“ทรัมป์” อ้างวิกฤติดุลการชำระเงิน ดันภาษีใหม่ แต่นักเศรษฐศาสตร์ยังไม่เห็นสัญญาณ
"ทรัมป์" ใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าอ้างเหตุปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศเพื่อเก็บภาษีทั่วโลก 15% ชั่วคราว แต่ผู้เชี่ยวชาญและตลาดการเงินชี้ยังไม่เห็นสัญญาณวิกฤตจริง
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05.48 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกชุดใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามฟื้นนโยบายการค้าที่ถูกศาลฎีกาสหรัฐตีตกเท่านั้น แต่ยังเท่ากับเป็นการประกาศโดยนัยว่า เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญวิกฤติดุลการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญสำหรับทรัมป์และรัฐบาลของเขา คือ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก รวมถึงตลาดการเงิน ยังไม่เห็นว่าสหรัฐกำลังอยู่บนขอบเหวของวิกฤติดังกล่าว นั่นทำให้มาตรการภาษีรอบใหม่นี้มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายทางกฎหมายอีกครั้ง และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับประเทศคู่ค้า ภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และนักลงทุน
เพื่อออกมาตรการภาษี 10% ซึ่งต่อมาปรับขึ้นเป็น 15% ทดแทนภาษีเดิมที่ศาลฎีกายกเลิก ทรัมป์อ้างอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีได้นานสูงสุด 150 วัน ในกรณีที่เกิดปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น การขาดดุลการชำระเงินจำนวนมากและรุนแรง หรือความเสี่ยงที่ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า ภาษีชุดใหม่นี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพื่อรักษารายได้ของรัฐ และจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการภาษีภายใต้อำนาจกฎหมายอื่นในภายหลัง พร้อมชี้ว่า มาตรา 122 เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างช่วงที่รัฐบาลกำลังศึกษาแนวทางใช้มาตรา 232 และ 301 ซึ่งต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อน
อย่างไรก็ดีเบสเซนต์ไม่ได้ชี้ชัดว่าสหรัฐกำลังเผชิญวิกฤติดุลการชำระเงินใดเป็นการเฉพาะ ขณะที่คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างถึงการขาดดุลการค้าและกระแสเงินทุนต่าง ๆ เป็นหลักฐานของปัญหาขนาดใหญ่และร้ายแรง
ทรัมป์ยังชี้ถึงสถานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิของสหรัฐ ส่วนต่างระหว่างการลงทุนของสหรัฐในต่างประเทศกับการลงทุนของต่างชาติในสหรัฐ ซึ่งติดลบถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่า นโยบายกดดันให้บริษัททั้งในและต่างประเทศมาลงทุนในสหรัฐมากขึ้น อาจยิ่งทำให้ตัวเลขดังกล่าวขยายตัว
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า หากสหรัฐกำลังเผชิญวิกฤติดุลการชำระเงินจริง ตลาดการเงินควรแสดงสัญญาณชัดเจนผ่านการเทขายสินทรัพย์สหรัฐและการทรุดตัวของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่เกิดขึ้น
กีตา โกปินาถ อดีตรองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าสหรัฐไม่ได้มีปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ และเตือนว่าภาษีระยะสั้น 150 วัน แทบไม่ช่วยลดการขาดดุลการค้าอย่างยั่งยืน
ขณะที่ เจย์ แชมบอห์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า การไหลเข้าของเงินทุนยังเพียงพอชดเชยการขาดดุลการค้า หากไม่เป็นเช่นนั้น ค่าเงินดอลลาร์จะต้องอ่อนค่าอย่างรวดเร็วไปแล้ว
นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า ปัญหาที่น่ากังวลจริงของสหรัฐคือฐานะการคลัง โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณอาจเฉลี่ยราว 6% ของ GDP ต่อปีในทศวรรษหน้า ซึ่งอาจกดดันอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว
แม้จะมีนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน เช่น แบรด เซตเซอร์ จาก Council on Foreign Relations เห็นว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 3–4% ของ GDP อาจเข้าข่ายขนาดใหญ่และร้ายแรง แต่ก็ยังตั้งคำถามว่าสหรัฐกำลังเผชิญปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงินจริงหรือไม่ เนื่องจากเงินทุนไหลเข้ายังแข็งแกร่ง และดอลลาร์ยังอยู่ในระดับสูง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าบางรายเตือนว่า การอ้างเหตุวิกฤติดุลการชำระเงินเพื่อเก็บภาษี อาจถูกนำไปพิจารณาในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และอาจดึง IMF เข้ามาประเมินสถานการณ์ ขณะเดียวกันภาษีชุดใหม่นี้ก็มีแนวโน้มถูกท้าทายทางกฎหมาย และอาจกลับไปถึงศาลฎีกาอีกครั้ง
แบรด เซตเซอร์ คาดว่า กระบวนการตีความความหมายของปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงิน ไม่น่าจะได้ข้อยุติภายใน 150 วัน และมีความเป็นไปได้สูงว่านาฬิกาของมาตรา 122 จะหมดเวลาก่อนที่ศาลจะตัดสิน ทำให้ภาษีชุดนี้อาจสิ้นสุดลงก่อนการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้น
อ้างอิง : www.bloomberg.com