หลักการทรัมป์: เด็ดปีกอิหร่าน สะเทือนถึงพญามังกร
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดวิกฤตที่อาจนำไปสู่ความหายนะระดับโลก หลังจากการโจมตีทางอากาศของกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างรุนแรง
ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกประณามอย่างหนักจากทั้งรัสเซียและจีน โดยประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ระบุในสาส์นแสดงความเสียใจถึงประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านว่าเป็นการฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมเลือดเย็น และละเมิดต่อบรรทัดฐานทางศีลธรรมของมนุษยชาติรวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียชี้ว่านี่เป็นการกระทำที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าและไร้เหตุผล พร้อมเตือนว่าอาจจุดชนวนให้เกิดความหายนะในภูมิภาค ทั้งในมิติด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และอาจรวมถึงภัยพิบัติทางรังสี
ในมิติทางการทูต หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับ เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการผลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉิน และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที จีนยืนยันจุดยืนคัดค้านการใช้กำลังและการปลุกปั่นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งถือเป็นการเหยียบย่ำกฎบัตรสหประชาชาติ
โดยสถานการณ์ในขณะนี้ได้ลุกลามไปทั่วอ่าวเปอร์เซีย หลังจากอิหร่านเริ่มตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธใส่ฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีกหลายนาย นอกจากนี้ยังมีรายงานความสูญเสียในกลุ่มพลเรือน รวมถึงชาวจีน 1 รายในกรุงเตหะราน และแรงงานจากบังกลาเทศ เนปาล และปากีสถาน ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลพุ่งสูงถึง 555 ราย ตามรายงานของสภาวงเดือนแดงอิหร่าน ส่งผลให้โรงพยาบาลในกรุงเตหะรานกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเวชภัณฑ์และเลือดอย่างหนัก
ด้านผลกระทบเชิงเศรษฐกิจถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะต่อ "จีน" ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สูญเสียมากที่สุดในสมรภูมินี้ เนื่องจากจีนพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านสูงถึง 99% ของความต้องการใช้ หรือคิดเป็น 13.4% ของการนำเข้าน้ำมันทางทะเลทั้งหมดเพื่อรักษาต้นทุนการผลิตในประเทศให้ต่ำ
การล่มสลายของรัฐบาลอิหร่านยังทำให้ข้อตกลงความร่วมมือระยะยาว 25 ปี มูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่จีนวางแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานต้องตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังดำเนินยุทธศาสตร์ตัดเส้นเลือดใหญ่ของจีนด้วยการยึดเรือบรรทุกน้ำมันใน "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) ไปแล้วอย่างน้อย 7 ลำตั้งแต่ปลายปี 2568 ส่งผลให้โรงกลั่นอิสระขนาดเล็กในมณฑลซานตงต้องเผชิญภาวะขาดแคลนและต้องหันไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาที่สูงกว่าแทน
วิกฤตการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแตะระดับเหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568 และนักวิเคราะห์เตือนว่าหากมีการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ยาวนาน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ราคาน้ำมันอาจทะยานสูงถึง 108-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกันสถานการณ์ยังลามไปถึงลาตินอเมริกา จากปฏิบัติการกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ บุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ทำลายพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของจีนในซีกโลกตะวันตก ซึ่งสะท้อนถึง "หลักการทรัมป์" ที่ต้องการขจัดอำนาจต่างชาติและยึดครองเขตอิทธิพลคืน
ท่ามกลางความผันผวนนี้ นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ประเทศที่มีทุนสำรองต่ำอย่าง อาร์เจนตินา ศรีลังกา ปากีสถาน และตุรกี ตกอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงินอย่างหนัก
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่สงครามในตะวันออกกลาง แต่คือการจัดระเบียบโลกใหม่ผ่านการทำลายโครงสร้างความมั่นคงทางพลังงานและยุทธศาสตร์ BRI ของจีนอย่างรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