สื่อเขมรชี้ ชัยชนะของภูมิใจไทย ส่งสัญญาณกระแสชาตินิยมพุ่ง ความตึงเครียดไทย-กัมพูชารุนแรงขึ้น
สื่อเขมรชี้ ชัยชนะของภูมิใจไทย ส่งสัญญาณกระแสชาตินิยมพุ่ง ความตึงเครียดไทย-กัมพูชารุนแรงขึ้น
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ แขมร์ไทมส์ สื่อกัมพูชารายงานถึงผลการเลือกตั้งไทยระบุว่า ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงกระแสชาตินิยมที่แข็งแกร่งในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทย ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อกัมพูชาในขณะที่กำลังเผชิญปัญหาพิพาทเรื่องดินแดนกับฝ่ายไทย
แขมร์ไทมส์ระบุว่า แม้จะมีรายงานว่านายอนุทินไม่ได้มีความนิยมนำมาในช่วงก่อนการเลือกตั้ง แต่พรรคของนายอนุทินกำลังจะจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ของไทย หลังจากกวาดที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้มากที่สุด โดยขณะนี้พรรคภูมิใจไทยชนะไปได้ 193 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับพรรคประชาชน แนวทางปฏิรูปได้ไป 118 ที่นั่ง
โดยทั่วไปแล้วพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองแนวอนุรักษนิยม ซึ่งหาเสียงด้วยชุดนโยบายต่างๆ ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยาวนาน การคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีที่ตามหลังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านภาษีของสหรัฐอเมริกา และความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง บทบาทของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยในเหตุปะทะตามแนวชายแดนกับกัมพูชานาน 21 วันในเดือนธันวาคม รวมถึงการยึดครองดินแดนกัมพูชาอย่างผิดกฎหมายต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากต่อทิศทางของความขัดแย้งในอนาคต
แขมร์ไทมส์อ้างความเห็นของนายไมเคิล อัลฟาโร นักข่าวอเมริกันและผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ที่โพสต์บนโซเชียลมีเดีย ถึงชัยชนะของนายอนุทินว่า “วันนี้ไม่ได้มาถึงโดยปราศจากสัญญาณเตือน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกระแสชาตินิยมและความตึงเครียดตามแนวชายแดนที่ยังไม่คลี่คลาย ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจน หากเกิดการยกระดับความขัดแย้ง ต้นทุนที่จะต้องจ่ายไม่ใช่เพียงแค่นามธรรมหรือทางการเมือง แต่จะถูกวัดเป็นชีวิตของพลเรือนและความไร้เสถียรภาพตามแนวชายแดนกัมพูชา”
นายอัลฟาโรระบุด้วยว่า เขายังคงหวังในสันติภาพ แต่ความหวังที่ปราศจากการลงมือทำอย่างเด็ดขาด ย่อมเลือนหายไปอย่างรวดเร็วและประวัติศาสตร์จะตัดสินจากสิ่งที่ผู้นำทำต่อจากนี้ ไม่ใช่จากสิ่งที่พวกเขาเพียงหวังไว้
แขมร์ไทมส์รายงานอีกว่า นายอนุทินได้ประกาศว่าเขาได้สั่งให้การหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มกระบวนการเพิกถอนบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู 2544 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย รวมถึงสิทธิในไหล่ทวีปและแหล่งแร่และเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ทั้งสองประเทศลงนามไว้เมื่อปี 2544 แม้ว่าการยกเลิกจะไม่เกิดขึ้นทันทีภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน แต่จะมีการดำเนินการเพื่อเตรียมการสำหรับการยกเลิกต่อไป โดยการยกเลิกข้อตกลงฉบับนี้ เป็นหนึ่งในคำสัญญาที่นายอนุทินให้ไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง
แขมร์ไทมส์อ้างความเห็นของนายคิน เพีย ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกัมพูชา กล่าวว่า ความสำเร็จในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากสนับสนุนการรุกรานทางทหารของไทยต่อกัมพูชา
“ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งนายอนุทินและผู้สมัครคนอื่นๆ ในพรรคของเขาใช้โวหารที่แข็งกร้าวต่อการทำสงครามกับกัมพูชา ซึ่งผลเลือกตั้งที่ออกมาแสดงให้เห็นแนวโน้มที่คนไทยมุ่งสนับสนุนการทำสงครามกับกัมพูชา และดูเหมือนว่าไทยจะยังคงดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อไป” นายคิน เพีย กล่าว และว่า เราอาจไม่สามารถปฏิเสธการปะทะกันทางทหารรอบ 2 หรือรอบ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ อย่างไรก็ดี หากนายอนุทินเลือกทางเลือกนี้ เขาก็จะนำปัญหามาสู่ประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจและความอัปยศทางการทูต
นายคิน เพีย ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและประชาชนกัมพูชารวมกันเป็นหนึ่งเดียวและเตรียมรับมือกับทุกฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันกัมพูชาก็จะต้องเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองและการเป็นอิสระทางเศรษฐกิจให้ได้
ขณะที่นายยุก ชาง ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารแห่งกัมพูชา มองว่า แม้การเลือกตั้งของไทยอาจมีอิทธิพลต่อข้อพิพาทชายแดน แต่หากจะกล่าวว่าสิ่งนี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความขัดแย้งนั้น ถือว่าไม่ฉลาดนัก ในทางกลับกัน ความขัดแย้งแนวชายแดนก็ไม่ใช่ปัจจัยกำหนดผลการเลือกตั้งของไทยแต่เพียงอย่างเดียว แต่ความขัดแย้งแนวชายแดนเป็นทั้งปัจจัยขับเคลื่อนและผลพวงของการต่อสู้ภายในระหว่างกลุ่มการเมืองไทยที่มีมุมมองแตกต่างกันเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ และกัมพูชาจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่หลากหลาย เช่น การแสดงภาวะผู้นำที่สุขุมรอบคอบและใช้แรงกดดันอย่างหนักแน่นในทุกมิติของการบริหารประเทศ ตั้งแต่การเมืองและการทูต ไปจนถึงเศรษฐกิจ การทหาร และสังคมวัฒนธรรม
นายยุกกล่าวอีกว่า ไทยพยายามนำเสนอความขัดแย้งนี้ว่าเป็นเพียงข้อพิพาทเล็กน้อยที่เกิดจากการกระทำของกัมพูชา โดยยกตัวอย่างเรื่องทุ่นระเบิด การปะทะกัน และเหตุการณ์อื่นๆ ที่พวกเขามองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของตนเอง หากมองอย่างมีสติและเป็นกลางต่อความขัดแย้งนี้ มันเป็นการต่อสู้ภายในของไทยเอง ซึ่งได้ดึงเอาความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่สั่งสมมายาวนานมาใช้ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพภายในชาติให้สนับสนุนวาระทางการเมืองหรืออุดมการณ์หนึ่ง การเลือกตั้งของไทยจึงเป็นก้าวสำคัญในความขัดแย้งนี้ แต่น่าเสียดายที่มันจะไม่ใช่จุดจบ “ข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อมาหลายชั่วอายุคนเกี่ยวกับพรมแดนและประวัติศาสตร์นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเหตุการณ์เดียว เช่น การเลือกตั้ง หรือแม้แต่ข้อตกลงสันติภาพ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สื่อเขมรชี้ ชัยชนะของภูมิใจไทย ส่งสัญญาณกระแสชาตินิยมพุ่ง ความตึงเครียดไทย-กัมพูชารุนแรงขึ้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th