“อ.ธนพร” ฟันธง “อนุชา” เสียบรมต. แทน "ประเสริฐ"
“อ.ธนพร” ฟันธงกล้าธรรม ปิ๋วร่วมรัฐบาล มองหากตั้ง “สุริยะ-ประเสริฐ” ส่อขัดรัฐธรรมนูญเหตุมีคดีติดค้างเอี่ยว “เบน สมิธ” แนะตั้ง “พงศ์กวิน-อนุชา” นั่งรัฐมนตรีเพื่อให้ตั้งรัฐบาลโดยเร็ว
วันที่ 8 มี.ค. 69 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว The Room 44 ถึงกรณีการเปิดสภาเพื่อเลือกตำแหน่งประธานรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี รวมถึงการจัดคณะรัฐมนตรี และอีกเรื่องคือมาตรฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ตามคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ว่า ประเด็นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องนำเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งจากหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญและเห็นความชัดเจนว่าโอกาสของพรรคกล้าธรรมในการเป็นรัฐบาล ไม่มีโอกาสแล้ว เพราะคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักเอาไว้ว่าบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและความคาดหวังของสังคม รัฐมนตรีคนไหนที่จะเข้ารับ ตำแหน่งแล้วหากสังคมตั้งคำถาม นายกรัฐมนตรีก็จะเสียเก้าอี้ไปด้วย ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาเกณฑ์ตรงนี้เอาไว้ โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรคเพื่อไทยเพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วางเกณฑ์เอาไว้ว่ารัฐมนตรีต้องประพฤติที่ไม่ขัดกับความคาดหวังของสังคมโดยเฉพาะเรื่องที่สังคมยังสงสัยว่าเป็นเรื่องสีเทา ซึ่งในพรรคเพื่อไทยก็มีสองบุคคลที่ปรากฏว่าจะเป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เพราะก่อนหน้านี้นายสุริยะได้ออกมายอมรับเองว่าเคยมีธุรกรรมเรื่องการซื้อเครื่องบินจากนายเป็นเบน สมิธ ซึ่งเป็นบุคคลที่โดนหมายจับในเรื่องฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดจากการทำความผิด เพราะฉะนั้นเมื่อนายเบน สมิธ โดนหมายจับและมีนายสุริยะไปทำธุรกรรมด้วยย่อมทำให้สาธารณะชนมีความหวาดระแวงสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายสุริยะกับเบน สมิธ เป็นอย่างไร
รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่าหากนายกรัฐมนตรีไปแต่งตั้งนายสุริยะเป็นรัฐมนตรีก็จะทำให้นายกรัฐมนตรี กลายเป็นผู้รับผิดชอบเอง ตนคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องหาคนอื่นมาแทนนายสุริยะ ซึ่งในมุมมองตนก็ยังมีนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ หลานชายของนายสุริยะที่ขึ้นมาทดแทนได้ ส่วนอีกบุคคลคือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยก็ถูกแจ้งข้อหาจากทางกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรณีเอ็มโอยูสแกนม่านตาซึ่งปรากฏในข่าวและคำให้การว่าเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ ถ้าหากนายประเสริฐเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีความเสี่ยงคล้ายกับกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ตามมาตรฐานใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นในรายชื่อที่เป็นรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยก็มีชื่อของนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นโควตาสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มอื่นในพรรคเพื่อไทย ที่ได้เป็นรัฐมนตรีมากพอสมควรทั้งที่ยังมีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องคดีความอยู่ และนายประเสริฐก็ไม่ได้มีเพียงคดีเดียวยังมีเรื่องการจัดงบภัยแล้งที่ยังค้างคาอยู่
ตนมองว่าเพื่อให้การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยดำเนินการต่อไปได้ เพราะประเทศชาติต้องการรัฐบาลอย่างรวดเร็วประเด็นของนายสุริยะแก้ได้ไม่ยาก คือเอาหลานชายมาเป็นแทน ส่วนของนายประเสริฐจะเป็นในฝั่งของนายอนุชา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนายอนุชาเป็นมือทำงานให้กับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์อยู่ไนเต็ด ตอนที่รวบรวมสส.ออกจากพรรคพลังประชาชนมาตั้งเป็นพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นนายนายวินกับนายอนุชาก็ใจถึงใจกันและที่สำคัญช่วงที่รวมพลมาตั้งพรรคภูมิใจไทยนายอนุชาก็ตอบสนองภารกิจของนายเนวินอย่างไม่มีข้อแม้ ดังนั้นก็เลยขอเสนอว่าให้พรรคเพื่อไทยส่งนายอนุชามาเป็นรัฐมนตรีแทนนายประเสริฐ เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศเอาไว้อย่างรวดเร็ว
รศ.ดร.ธนพร ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมไม่ร่วมรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยก็ปั่นป่วนโดยส่งนายสุริยะกับนายประเสริฐซึ่งเสี่ยงขัดต่อจริยธรรมศาลรัฐธรรมนูญและอาจจะเสนอนายอนุชาเข้าเป็นรัฐมนตรี