โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แปรวิกฤติตะวันออกกลาง เป็นบทเรียนเสริมแกร่ง

Thairath Money

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 09.45 น.
ภาพไฮไลต์

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เสียงปืนที่ดังขึ้นในดินแดนห่างไกลอาจสะเทือนมาถึงชีวิตของผู้คนอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างคาดไม่ถึง ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความจริงข้อนี้

เหตุการณ์ทางทหารที่ถูกเรียกว่า “Operation Epic Fury” ไม่เพียงทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดอย่างรุนแรง แต่ยังจุดประกายแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ขยายไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ตลาดพลังงาน เส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และแม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างจากพื้นที่ความขัดแย้งหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระเพื่อมของวิกฤติครั้งนี้ก็ยังส่งผลกระทบมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังสถานการณ์ปะทุคือความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นทะลุระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในยุโรปพุ่งขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดเอเชียก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ภายในเวลาเพียงวันเดียว

สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลต่อการหยุดชะงักของแหล่งผลิตพลังงานและความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ช่องแคบแห่งนี้เปรียบเสมือนหลอดเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบพลังงานของโลก หากการไหลเวียนถูกปิดกั้น แม้เพียงชั่วคราว เศรษฐกิจโลกทั้งหมดก็ย่อมสะเทือนตามไปด้วย

สำหรับประเทศไทย ความผันผวนของราคาพลังงานถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่มากกว่า 60% ต้องนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนในประเทศก็ย่อมขยับตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ไปจนถึงก๊าซหุงต้ม ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ผลที่ตามมาคือแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในวงกว้าง

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักได้เริ่มประเมินผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ต่อเศรษฐกิจไทย หากสถานการณ์คลี่คลายภายในระยะเวลาอันสั้น ผลกระทบอาจจำกัดอยู่เพียงบางส่วน แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกินสามเดือน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจทรงตัวในระดับสูง และส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจเติบโตได้เพียงราว 1.3–1.6% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่คาดไว้ประมาณ 2% ซึ่งจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ตัวเลขเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงสถิติบนกระดาษ แต่เมื่อสะท้อนสู่ชีวิตจริง มันหมายถึงกำลังซื้อที่อ่อนแรง ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนที่แผ่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ

แรงกดดันจากราคาพลังงานยังส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากโดยตรง ธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น การผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรมที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมเหล็ก ต่างมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึงประมาณ 10–33% ของต้นทุนทั้งหมด เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ภาระต้นทุนก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ตามต้นทุน ก็อาจต้องเผชิญกับกำไรที่ลดลงหรือจำเป็นต้องชะลอการลงทุนในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าตะวันออกกลางจะไม่ใช่ตลาดส่งออกหลักของไทย แต่ก็มีสัดส่วนประมาณ 3–4% ของการส่งออกทั้งหมด และสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น รถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ตลาดนี้กลับมีความสำคัญในระดับมากกว่า 10% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยสงครามที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้คำสั่งซื้อหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน วิกฤติครั้งนี้ยังทำให้ระบบโลจิสติกส์โลกต้องปรับตัวอย่างกะทันหัน สายการเดินเรือจำนวนมากหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป แล้วเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาแทน เส้นทางที่ยาวขึ้นนี้ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10–15 วัน พร้อมกับค่าระวางเรือที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเสี่ยงของการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากตู้สินค้าจำนวนมากอาจติดค้างอยู่ในระบบโลจิสติกส์โลก ส่งผลให้การหมุนเวียนของตู้ชะงักลง คล้ายกับวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

สำหรับผู้ส่งออกไทย ปัญหาดังกล่าวหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของกำหนดการขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการบางส่วนจึงเริ่มพิจารณาปรับกลยุทธ์ เช่น การนำตู้คอนเทนเนอร์กลับมายังประเทศต้นทางแทนการฝากสินค้าไว้ที่ท่าเรือปลายทาง เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินคาดการณ์

นอกเหนือจากภาคการค้าและการผลิตแล้ว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การปิดน่านฟ้าในหลายประเทศตะวันออกกลางทำให้สายการบินจำนวนมากต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางการบิน ส่งผลให้ค่าโดยสารในบางเส้นทางเพิ่มขึ้นหลายเท่า

นอกจากนี้ สนามบินในตะวันออกกลางยังเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างยุโรป อเมริกา และเอเชีย การหยุดชะงักของศูนย์กลางเหล่านี้จึงกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มุ่งหน้าสู่ประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงและมีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทย

ในขณะเดียวกัน ผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังสะท้อนผ่านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจลดลงหลายพันล้านดอลลาร์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐมักแข็งค่าขึ้นในช่วงวิกฤติ เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกหันไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทยต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น ทั้งในด้านการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยก็เริ่มเตรียมมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 95 วัน และยังคงจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยดูแลราคาดีเซลในระยะสั้น นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ชีวมวล และก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ภาคธุรกิจเองก็พยายามปรับตัวเช่นกัน ทั้งการบริหารต้นทุน การปรับเส้นทางการขนส่ง และการกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมองเห็นโอกาสบางประการท่ามกลางวิกฤติ เช่น การเสริมบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางอาหารและบริการทางการแพทย์ ซึ่งอาจช่วยดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือจากต่างประเทศได้ในระยะยาว

วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้สะท้อนความจริงสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ นั่นคือโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นจนเหตุการณ์ในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปถึงอีกภูมิภาคหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางทหารโดยตรง แต่เศรษฐกิจของประเทศก็ยังต้องรับแรงกระแทกผ่านราคาพลังงาน การค้า การท่องเที่ยว และเสถียรภาพทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างรอบคอบ พร้อมทั้งใช้โอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเสริมความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ วิกฤตครั้งนี้ก็อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยยืนหยัดได้มั่นคงยิ่งขึ้นท่ามกลางความผันผวนของโลกในอนาคต

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แปรวิกฤติตะวันออกกลาง เป็นบทเรียนเสริมแกร่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...