โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

3ทูตพาณิชย์ดันแผนกู้วิกฤต ดึง‘ยูเออี’ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง กลายเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจสั่นสะเทือนไปยังห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก ส่งผลให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการค้าระหว่างประเทศ เรียกประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือ “ทูตพาณิชย์” จากทั่วทุกมุมโลกที่เดินทางมาร่วมงานแสดงสินค้า THAIFEX-HOREC ASIA 2026 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เพื่ออัพเดทสถานการณ์และวางยุทธศาสตร์รับมือ พร้อมกับหาโอกาสใหม่ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น ก่อนกำหนดแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศปี 2569

โดยเปิดโอกาสให้ทูตพาณิชย์แต่ละพื้นที่รายงานสถานการณ์และยืนยันตัวเลขเป้าหมายการส่งออก โดยรมว.พาณิชย์ได้วางกรอบแนวทางการทำงานให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกภายใต้ 3 ภารกิจหลัก คือ

1.การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และภูมิภาคข้างเคียง โดย สคต. ต้องเชื่อมโยงสถานการณ์ระดับภูมิภาคเพื่อวางกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ใช่เพียงติดตามข้อมูลเฉพาะประเทศที่ตนประจำอยู่

2.การรักษาตลาดเดิมด้วยกลยุทธ์ใหม่ สำหรับตลาดสหรัฐฯ และจีน โดยต้องปรับวิธีการเข้าถึงตลาดรับมือกับมาตรการภาษีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

3.การเร่งกระจายตลาดสู่ภูมิภาคใหม่ เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดมหาอำนาจให้ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกรวม

ขณะที่ทูตพาณิชย์ 3 ประเทศในตะวันออกกลาง ทั้ง สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองดูไบ สหรัฐ-อาหรับเอมิเรตส์, สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย และสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ส่งสัญญาณตรงว่าท่ามกลางความเสี่ยงที่รายล้อม ยังมีช่องทางและโอกาสสำหรับไทยที่ต้องคว้าไว้ให้ได้

ดูไบพื้นฐานการเงินแข็งแกร่ง

สำนักงานส่งเสริมการค้าฯณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รายงานว่า แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับอิหร่านจะทวีความรุนแรง แต่เศรษฐกิจยูเออี ยังคงยืนหยัดได้ด้วยฐานรากที่แข็งแกร่ง โดยชี้ให้เห็น 3 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds : SWFs) ของอาบูดาบีที่มีสินทรัพย์รวมสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงกว่า GDP ถึง 4 เท่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศที่มีรายได้กว่า 5 พันล้านดอลลาร์ผ่านกลุ่มบริษัท Edge และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4% ต่อปีที่ต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษ

ก่อนเกิดความตึงเครียดในปัจจุบัน กองทุน SWFs ได้ขยายการลงทุนไปสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ภายใต้สถานการณ์

ปัจจุบัน นักวิเคราะห์คาดว่ากองทุนเหล่านี้อาจปรับทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น อาทิ ความมั่นคงด้านอาหาร ความต่อเนื่องของระบบพลังงาน และสภาพคล่องของระบบการเงิน

ทั้งนี้ สินทรัพย์ของกองทุน SWF มีทั้งส่วนที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นในตลาดทุน และส่วนที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับพอร์ตการลงทุน ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มในระยะสั้นจึงคาดว่า จะเป็นการชะลอการลงทุนในต่างประเทศและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการจำหน่ายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในลักษณะเร่งด่วน

ส่วนในระยะยาวทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค หากความตึงเครียดคลี่คลายโครงการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอ่าว นโยบายเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ของอาบูดาบี และการพัฒนาศูนย์กลางการเงินของดูไบ ยังคงมีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าความไม่แน่นอนทางความมั่นคงยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้ระดับความเสี่ยงด้านการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

ปัจจุบัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอ่าวยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และคงทางเลือกเชิงนโยบายในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงของภูมิภาค

มองโอกาสไทยดึงกองทุน SWF

ทั้งนี้ สคต. ดูไบมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก เข้าไปเติมเต็มความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของ GCC ซึ่งต้องนำเข้าอาหารกว่า 80-90% โดยไทยสามารถเจรจาดึงกองทุน SWF ของ GCC เช่น PIF หรือ QIA เข้ามาลงทุนในธุรกิจเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยรวมถึงจัดทำสัญญาซื้อขายระยะยาว สำหรับสินค้าหลักอย่างข้าว ไก่ และกุ้ง รวมทั้งพัฒนาเขตอาหารเกษตรร่วมกับกองทุน Mubadala หรือ ADQ

ในด้านการลงทุนโดยตรง สคต. ดูไบยังมองว่ากองทุน GCC มีศักยภาพในการเข้ามาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งโครงการ EEC ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา โครงการ Land Bridge รวมถึงพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนระยะยาวของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเหล่านี้

