Songs in the Key of Life : บทเพลงถึงเพื่อน
บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์
Songs in the Key of Life
: บทเพลงถึงเพื่อน
สมัยที่ผมยังเตะปี๊บดังจำได้ว่า บทเพลงที่ผมชอบฟังมากเรียกว่านึกอะไรไม่ออกก็หยิบมาเล่นเสมอ
หนำซ้ำยังเล่นกรอไปกรอมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้เบื่อ
ท่วงทำนองนั้นคือ “บทเพลงสำหรับเพื่อน” ไม่รู้สิครับ จะบอกว่าผมแพ้ทางก็คงไม่ผิด
ผมชอบรูปประโยคที่ใช้บรรยายบริบทของมัน
ชอบแง่มุมในความรักต่างรูปแบบ
ผมชอบความอบอุ่นที่เผื่อแผ่มาจากมิตรภาพร้อยพันสำนวน
ผมจำได้เหมือนเหตุการณ์พึ่งเกิดเมื่อวาน
วันนั้นผมเปิดวิทยุแล้วไปเจอเพลง You’ve Got A Friend (Carole King & James Taylor, 1971) ผมฟังมันด้วยความตกตะลึงตัวชาไปสองแถบ
“เป็นบทเพลงที่จ่าหน้าซองถึงสรวงสวรรค์ชัดๆ” ผมคิด
นั่นเป็นเพลงในแบบที่ผมชอบฟัง ยิ่งถ้าเรากลับไปย้อนฟังในเวอร์ชั่น Troubadour Reunion Tour เราจะยิ่งเห็นความงดงามระหว่างคนสองคน
เป็นคนสองคนที่ก้าวข้ามแผ่นความสัมพันธ์แบบหญิงชายไปอีกขั้น
มันเล่าเรื่องด้วยความเรียบง่ายเข้าสูตรสารบัญเพลงฮิต
“ร้องง่ายฟังง่ายแต่คิดยากและอยู่นาน”
ในครรลองนั้นยังรวมถึงการพบกันของคนสองฟากฝั่งแห่งวิถีชน “Ebony And Ivory, 1982” ที่จรดปากกาโดยเซอร์พอล แม็กคาร์ตนีย์ ร่วมขับร้องโดยสตีวี่ วอนเดอร์
“ในฐานะศิลปินผมคงไม่มีความสุขนัก หากไม่ได้เขียนเพลงสำหรับเพื่อนต่างสีผิว” ผมจำได้ว่าท่านเซอร์เคยกล่าวประโยคนี้
มันเริ่มต้นด้วยความแหลมคม การยกประโยคเปรียบเทียบระหว่างของสองสิ่งที่แตกต่างหากแต่ต่างเชื่อมโยงถึงกัน แป้นเปียโนที่มีด้านขาว/ดำให้เลือกมองและเห็นต่าง ในสัจธรรมวรรคนั้นกินความหมายไปยังการเข้าใจในความต่างและการอยู่ร่วมกันในสังคม
ที่ผมจำได้ไม่ลืมคือในตอนนั้นช่วงระหว่างปี 1982/83 มันคือยุคสมัยของการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid)
ผู้คนแตกแยกเป็นสอง (หรือสาม) ฝ่าย ยิ่งนับวันรอยร้าวก็ยิ่งทวีความห่างไปทุกขณะจิต
“ผู้คนไม่ควรถูกแบ่งแยกด้วยสีผิว การที่คนเราเกิดมาแล้วมีผิวสีอะไร มันถูกกำหนดโดยพระเจ้าเบื้องบน สิ่งนี้ไม่มีความเกี่ยวดองกับความดีความชั่วหรือมาตรฐานทางสังคม การที่มนุษย์ถูกแบ่งภาคด้วยตัวตนไม่ว่าจะสีอะไรก็เถอะ มันไม่ยุติธรรม” สตีวี่กล่าวพลางส่ายหัวพลิ้วไหวไปตามจังหวะ
ระหว่างที่เพลงกำลังทำหน้าที่รับใช้ผู้คน อะไรบางอย่างทำให้เกิดสิ่งนี้ เราเรียกมันว่า “That’s What Friend Art For”
คุณอาจไม่เชื่อหูตัวเอง เพลงสุดไพเราะบทนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1982 ขับร้องโดยร็อด สจ๊วต แถมเป็น Original Sound Track ให้กับภาพยนตร์ชื่อ Night Shift ซึ่งถือเป็นงานลำดับต้นๆ ของรอน ฮาวเวิร์ด มันมาโด่งดังเป็นพลุแตกในปีอีก 3 ปีต่อมา ด้วยน้ำมือของ “เจ้าป้า” ดิออน วอร์วิก ที่ขายเป็นแพ็กเกจภายใต้คำจำกัดความ “ดิออน วอร์วิก แอนด์เฟรนส์” (Dionne Warwick & Friends )
คำว่า “กับผองเพื่อน” กินความหมายถึง เอลตัน จอห์น เกลดี้ส์ ไนต์ และสตีวี่ วอนเดอร์
