โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ทรัมป์” อ้างวิกฤติดุลการชำระเงิน ดันภาษีใหม่ แต่นักเศรษฐศาสตร์ยังไม่เห็นสัญญาณ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 04.51 น.

"ทรัมป์" ใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าอ้างเหตุปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศเพื่อเก็บภาษีทั่วโลก 15% ชั่วคราว แต่ผู้เชี่ยวชาญและตลาดการเงินชี้ยังไม่เห็นสัญญาณวิกฤตจริง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05.48 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกชุดใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามฟื้นนโยบายการค้าที่ถูกศาลฎีกาสหรัฐตีตกเท่านั้น แต่ยังเท่ากับเป็นการประกาศโดยนัยว่า เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญวิกฤติดุลการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญสำหรับทรัมป์และรัฐบาลของเขา คือ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก รวมถึงตลาดการเงิน ยังไม่เห็นว่าสหรัฐกำลังอยู่บนขอบเหวของวิกฤติดังกล่าว นั่นทำให้มาตรการภาษีรอบใหม่นี้มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายทางกฎหมายอีกครั้ง และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับประเทศคู่ค้า ภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และนักลงทุน

เพื่อออกมาตรการภาษี 10% ซึ่งต่อมาปรับขึ้นเป็น 15% ทดแทนภาษีเดิมที่ศาลฎีกายกเลิก ทรัมป์อ้างอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีได้นานสูงสุด 150 วัน ในกรณีที่เกิดปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น การขาดดุลการชำระเงินจำนวนมากและรุนแรง หรือความเสี่ยงที่ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า ภาษีชุดใหม่นี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพื่อรักษารายได้ของรัฐ และจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการภาษีภายใต้อำนาจกฎหมายอื่นในภายหลัง พร้อมชี้ว่า มาตรา 122 เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างช่วงที่รัฐบาลกำลังศึกษาแนวทางใช้มาตรา 232 และ 301 ซึ่งต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อน

อย่างไรก็ดีเบสเซนต์ไม่ได้ชี้ชัดว่าสหรัฐกำลังเผชิญวิกฤติดุลการชำระเงินใดเป็นการเฉพาะ ขณะที่คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างถึงการขาดดุลการค้าและกระแสเงินทุนต่าง ๆ เป็นหลักฐานของปัญหาขนาดใหญ่และร้ายแรง

ทรัมป์ยังชี้ถึงสถานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิของสหรัฐ ส่วนต่างระหว่างการลงทุนของสหรัฐในต่างประเทศกับการลงทุนของต่างชาติในสหรัฐ ซึ่งติดลบถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่า นโยบายกดดันให้บริษัททั้งในและต่างประเทศมาลงทุนในสหรัฐมากขึ้น อาจยิ่งทำให้ตัวเลขดังกล่าวขยายตัว

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า หากสหรัฐกำลังเผชิญวิกฤติดุลการชำระเงินจริง ตลาดการเงินควรแสดงสัญญาณชัดเจนผ่านการเทขายสินทรัพย์สหรัฐและการทรุดตัวของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่เกิดขึ้น

กีตา โกปินาถ อดีตรองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าสหรัฐไม่ได้มีปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ และเตือนว่าภาษีระยะสั้น 150 วัน แทบไม่ช่วยลดการขาดดุลการค้าอย่างยั่งยืน

ขณะที่ เจย์ แชมบอห์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า การไหลเข้าของเงินทุนยังเพียงพอชดเชยการขาดดุลการค้า หากไม่เป็นเช่นนั้น ค่าเงินดอลลาร์จะต้องอ่อนค่าอย่างรวดเร็วไปแล้ว

นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า ปัญหาที่น่ากังวลจริงของสหรัฐคือฐานะการคลัง โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณอาจเฉลี่ยราว 6% ของ GDP ต่อปีในทศวรรษหน้า ซึ่งอาจกดดันอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว

แม้จะมีนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน เช่น แบรด เซตเซอร์ จาก Council on Foreign Relations เห็นว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 3–4% ของ GDP อาจเข้าข่ายขนาดใหญ่และร้ายแรง แต่ก็ยังตั้งคำถามว่าสหรัฐกำลังเผชิญปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงินจริงหรือไม่ เนื่องจากเงินทุนไหลเข้ายังแข็งแกร่ง และดอลลาร์ยังอยู่ในระดับสูง

ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าบางรายเตือนว่า การอ้างเหตุวิกฤติดุลการชำระเงินเพื่อเก็บภาษี อาจถูกนำไปพิจารณาในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และอาจดึง IMF เข้ามาประเมินสถานการณ์ ขณะเดียวกันภาษีชุดใหม่นี้ก็มีแนวโน้มถูกท้าทายทางกฎหมาย และอาจกลับไปถึงศาลฎีกาอีกครั้ง

แบรด เซตเซอร์ คาดว่า กระบวนการตีความความหมายของปัญหาพื้นฐานด้านดุลการชำระเงิน ไม่น่าจะได้ข้อยุติภายใน 150 วัน และมีความเป็นไปได้สูงว่านาฬิกาของมาตรา 122 จะหมดเวลาก่อนที่ศาลจะตัดสิน ทำให้ภาษีชุดนี้อาจสิ้นสุดลงก่อนการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้น

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...