โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SOCIETY: เอ๊ะ นี่ ‘คำขวัญ’ หรือ ‘ประโยคบอกเล่า’? ชวนถอดรหัสหลักการเขียนคำขวัญ จริงๆ แล้วควรเป็นแบบไหนกันแน่นะ

BrandThink

เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 03.44 น.

เมื่อ 13 มกราคม ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบคำขวัญเนื่องในโอกาสวันครู ในปีนี้ว่า ‘คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มี ‘ครู’ ’ ซึ่งก็ทำเอาชาวเน็ตหลายคนถึงกับอึ้งและแซวกันเล่นๆ ว่า สิ่งนี้เรียกว่าคำขวัญหรือประโยคบอกเล่ากันแน่

แล้วคำขวัญที่ดี ควรหน้าตาเป็นแบบไหน?

โดยทั่วไปแล้ว คำขวัญ คือ ถ้อยคำที่ดีเป็นสิริมงคล บำรุงจิตใจ ให้ข้อคิดในการปฏิบัติ และส่งเสริมกิจการไปในทางที่ดี มักเป็นข้อความกะทัดรัด มีสัมผัสคล้องจอง ทำให้จดจำได้ง่าย

หากจะพูดถึงในเชิงวิชาการ คำขวัญไม่มีข้อกำหนดตายตัวแบบเดียวกับการเขียนเรียงความหรือร้อยแก้ว แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘กรอบเชิงวัฒนธรรมและการใช้จริง’ กำกับอยู่ค่อนข้างชัด

คำขวัญไม่ได้ถูกบังคับด้วยโครงสร้างตายตัว ไม่มีข้อกำหนดเรื่องจำนวนพยางค์ ฉันทลักษณ์ หรือรูปแบบประโยค จึงสามารถเขียนเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง หรือประโยคธรรมดาได้ทั้งหมด โดยมีองค์ประกอบสำคัญแค่ 3 ส่วน ได้แก่ ความมุ่งหมายหรือแนวคิด ข้อความหรือเนื้อหา และศิลปะแห่งการใช้ถ้อยคำ

ในหลักสูตรภาษาไทย ม.3 เรื่อง ‘การพัฒนาทักษะการเขียน’ ได้อธิบายหลักหลักการเขียนคำขวัญไว้ดังนี้

  • ใช้คำกะทัดรัด สละสลวย และมีสัมผัสคล้องจองกัน
  • ใช้คำที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจและเป็นไปในด้านดี
  • ใช้คำที่ให้ข้อคิดเหมาะสมกับโอกาส
  • ใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมกับระดับของผู้ให้และผู้รับ

ดังนั้นแม้ไม่มีโครงสร้างตายตัว แต่ในเชิงการใช้จริงและวัฒนธรรมสังคม คำขวัญถูก ‘คาดหวัง’ ให้มีลักษณะบางอย่างร่วมกัน คือต้องสั้น กระชับ และจำง่าย สอดคล้องกับโอกาสและบริบททางสังคม และผู้รับสารต้องรู้สึกว่านี่คือคำขวัญไม่ใช่แค่ประโยคอธิบายข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการเขียนสร้างสรรค์อย่าง ‘ชะอุ่ม โชติทอง’ ผู้ที่เคยเป็นกรรมการตัดสินการประกวดคำขวัญมาหลายครั้งได้อธิบายคุณลักษณะสำคัญของคำขวัญที่ดีตามกฎเกณฑ์การประกวดไว้ ได้แก่

1 – มีคติหรือข้อคิดชวนให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามโดยใช้เหตุผลและเร้าอารมณ์ให้ผู้อ่านเห็นดีเห็นงาม และปฏิบัติตามในที่สุด

2 – ใช้คำกะทัดรัด สละสลวย มีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน อันมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและจำได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

3 – เรียบเรียงขึ้นเป็นครั้งคราวในโอกาสสำคัญ ให้มีสาระสอดคล้องกับโอกาสนั้นๆ

4 – แสดงข้อคิดหรือปรัชญาในการปฏิบัติงานหรือการดำเนินชีวิต เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ ปฏิบัติภารกิจให้บรรลุผลตามเป้าหมาย หรือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ราบรื่น

5 – มีความประณีตพิถีพิถันในการเลือกสรรถ้อยคำ นำให้สื่อความหมายชัดเจนให้อารมณ์และความรู้สึกซาบซึ้งประทับใจแก่ผู้อ่าน ด้วยการใช้ถ้อยคำที่ลีกซึ้งกินใจและมีน้ำหนัก

ขณะที่ข้อมูลของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ระบุว่าหลักการเขียนคำขวัญไว้ ดังนี้

1 – ใช้ถ้อยคำสั้น กะทัดรัด มีความหมายลึกซึ้ง ใช้คำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 16 คำ แบ่งเป็นวรรคได้ตั้งแต่ 1-4 วรรค

2 – เขียนให้ตรงจุดมุ่งหมาย มีใจความสำคัญเพียงอย่างเดียวว่าจะให้ผู้ฟังคิดหรือปฎิบัติเรื่องอะไร

3 – มีการจัดแบ่งจังหวะของคำที่สม่ำเสมอ จดจำง่าย

4 – มีการเล่นคำ การเล่นเสียงสัมผัส และการใช้คำซ้ำ มีพลังโน้มน้าวใจ

5 – เป็นคำตักเตือนหรือแนะนำให้ปฎิบัติในทางที่ดี

6 – ต้องรู้ว่ากลุ่มผู้ใช้คำขวัญเป็นคนกลุ่มใด หากเป็นคำขวัญสำหรับเด็กต้องเขียนให้ง่ายกว่าคำขวัญผู้ใหญ่

7 – ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน

และยังกล่าวไว้ว่าการเขียนคำขวัญนั้น สามารถเขียนได้ 3 แบบ ได้แก่

1 – การเขียนแบบคำคล้องจอง คือ การเขียนที่ใช้สระเดียวกัน หรือคำสัมผัสเดียวกัน

2 – การเขียนคำขวัญแบบร้อยกรอง คือ การเขียนคำตามแบบบังคับ ของคำประพันธ์ชนิดนั้นๆ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน

3 – การเขียนคำขวัญแบบร้อยแก้ว คือการเขียนที่เรียบเรียงขึ้นอย่างไพเราะ โดยไม่มีข้อบังคับในเรื่องการสัมผัส เอก โท เขียนง่าย

สรุปง่ายๆ ก็คือ คำขวัญไม่ได้ถูกตัดสินด้วยหลักไวยากรณ์อย่างตายตัว แต่ถูกตัดสินด้วย ‘การรับรู้ร่วมของสังคม’ ว่ามันทำหน้าที่ของคำขวัญได้หรือไม่ ถ้อยคำที่ยาว อธิบายเชิงเหตุผลตรงๆ หรือมีลักษณะเป็นข้อความบอกเล่า แม้จะถูกต้องทางภาษาก็อาจไม่ถูกรับรู้ว่าเป็นคำขวัญในเชิงวัฒนธรรมนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...