ว่ากันตามตรง เพลงนี้ปรมาจารย์เบิร์ต บาคารัค แต่งร่วมกับ แคโรล เบเยอร์แซเกอร์ มาตั้งแต่ปี 70’S (Burt Bacharach, Carole Bayer Sager) ทว่าจนแล้วจนรอดมันก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน
เวลาผ่านไปจนวันดีคืนดีเจ้าป้าเกิดรู้สึกอะไรบางอย่างเข้ากับสังคมส่วนรวมจนเกิดเป็นมุทิตาจิตแรงกล้า โลกในวันนั้นผู้คนกำลังต่อสู้กับเอดส์โรคร้ายที่ไม่มียารักษา อย่างเดียวเท่านั้นที่จะเยียวยาชีวิตผู้คนคือความเข้าใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
“ป้าไม่ได้ร้องเพลงเพราะอยากดัง” เจ้าป้ารำลึกความหลัง
“ถ้ามันขึ้นอันดับหนึ่งป้าก็ดีใจ แต่ป้ามองไปยังเป้าใหญ่มากกว่า มันคือการรวบรวมเงินเพื่อก่อตั้งเป็นกองทุน อีกอย่างป้าชอบความเป็นมาของเพลงนี้ ป้าต้องการความช่วยเหลือและเราต้องการเพื่อน”
ย้อนหลังกลับไป กว่าดิออนจะดันเพลงขึ้นอันดับหนึ่งได้แกก็ไม่ใช่สาวๆ แล้ว ดังนั้น การทำอัลบั้มเพื่อล่าเพลงฮิตจึงหาใช่สาระสำคัญ
ในยุค 60’s เธอจับจ่ายคืนและวันไปกับเพื่อนฝูงมากมาย รายล้อมไปด้วยนักดนตรีแบ็กอัพ นั่นรวมถึงโปรดิวเซอร์มือทองอย่างเบิร์ต บาคารัค
ดังนั้น เมื่อเมื่อญาติสนิทมาเอ่ยปากบอกบุญ มีหรือที่เพื่อนสนิทจะยอมให้กลับบ้านมือเปล่า
ย่อหน้านี้ต้องขอบอกก่อนเพื่อความเข้าใจ ต้นทศวรรษ 1980 บาคารัคเป็นนักทำเพลงคิวทอง เคยทำ Arthur’s Theme (Best That You Can Do) จนได้ออสการ์มาแล้ว นอกจากนั้นก็ยังมีอัลบั้มให้ผลิตตลอดเวลา
พูดง่ายๆ คือมีงานไม่หยุด
แถมปีที่ Night Shift ออกฉายยังมีคนแอบแซว “พนันได้เลย ป๋าเบิร์ตลืมหนังเรื่องนี้ไปแล้ว เพราะ That’s What Friends Are For (เวอร์ชั่นแรก) ไม่เคยถูกตัดเป็นซิงเกิ้ล คล้ายๆ ความโดดเด่นจะถูกบิดเบือน” ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้าป้าดิออนมาขอเพลง มันจึงสะดวกโยธินไม่ต่างอะไรกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
และเพื่อเป็นการตอบแทนเมื่อบาคารัคเขียนเพลงประกอบหนังทีวีเรื่อง Finder of Lost Loves ป้าแกอุตส่าห์มาลงเสียงให้ โดยเป็นการร้องคู่กับลูเธอร์ แวนดรอส
เพลงดีเพราะแต่หนังแป้กครับ มันถูกเลิกสร้างหลังผ่านไปได้แค่ซีซั่นเดียว มากกว่านั้นตัวของเพลง That’s What Friends Are For ยังไปไกลถึงคอนเสิร์ตด้วย 27 มีนาคม 1992 ภายใต้ชื่อยาวเหยียด AIDS benefit title That’s What Friends Are For : Arista Records 15th Anniversary Concert โดยรวบรวมเพื่อนดาวค้างฟ้าได้กว่า 20 ชีวิตเป็นต้นว่า Kenny G, Hall & Oates, Melissa Manchester, Whitney Houston โดยฉากสุดท้ายบนเวทีเป็นการร้องหมู่แช่มชื่นทั่วหน้า
สิริรวมแล้วหาเงินได้ราว 2.5 ล้านเหรียญ
ในบรรดา “ผู้ป่วย” คนสำคัญยังประกอบด้วย “ร็อค ฮัดสัน” นักแสดงรุ่นลายครามผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์
เขาแวะมาพูดฝากเป็นกำลังใจแม้ในยามเจ็บป่วยเจียนตาย
นอกจากนั้นยังมีอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ รีแกน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานสมัยเมื่อครั้งแสดงภาพยนตร์ร่วมกัน
ในความมืด จะเห็นแสง แจ้งสว่าง
ในความว่าง จักเติมใจ ให้เสมอ
วันโลกเหงา แค่มีกัน ฉันและเธอ
มาพบเจอ เป็นคู่คิด มิตรที่ดี
คืนที่โลก ยิ้มแห้งเจื่อน ดาวเกลื่อนฟ้า
