ปฏิรูปประเทศไทย เปลี่ยนอนาคต จับตา ‘เศรษฐกิจเวียดนาม’ วิ่งแซง
คอลัมน์ : นอกรอบ
ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
พรรคการเมืองกำลังเดินหน้าแคมเปญหาเสียง ด้วยนโยบายขายฝันต่าง ๆ ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ลดลง เรียกว่าเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และเติบโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน
พร้อมกับเกิดกระแสว่าเศรษฐกิจเวียดนาม จ่อแซงเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในช่วงที่ผ่าน ๆ มา ที่มุ่งเน้นนโยบายประชานิยม ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมถึงปัญหาคอร์รัปชั่น ธุรกิจสีเทา ที่กลายเป็นจุดอ่อนประเทศไทย
ขณะที่สำนักงานสถิติทั่วไปแห่งชาติเวียดนาม (GSO) เผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำปี 2025 ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ GDP ขยายตัวอย่างร้อนแรง 8.02% ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจรวมของประเทศทะยานขึ้นสู่ระดับ 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16.09 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 31.30 บาทต่อดอลลาร์) ถือเป็นมูลค่าเศรษฐกิจที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 32 ของโลก
รอยเตอร์รายงานว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการเร่งตัวอย่างมากในไตรมาส 4/2025 ซึ่งเศรษฐกิจโตถึง 8.46% โดยได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกที่ขยายตัว 17% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าในปีที่ผ่านมา เวียดนามจะถูกกดดันจากนโยบายกำแพงภาษีนำเข้าที่เข้มงวดของสหรัฐ แต่ยอดส่งออกไปยังตลาดอเมริกากลับพุ่งสูงขึ้นถึง 28% สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเวียดนาม ในฐานะฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาทดแทนจีน
นอกจากขนาดเศรษฐกิจมวลรวมจะเติบโตขึ้นแล้ว รายงานจาก เดอะ อินเวสเตอร์ ยังระบุถึงความมั่งคั่งของประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP Per Capita) ของชาวเวียดนามในปี 2025 แตะระดับ 5,026 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 157,313 บาท
ขณะที่นิกเคอิวิเคราะห์ ตัวเลขความสำเร็จนี้ส่งผลโดยตรงต่อการจัดลำดับเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยปัจจุบันเวียดนามที่มีมูลค่าเศรษฐกิจ 16.09 ล้านล้านบาท กำลังไล่จี้ไทย (อันดับ 3 ของอาเซียน) ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 17.2 ล้านล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตที่ทิ้งห่างกว่าเท่าตัว จากที่สำนักวิจัยหลายแห่ง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า ปี 2026 เศรษฐกิจไทยคงเติบโตอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2%
เรียกว่าหากเวียดนามสามารถขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2026 ได้ตามเป้าหมายที่ 9-10% เวียดนามจะเบียดไทยขึ้นเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของอาเซียน (รองจากอินโดนีเซีย และสิงคโปร์) ภายในปี 2027
สำหรับประเทศไทย ถ้าต้องการเปลี่ยนอนาคตประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน พรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็ต้องตั้งใจมาปฏิรูปประเทศไทยในหลายด้านอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่นโยบายประชานิยมหาเสียง
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสที่ 4/2025 เติบโตเร่งขึ้นที่ 8.5% YOY สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลการสำรวจของบลูมเบิร์กที่ 7.7% มีปัจจัยหนุน คือ การลงทุนภาครัฐ ที่ยังเติบโตสูงมากที่ 24.4% YOY ซึ่งเป็นผลจากการเร่งการเบิกจ่ายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะ สนามบินนานาชาติ Long Thanh ที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2025 ที่ผ่านมา
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโตเร่งขึ้นที่ 10.0% YOY โดยโครงการลงทุนใหม่มีนักลงทุนต่างชาติหลัก ได้แก่ จีน (48%) สิงคโปร์ (15%) เกาหลีใต้ (12%) และญี่ปุ่น (8%) ซึ่งสะท้อนว่าเวียดนามยังคงได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตภายใต้นโยบายทรัมป์ 2.0
รวมทั้งการส่งออกสินค้าในไตรมาส 4 ที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.9% ใกล้เคียงกับ 18.2% ในไตรมาสที่ 3 โดยการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ยังเติบโตสูงที่ 28.8% แม้ว่าจะชะลอลงจากไตรมาสที่ 2
ทั้งนี้ การส่งออกเวียดนามไปสหรัฐยังเติบโตได้ดี เพราะการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 100% ในอนาคต ทำให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 37.3% ในไตรมาสที่ 4
และในทางกลับกัน สินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐและถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าแล้ว เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า การส่งออกชะลอตัวลงมาที่ 0.9% YOY
ทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่ 8.0% สูงกว่า 7.0% ในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าและบริการ (16.3%) การลงทุนในภาพรวม (8.7%) และการบริโภคภายในประเทศ (8.0%)
ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามปี 2026 คาดว่าเติบโตชะลอลงที่ระดับ 6.5-7.0% จากแรงกดดันภาษีสหรัฐ โดยการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐเต็มปี บนฐานสูงของปีก่อนหน้าที่มีการเร่งส่งออก
นอกจากนี้ คาดว่าการบริโภคภาคครัวเรือนจะเติบโตในอัตราชะลอลงตามรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีแนวโน้มเร่งตัวจากนโยบาย Doi Moi 2.0 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ทำให้จัดสรรงบประมาณให้กับการลงทุนได้มากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายปัจจัย ได้แก่ การถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และการถูกเรียกเก็บภาษี Transshipment ที่อัตรา 40%
รวมถึงปัญหา “หนี้เสีย” ในระบบธนาคารยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยสัดส่วน NPL ของธนาคารเวียดนามอยู่ที่ระดับ 4.91% (ณ เดือน มี.ค. 2025) ทั้งนี้ ปัญหาหนี้เสียในระบบธนาคารมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2022 ซึ่งปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ
และปัจจัยท้าทายจากทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอง จากกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ รวมทั้งเงินทุนอื่น ๆ ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิรูปประเทศไทย เปลี่ยนอนาคต จับตา ‘เศรษฐกิจเวียดนาม’ วิ่งแซง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net