เปิดรายงาน ธปท. ชี้คนไทยเก่งเรื่องเงิน แต่ยังติดกับดัก “ออมเงินสด” เสี่ยงแพ้เงินเฟ้อ
เจาะลึกผลสำรวจทักษะทางการเงินคนไทยปี 2567 พบคะแนนเฉลี่ย 72.6% สูงกว่า OECD แต่ยังเผชิญความเสี่ยง 86% ไร้แผนเกษียณ และ 81% ออมเงินกระจุกตัวอยู่แค่เงินสด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นการสำรวจต่อเนื่องทุก 2 ปี เพื่อติดตามพัฒนาการและนำข้อมูลมาปรับปรุงนโยบายส่งเสริมความรู้ทางการเงินของประเทศ
คลิก : อ่านฉบับเต็ม
การสำรวจในครั้งนี้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 12,558 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบประเด็นที่น่าสนใจทั้งในด้านจุดแข็งและจุดที่ยังต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยทักษะทางการเงินภาพรวมของคนไทย สูงกว่ามาตรฐานโลก แต่ความรู้ด้านการคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินไม่เหมาะสมและกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ภาพรวมทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ของไทยในปี 2567 มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 72.6% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD (60.4%), หากพิจารณาตามองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้ทางการเงิน (FK) พฤติกรรมทางการเงิน (FB) และทัศนคติทางการเงิน (FA) พบว่าเพิ่มสูงขึ้น
คนไทยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความรู้ทางการเงิน (Financial Knowledge): คนไทยมีความเข้าใจดีขึ้นในเรื่องเงินเฟ้อ ความเสี่ยงและผลตอบแทน รวมถึงการกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม "การคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบทวน" ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญที่คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD มาโดยตลอด ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดในระยะยาว
พฤติกรรมทางการเงิน (Financial Behavior): มีวินัยในการชำระค่าใช้จ่ายตรงเวลาและการดูแลการเงินตนเองอย่างใกล้ชิด แต่ยังมีช่องว่างในเรื่องการจัดสรรเงินก่อนใช้และการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
ทัศนคติทางการเงิน (Financial Attitude) : คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการออมเพื่ออนาคตมากขึ้น แต่กลุ่มวัยรุ่นยังมีค่านิยมเน้นความสุขในปัจจุบัน มากกว่าการวางแผนระยะยาว นอกจากนี้ด้านพฤติกรรมการออมของคนไทยพบว่า ออมเก่งแต่กองในเงินสด และขาดแผนเกษียณ
แม้คนไทยกว่า 91.5% จะมีพฤติกรรมการเก็บออม แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดกลับพบความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ คือ การกระจุกตัวในเงินสด เพราะกว่า 81.5% ของการออมยังคงอยู่ในรูปแบบเงินสดหรือฝากบัญชีทั่วไป ขณะที่มีผู้ที่นำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เพียง 1.9% เท่านั้น สะท้อนถึงความกังวลเรื่องความเสี่ยงหรือการขาดความมั่นใจในการลงทุน
เงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอ พบว่า คนไทยกว่า 75% มีเงินสำรองไว้ใช้ยามขาดรายได้กะทันหันไม่เกิน 6 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างเอกชนและอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน
วิกฤตแผนเกษียณ
เป็นที่น่ากังวลว่าคนไทยถึง 86% ยังไม่ได้วางแผนออมเพื่อเกษียณ หรือเริ่มทำแต่ยังไม่สามารถทำตามแผนได้, ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายเมื่อไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว
นอกจากนี้ การเข้าถึงบริการทางการเงินและภัยไซเบอร์ พบว่า ในมิติการเข้าถึงบริการทางการเงิน คนไทย 98.1% สามารถเข้าถึงบริการในระบบได้แล้ว โดยมี Mobile Banking เป็นช่องทางหลักในการโอนและชำระเงิน,
อย่างไรก็ตาม บริการด้านสินเชื่อในระบบมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากผู้ให้บริการเพิ่มความระมัดระวังตามสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้กลุ่มรายได้น้อยต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น โดยมีเหตุผลหลักคือความจำเป็นเร่งด่วนและไม่ต้องมีหลักประกัน
สำหรับความพร้อมด้านการเงินดิจิทัล แม้คนไทยจะตระหนักเรื่องความปลอดภัยบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 80% แต่ยังมีการป้องกันตัวเองในเชิงเทคนิคค่อนข้างน้อย เช่น มีเพียง 23% ที่เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ และน้อยกว่าครึ่งที่ตระหนักถึงความเสี่ยงของการใช้ Wi-Fi สาธารณะทำธุรกรรม
แนวทางการพัฒนาในอนาคต ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแผนที่จะยกระดับทักษะทางการเงินของคนไทยผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ ผลักดันหลักสูตรความรู้ทางการเงิน (FinLit) เข้าสู่ระบบการศึกษาทุกช่วงชั้น สื่อสารค่านิยมการออมและการลงทุนที่ถูกต้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสถาบันครอบครัว ส่งเสริมให้สถาบันการเงินออกแบบผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ช่วยสร้างวินัยการออม เช่น บัญชีที่มีฟีเจอร์แยกกระเป๋าตามเป้าหมาย (Goal-based saving)