โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดรายงาน ธปท. ชี้คนไทยเก่งเรื่องเงิน แต่ยังติดกับดัก “ออมเงินสด” เสี่ยงแพ้เงินเฟ้อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.33 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เจาะลึกผลสำรวจทักษะทางการเงินคนไทยปี 2567 พบคะแนนเฉลี่ย 72.6% สูงกว่า OECD แต่ยังเผชิญความเสี่ยง 86% ไร้แผนเกษียณ และ 81% ออมเงินกระจุกตัวอยู่แค่เงินสด

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นการสำรวจต่อเนื่องทุก 2 ปี เพื่อติดตามพัฒนาการและนำข้อมูลมาปรับปรุงนโยบายส่งเสริมความรู้ทางการเงินของประเทศ

คลิก : อ่านฉบับเต็ม

การสำรวจในครั้งนี้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 12,558 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบประเด็นที่น่าสนใจทั้งในด้านจุดแข็งและจุดที่ยังต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยทักษะทางการเงินภาพรวมของคนไทย สูงกว่ามาตรฐานโลก แต่ความรู้ด้านการคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินไม่เหมาะสมและกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ภาพรวมทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ของไทยในปี 2567 มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 72.6% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD (60.4%), หากพิจารณาตามองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้ทางการเงิน (FK) พฤติกรรมทางการเงิน (FB) และทัศนคติทางการเงิน (FA) พบว่าเพิ่มสูงขึ้น

คนไทยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความรู้ทางการเงิน (Financial Knowledge): คนไทยมีความเข้าใจดีขึ้นในเรื่องเงินเฟ้อ ความเสี่ยงและผลตอบแทน รวมถึงการกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม "การคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบทวน" ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญที่คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD มาโดยตลอด ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดในระยะยาว

พฤติกรรมทางการเงิน (Financial Behavior): มีวินัยในการชำระค่าใช้จ่ายตรงเวลาและการดูแลการเงินตนเองอย่างใกล้ชิด แต่ยังมีช่องว่างในเรื่องการจัดสรรเงินก่อนใช้และการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

ทัศนคติทางการเงิน (Financial Attitude) : คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการออมเพื่ออนาคตมากขึ้น แต่กลุ่มวัยรุ่นยังมีค่านิยมเน้นความสุขในปัจจุบัน มากกว่าการวางแผนระยะยาว นอกจากนี้ด้านพฤติกรรมการออมของคนไทยพบว่า ออมเก่งแต่กองในเงินสด และขาดแผนเกษียณ

แม้คนไทยกว่า 91.5% จะมีพฤติกรรมการเก็บออม แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดกลับพบความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ คือ การกระจุกตัวในเงินสด เพราะกว่า 81.5% ของการออมยังคงอยู่ในรูปแบบเงินสดหรือฝากบัญชีทั่วไป ขณะที่มีผู้ที่นำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เพียง 1.9% เท่านั้น สะท้อนถึงความกังวลเรื่องความเสี่ยงหรือการขาดความมั่นใจในการลงทุน

เงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอ พบว่า คนไทยกว่า 75% มีเงินสำรองไว้ใช้ยามขาดรายได้กะทันหันไม่เกิน 6 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างเอกชนและอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน

วิกฤตแผนเกษียณ

เป็นที่น่ากังวลว่าคนไทยถึง 86% ยังไม่ได้วางแผนออมเพื่อเกษียณ หรือเริ่มทำแต่ยังไม่สามารถทำตามแผนได้, ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายเมื่อไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

นอกจากนี้ การเข้าถึงบริการทางการเงินและภัยไซเบอร์ พบว่า ในมิติการเข้าถึงบริการทางการเงิน คนไทย 98.1% สามารถเข้าถึงบริการในระบบได้แล้ว โดยมี Mobile Banking เป็นช่องทางหลักในการโอนและชำระเงิน,

อย่างไรก็ตาม บริการด้านสินเชื่อในระบบมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากผู้ให้บริการเพิ่มความระมัดระวังตามสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้กลุ่มรายได้น้อยต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น โดยมีเหตุผลหลักคือความจำเป็นเร่งด่วนและไม่ต้องมีหลักประกัน

สำหรับความพร้อมด้านการเงินดิจิทัล แม้คนไทยจะตระหนักเรื่องความปลอดภัยบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 80% แต่ยังมีการป้องกันตัวเองในเชิงเทคนิคค่อนข้างน้อย เช่น มีเพียง 23% ที่เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ และน้อยกว่าครึ่งที่ตระหนักถึงความเสี่ยงของการใช้ Wi-Fi สาธารณะทำธุรกรรม

แนวทางการพัฒนาในอนาคต ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแผนที่จะยกระดับทักษะทางการเงินของคนไทยผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ ผลักดันหลักสูตรความรู้ทางการเงิน (FinLit) เข้าสู่ระบบการศึกษาทุกช่วงชั้น สื่อสารค่านิยมการออมและการลงทุนที่ถูกต้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสถาบันครอบครัว ส่งเสริมให้สถาบันการเงินออกแบบผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ช่วยสร้างวินัยการออม เช่น บัญชีที่มีฟีเจอร์แยกกระเป๋าตามเป้าหมาย (Goal-based saving)

(เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...