ขอจงมา ฉันยังคอย ไม่ถอยหนี
จะใกล้ไกล แห่งหนไหน ใครบอกที
ที่ตรงนี้ ฉันยังอยู่ ดูแลกัน
อยากร้องไห้ จงร้องไป ให้ก้องฟ้า
ที่หางตา จะประสบ พบตาฉัน
ยามเดียวดาย จะมาแน่ แต่โดยพลัน
แค่ผ่านวัน โหดร้ายไป ให้บรรเทา
ทางกว้างใหญ่ เธอจงรู้ ดูให้แจ้ง
ไม่สิ้นแรง เธอต้องรู้ สู้ความเขลา
รักษาตน เก็บเอาไว้ ในใจเรา
เปลี่ยนสีเทา เป็นสีใหม่ ดังใจเธอ
พูดในฐานะของเพลงๆ หนึ่ง That’s What Friends Are For อาจจะไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกบางเบาอ่อนโยนที่เชื่อมกันไว้ด้วยมิตรภาพ เป็นความอบอุ่นที่ระคนไปกับความหวังใจ มันเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกับเสียงร้องในแบบโซลแท้ๆ
แปลกที่ถึงแม้จะขับขานด้วยสเกลที่แตกต่าง ทว่าเรากลับรู้สึกเหมือนต่างมาจากท่วงทำนองเดียวกัน
และใช่ครับ คงต้องมีใครเห็นแย้งว่าเพลงนี้ “มันโลกสวยไป มีความสุขเกินไป เผลอๆ ออกจะน่าเบื่อเกินไปด้วยซ้ำ”
แต่นั่นแหละ อีกด้านเราเองก็เถียงไม่ออกว่ามันเป็นเพลงที่ดี อย่างน้อยก็ไม่ทำร้ายใคร
มากกว่านั้น Dionne & Friends ยังสมทุนในส่วนของซิงเกิ้ลได้อีกตั้ง 500,000 เหรียญสำหรับ American Foundation for AIDS Research ซึ่งถือว่าไม่เลวเลย
ชีวิตหลังจากนั้น? ดิออน วอร์วิค ไม่เคยกลับมาทำเพลงฮิตได้อีกเลย มันไม่ติด Top Ten ด้วยซ้ำ (นับจริงๆ เธอไปไกลสุดคืออันดับ 12 จากเพลงคู่ Love Power ที่ดูเอ็ตกับเจฟฟรีย์ ออสบอร์น)
ผู้คนในยุคเดียวกันด่างเรียกขานเธอในนาม “คุณป้านิสัยดี” ผู้มีน้ำเสียงก้องกังวานแปลกหูตามขนบแห่งยุค 80’s
“ป้าผ่านงานมาแล้วหลายชิ้น มีเพลงที่คนฟังจำกันได้ก็ประมาณหนึ่ง แต่เชื่อไหมไม่มีเพลงไหนเหมือน That’s What Friends Are For เพราะมันร้องมาจากสิ่งที่ป้าเชื่อและศรัทธา มันจะคงอยู่ตรงนั้นตลอดไป” เธอกล่าว
Dionne & Friends ชนะรางวัลแกรมมี่ แถมด้วย Song of the Year และเชื่อไหมนั่นคือรางวัลชิ้นแรกของเอลตัน จอห์น ในฐานะศิลปิน ดังนั้น จึงไม่มีอะไรให้นึกเสียใจ
และถ้าจะเพิ่มความสังเกตเราจะพบว่าเพลงนี้แต่งโดยแยกสองท่อนออกจากกัน ฝั่งแรกเป็นของดิออน วอร์วิค คนเดียวยาวๆ บอกเล่าถึงห้วงเวลาแห่ความโหยหาอาทร
ท่อนสองคือการมาถึงของผองเพื่อน ซึ่งร่วมร้องประหนึ่งต้องการบอกคนฟังว่า “เพื่อน” ที่ว่านั้นสามารถมีได้มากกว่าหนึ่งคน
ปี 2011 ป้ากลับมาเจอเพื่อนเก่าบนเวทีในงานครบรอบ 25 ปี akfAR งานจัดที่นิวยอร์ก เรียกแขกเหรื่อได้คับคั่ง สิบปีต่อมางานชุดเดียวกันกลับมา Reunion อีกรอบโดยคราวนี้เพิ่มรางวัลเชิดชูเกียรติเข้าไปด้วย (และเฉลิมฉลองแกรมมี่ 10 ตัว)
ทุกวันนี้แกยืดอกพูดเต็มปากว่า “ป้าไม่ได้รวย” และไม่เคยมีความคิดที่จะแขวนไมค์
แกมีงานลงเสียงในห้องอัดเป็นระยะสลับเดินสายออกทัวร์
ยามว่างก็เลี้ยงหลานออกอัลบั้มรวมเพลงแก้เหงา รวมถึงพบปะเพื่อนฝูงมิตรสหายร่วมรุ่น เพราะแกเชื่อหมดใจว่า
ในยามที่คนเราว้าเหว่เดียวดาย ไม่มีอะไรดีกว่าการมีเพื่อน หรืออย่างน้อยแค่รู้สึกว่ามีเพื่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Songs in the Key of Life : บทเพลงถึงเพื่อน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly