โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลักการทรัมป์: เด็ดปีกอิหร่าน สะเทือนถึงพญามังกร

สยามรัฐ

อัพเดต 43 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดวิกฤตที่อาจนำไปสู่ความหายนะระดับโลก หลังจากการโจมตีทางอากาศของกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกประณามอย่างหนักจากทั้งรัสเซียและจีน โดยประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ระบุในสาส์นแสดงความเสียใจถึงประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านว่าเป็นการฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมเลือดเย็น และละเมิดต่อบรรทัดฐานทางศีลธรรมของมนุษยชาติรวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียชี้ว่านี่เป็นการกระทำที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าและไร้เหตุผล พร้อมเตือนว่าอาจจุดชนวนให้เกิดความหายนะในภูมิภาค ทั้งในมิติด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และอาจรวมถึงภัยพิบัติทางรังสี

ในมิติทางการทูต หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับ เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการผลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉิน และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที จีนยืนยันจุดยืนคัดค้านการใช้กำลังและการปลุกปั่นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งถือเป็นการเหยียบย่ำกฎบัตรสหประชาชาติ

โดยสถานการณ์ในขณะนี้ได้ลุกลามไปทั่วอ่าวเปอร์เซีย หลังจากอิหร่านเริ่มตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธใส่ฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีกหลายนาย นอกจากนี้ยังมีรายงานความสูญเสียในกลุ่มพลเรือน รวมถึงชาวจีน 1 รายในกรุงเตหะราน และแรงงานจากบังกลาเทศ เนปาล และปากีสถาน ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลพุ่งสูงถึง 555 ราย ตามรายงานของสภาวงเดือนแดงอิหร่าน ส่งผลให้โรงพยาบาลในกรุงเตหะรานกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเวชภัณฑ์และเลือดอย่างหนัก

ด้านผลกระทบเชิงเศรษฐกิจถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะต่อ "จีน" ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สูญเสียมากที่สุดในสมรภูมินี้ เนื่องจากจีนพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านสูงถึง 99% ของความต้องการใช้ หรือคิดเป็น 13.4% ของการนำเข้าน้ำมันทางทะเลทั้งหมดเพื่อรักษาต้นทุนการผลิตในประเทศให้ต่ำ

การล่มสลายของรัฐบาลอิหร่านยังทำให้ข้อตกลงความร่วมมือระยะยาว 25 ปี มูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่จีนวางแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานต้องตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังดำเนินยุทธศาสตร์ตัดเส้นเลือดใหญ่ของจีนด้วยการยึดเรือบรรทุกน้ำมันใน "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) ไปแล้วอย่างน้อย 7 ลำตั้งแต่ปลายปี 2568 ส่งผลให้โรงกลั่นอิสระขนาดเล็กในมณฑลซานตงต้องเผชิญภาวะขาดแคลนและต้องหันไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาที่สูงกว่าแทน

วิกฤตการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแตะระดับเหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568 และนักวิเคราะห์เตือนว่าหากมีการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ยาวนาน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ราคาน้ำมันอาจทะยานสูงถึง 108-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะเดียวกันสถานการณ์ยังลามไปถึงลาตินอเมริกา จากปฏิบัติการกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ บุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ทำลายพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของจีนในซีกโลกตะวันตก ซึ่งสะท้อนถึง "หลักการทรัมป์" ที่ต้องการขจัดอำนาจต่างชาติและยึดครองเขตอิทธิพลคืน

ท่ามกลางความผันผวนนี้ นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ประเทศที่มีทุนสำรองต่ำอย่าง อาร์เจนตินา ศรีลังกา ปากีสถาน และตุรกี ตกอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงินอย่างหนัก

วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่สงครามในตะวันออกกลาง แต่คือการจัดระเบียบโลกใหม่ผ่านการทำลายโครงสร้างความมั่นคงทางพลังงานและยุทธศาสตร์ BRI ของจีนอย่างรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...