ทูตพาณิชย์ซาอุฯ ชี้โอกาสใหม่

สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดย นายอภิชาติ ประเสริฐสุด ผู้อำนวยการ สคต.เมืองเจดดาห์ เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการค้าในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในเรื่อง ความปลอดภัย การขนส่ง การเดินทาง รวมทั้งจิตวิทยาในการตัดสินใจทำธุรกิจและลงทุน โดยรัฐบาลทุกประเทศในกลุ่มอาหรับไม่อยากให้สถานการณ์รุนแรงหรือยืดเยื้อออกไป แต่ในปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

สำหรับซาอุดีอาระเบียเอง แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ห่างไกลจากแนวการสู้รบและชีวิตประจำวันของประชาชนยังคงดำเนินไปได้ตามปกติ แต่ผลกระทบ ทางจิตวิทยาก็เห็นได้ชัดจากการที่ผู้แสวงบุญจำนวนมากระงับการเดินทาง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจรถรับส่ง โรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านการนำเข้าและส่งออกสินค้าไทย แม้ท่าเรือเจดดาห์จะตั้งอยู่ห่างจากแนวการสู้รบ แต่เรือสินค้าส่วนใหญ่ต้องถ่ายลำบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ยังไม่สั่งซื้อสินค้าเพิ่มเติม เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ นายอภิชาติระบุว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน อาจมีสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการขาดตลาดได้

นายอภิชาติ ประเสริฐสุด ผู้อำนวยการ สคต.เมืองเจดดาห์

โดยขณะนี้ สคต. เจดดาห์อยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้า เพื่อติดตามและประเมินว่าสินค้ากลุ่มใดที่เสี่ยงจะขาดตลาดก่อน

ในแง่ผลกระทบต่อมูลค่าการค้า นายอภิชาติระบุว่ายังไม่สามารถประเมินได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากสงครามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและผู้นำเข้ายังมีสินค้าสำรองในสต็อกอยู่ อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าไทย-ซาอุฯ ในภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี และซาอุดีอาระเบียยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงสำหรับผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ สคต. มีแผนงานรุกตลาดซาอุดีอาระเบียไว้แล้วตั้งแต่ต้นปี ทั้งการ จัดงานแสดงสินค้าและการเชื่อมโยงผู้ประกอบการสองฝ่าย แต่ขณะนี้ต้องรอประเมินสถานการณ์อีก 2-3 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจปรับแผน ขณะที่ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการรับมือกับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น

รวมถึงการหารือกับผู้นำเข้าปลายทางเรื่องการแบกรับต้นทุนร่วมกัน เพื่อให้สินค้าไทยยังสามารถรักษาตลาดได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ท้าทายนี้

ทูตพาณิชย์อิสราเอล แนะดัน FTA

ขณะที่ สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล โดย นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการ สคต.กรุงเทลอาวีฟ ระบุว่า ในมุมมองของชาวอิสราเอล ช่วงแรกของสถานการณ์สงครามยังคงมีความเชื่อมั่นสูงในระบบป้องกันภัยทางอากาศและศักยภาพทางทหาร โดยคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะยุติลงภายใน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เมื่อสถานการณ์ขยายตัวและอิหร่านแสดงท่าทีชัดเจนมากขึ้น แนวโน้มที่สงครามจะยืดเยื้อก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น

ด้านภาพการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอล ปัจจุบันมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ราว 1,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยไทยส่งออกสินค้าหลักซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ประเทศในตะวันออกกลางมีความจำเป็นต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขณะที่ไทยได้ดุลการค้าสะสมอยู่ที่ราว 300-400 ล้านดอลลาร์ต่อปี

นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการ สคต.กรุงเทลอาวีฟ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ สคต. เทลอาวีฟ มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดคือการแข่งขันเชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในตลาดอิสราเอล หลังจากเวียดนามได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอิสราเอลเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้สินค้าไทยในระดับปานกลางถึงล่างเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับเวียดนามจากภาระภาษีที่สูงกว่า

ตัวเลขที่สะท้อนภาพชัดที่สุดคือมูลค่าการค้าเวียดนาม-อิสราเอลที่พุ่งจาก 200 ล้านดอลลาร์ก่อนมี FTA ไปสู่ระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์ภายในเพียง 2 ปีหลังบังคับใช้ หรือเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไทยไม่อาจมองข้าม

นายณัฐพงศ์ ระบุว่าหากไทยสามารถเจรจา FTA กับอิสราเอลได้สำเร็จ จะเป็นการเปิดประตูสู่มิติที่สำคัญยิ่งกว่าการค้าสินค้าทั่วไป นั่นคือการดึงดูดการลงทุนจากอิสราเอลในอุตสาหกรรมที่ประเทศนั้นมีความเชี่ยวชาญระดับโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยในอนาคต แม้ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับการปิด FTA กับกลุ่มยุโรปและดูไบก่อนก็ตาม

“การเจรจา FTA กับอิสราเอลควรเร่งรัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญที่สูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างการแข่งขันกับเวียดนามถ่างกว้างออกไปจนยากแก่การฟื้นคืนส่วนแบ่งตลาด” นายณัฐพงศ์ กล่วทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...