง ถามพี่โบว์เลยคือทุกวันนี้ผมผมมีโค้ชที่ผมดูเรื่องโภชนาการ แล้วก็ผมเป็นเด็กอ้วนง่าย แล้วก็ชอบกินมาก อยู่ในกองปกติก็จะได้รับประทานไก่ต้ม ซึ่งน่ารักมาก เพราะว่าแม่ที่กองก็ทำให้ดีมาก แม่หมวยนะฮะ กองหงสาวดี ทำกุ้งทำอะไร แล้วเวลาวันไหนที่ผมให้เกรดว่าวันนี้เราทำงานได้ดีอ่ะ ผมจะชวนพี่โบว์ไปกินเบอร์เกอร์ตอนห้าทุ่มเที่ยงคืน นั่นคือการบำบัดของผม (ไม่คิดเหรอว่าร่างทองของเราจะหาย?) คิด กินเสร็จค่อยมาเสียดาย กูไม่น่าเลย (คือต้องไปชดใช้กรรมในการวิ่ง?) อ๋อ อันนั้นชดใช้ตลอดอยู่แล้ว คือจริงๆ ผมแค่รู้สึกว่าหลายคนก็จะมีเวย์ของตัวเองในหลายรูปแบบ ของผมที่เร็วที่สุดก็คือการกิน แล้วผมมีความสุข กินแล้วผมรู้สึกพอใจ เวลาผมได้สูดกลิ่นชีส กลิ่นเนื้อ กลิ่นเบอร์เกอร์ ส่วนเข้มงวดเรื่องหุ่นมั้ย ผมรู้สึกว่าอะไรที่เข้มงวดมากไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพ ผมเคยเข้มงวดแล้วผมเห็นแล้วว่ามันไม่ดีต่อร่างกาย ผมก็แค่สนุกและเอ็นจอยกับงานทุกวัน และมีความสุขกับมันให้มากที่สุด”
นาย ณภัทร เผยว่า “ส่วนเรื่องปีนี้ 30 แล้วอยากให้ทุกคนเรียกพี่นายบ้างมั้ย อยาก ผมอยากถามพี่ว่าตอนขึ้นเลข 3 มันรู้สึกยังไง ผมจินตนาการไม่ออก แต่ผมรู้สึกว่า 30 จะเป็นวัย วัยที่ผมใช้ชีวิตมันที่สุด เพราะผมลงมาราธอนเบอร์ลิน ชิคาโก ลงมาราธอนนู่นนี่อะไรอย่างเงี้ย แล้วเวลาเราได้เข้าเส้นชัยมันแบบ เยส แต่เอาจริงๆ ใช้ชีวิตวันพรุ่งนี้ให้รอดชีวิต มันต้องคิดอย่างงี้ วันต่อวัน สมมุติว่าอย่างวันนี้เราทำงาน อีก 8 วันข้างหน้ามันเป็นวันที่เราต้องทำงานใช้ร่างกายหมด ถ้าเราไปคิดถึงวันที่ 8 เลย โอ๊ย เราเหนื่อย แต่ถ้าเรามีความสุขแค่ว่าโอเค เดี๋ยวกลับไปนอน ทำอะไรให้ตัวเองมีความสุข กินนอนได้พอ ตื่นมาทำงาน ใช้ชีวิตวันต่อวัน มันง่ายขึ้นเยอะ (คือเอาชีวิตรอดให้วันต่อวันพอเหรอ?) ใช่ ณ ตอนนี้นะ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลยอ่ะ แต่ถ้าเราอยู่กับตรงเนี้ย ทำวันต่อวันเนี่ย มันจะสนุกมากขึ้น ความสุขในวัย 30 คือ วิ่ง กิน ทำงาน (วัย 30 แล้วแต่คนก็ยังเรียกเราว่าน้องนาย?) ผมรู้สึกดีแล้วชอบมาก เรียกน้องก็ได้ เอาจริงๆ ผมก็สงสัยนะทำไมคนเรียกแต่น้องนาย แต่หลังๆ หลายคนคงเริ่มไม่มั่นใจว่าจะเรียกผมว่าอะไร ก็เลยเรียกว่าพี่น้องนาย บางทีก็หนักเลย คุณนายครับ รู้สึกเป็นมาดามเลย (มีคนเรียกพี่นายมั้ย?) มี มันก็เป็นปกติ วันนั้นช็อกมากเลยไปเวิร์กช็อปหงสาวดี เดินจากห้องมาเจอน้องๆ เทรนนี 30 คน ผมเดินเหมือนแบบผู้ว่าการตรวจสอบพื้นที่อ่ะ หวัดดีครับ หวัดดีครับ หวัดดีครับ หวัดดีครับ (เรียกว่าอะไร?) พี่นาย แต่ผมบอกเอ้ย รุ่นเดียวกัน โอเบไม่ต้องเรียกพี่ อิน เฮ้ย เพื่อนกัน”