โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ปฏิรูปประเทศไทย เปลี่ยนอนาคต จับตา ‘เศรษฐกิจเวียดนาม’ วิ่งแซง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
Employees leave after work at Yen Phong Industrial Park in Bac Ninh province, Vietnam, on Dec. 26, 2025. (AP Photo/Hau Dinh)

คอลัมน์ : นอกรอบ

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

พรรคการเมืองกำลังเดินหน้าแคมเปญหาเสียง ด้วยนโยบายขายฝันต่าง ๆ ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ลดลง เรียกว่าเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และเติบโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

พร้อมกับเกิดกระแสว่าเศรษฐกิจเวียดนาม จ่อแซงเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในช่วงที่ผ่าน ๆ มา ที่มุ่งเน้นนโยบายประชานิยม ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมถึงปัญหาคอร์รัปชั่น ธุรกิจสีเทา ที่กลายเป็นจุดอ่อนประเทศไทย

ขณะที่สำนักงานสถิติทั่วไปแห่งชาติเวียดนาม (GSO) เผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำปี 2025 ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ GDP ขยายตัวอย่างร้อนแรง 8.02% ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจรวมของประเทศทะยานขึ้นสู่ระดับ 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16.09 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 31.30 บาทต่อดอลลาร์) ถือเป็นมูลค่าเศรษฐกิจที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 32 ของโลก

รอยเตอร์รายงานว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการเร่งตัวอย่างมากในไตรมาส 4/2025 ซึ่งเศรษฐกิจโตถึง 8.46% โดยได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกที่ขยายตัว 17% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าในปีที่ผ่านมา เวียดนามจะถูกกดดันจากนโยบายกำแพงภาษีนำเข้าที่เข้มงวดของสหรัฐ แต่ยอดส่งออกไปยังตลาดอเมริกากลับพุ่งสูงขึ้นถึง 28% สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเวียดนาม ในฐานะฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาทดแทนจีน

นอกจากขนาดเศรษฐกิจมวลรวมจะเติบโตขึ้นแล้ว รายงานจาก เดอะ อินเวสเตอร์ ยังระบุถึงความมั่งคั่งของประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP Per Capita) ของชาวเวียดนามในปี 2025 แตะระดับ 5,026 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 157,313 บาท

ขณะที่นิกเคอิวิเคราะห์ ตัวเลขความสำเร็จนี้ส่งผลโดยตรงต่อการจัดลำดับเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยปัจจุบันเวียดนามที่มีมูลค่าเศรษฐกิจ 16.09 ล้านล้านบาท กำลังไล่จี้ไทย (อันดับ 3 ของอาเซียน) ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 17.2 ล้านล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตที่ทิ้งห่างกว่าเท่าตัว จากที่สำนักวิจัยหลายแห่ง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า ปี 2026 เศรษฐกิจไทยคงเติบโตอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2%

เรียกว่าหากเวียดนามสามารถขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2026 ได้ตามเป้าหมายที่ 9-10% เวียดนามจะเบียดไทยขึ้นเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของอาเซียน (รองจากอินโดนีเซีย และสิงคโปร์) ภายในปี 2027

สำหรับประเทศไทย ถ้าต้องการเปลี่ยนอนาคตประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน พรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็ต้องตั้งใจมาปฏิรูปประเทศไทยในหลายด้านอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่นโยบายประชานิยมหาเสียง

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสที่ 4/2025 เติบโตเร่งขึ้นที่ 8.5% YOY สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลการสำรวจของบลูมเบิร์กที่ 7.7% มีปัจจัยหนุน คือ การลงทุนภาครัฐ ที่ยังเติบโตสูงมากที่ 24.4% YOY ซึ่งเป็นผลจากการเร่งการเบิกจ่ายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะ สนามบินนานาชาติ Long Thanh ที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2025 ที่ผ่านมา

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโตเร่งขึ้นที่ 10.0% YOY โดยโครงการลงทุนใหม่มีนักลงทุนต่างชาติหลัก ได้แก่ จีน (48%) สิงคโปร์ (15%) เกาหลีใต้ (12%) และญี่ปุ่น (8%) ซึ่งสะท้อนว่าเวียดนามยังคงได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตภายใต้นโยบายทรัมป์ 2.0

รวมทั้งการส่งออกสินค้าในไตรมาส 4 ที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.9% ใกล้เคียงกับ 18.2% ในไตรมาสที่ 3 โดยการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ยังเติบโตสูงที่ 28.8% แม้ว่าจะชะลอลงจากไตรมาสที่ 2

ทั้งนี้ การส่งออกเวียดนามไปสหรัฐยังเติบโตได้ดี เพราะการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 100% ในอนาคต ทำให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 37.3% ในไตรมาสที่ 4

และในทางกลับกัน สินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐและถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าแล้ว เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า การส่งออกชะลอตัวลงมาที่ 0.9% YOY

ทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่ 8.0% สูงกว่า 7.0% ในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าและบริการ (16.3%) การลงทุนในภาพรวม (8.7%) และการบริโภคภายในประเทศ (8.0%)

ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามปี 2026 คาดว่าเติบโตชะลอลงที่ระดับ 6.5-7.0% จากแรงกดดันภาษีสหรัฐ โดยการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐเต็มปี บนฐานสูงของปีก่อนหน้าที่มีการเร่งส่งออก

นอกจากนี้ คาดว่าการบริโภคภาคครัวเรือนจะเติบโตในอัตราชะลอลงตามรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีแนวโน้มเร่งตัวจากนโยบาย Doi Moi 2.0 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ทำให้จัดสรรงบประมาณให้กับการลงทุนได้มากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายปัจจัย ได้แก่ การถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และการถูกเรียกเก็บภาษี Transshipment ที่อัตรา 40%

รวมถึงปัญหา “หนี้เสีย” ในระบบธนาคารยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยสัดส่วน NPL ของธนาคารเวียดนามอยู่ที่ระดับ 4.91% (ณ เดือน มี.ค. 2025) ทั้งนี้ ปัญหาหนี้เสียในระบบธนาคารมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2022 ซึ่งปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ

และปัจจัยท้าทายจากทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอง จากกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ รวมทั้งเงินทุนอื่น ๆ ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิรูปประเทศไทย เปลี่ยนอนาคต จับตา ‘เศรษฐกิจเวียดนาม’ วิ่งแซง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...