หนุ่มโดนหลอกไปถ่ายรีวิวสินค้าที่อรัญประเทศ ถูกจับไปสแกนใบหน้าเปิดบัญชีม้า ขังในตึกสแกมเมอร์ 5 วัน 6 คืน
เตือนภัยงานจากกัมพูชา อรัญประเทศ สระแก้ว หลอกรับเช่าบัญชี หลอกถ่ายรีวิวสินค้า แต่กลับถูกจี้ให้ไปขังรวมในตึกสแกมเมอร์ กัมพูชา สแกนใบหน้าเปิดบัญชีม้าโอนเงินเป็นทอด ก่อนหมดประโยชน์ถีบส่งชายแดน
วันนี้ (8 มี.ค.) บนโซเชียลฯ แชร์เรื่องราวของผู้ใช้เฟซบุ๊ก "ต้น แอ๊คชั่น" ของชายวัย 42 ปี อาชีพฟรีแลนซ์ เหยื่อคนไทยที่ถูกล่อลวงไปเปิดบัญชีม้าที่ประเทศกัมพูชา 5 วัน 6 คืน เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า ถูกหลอกให้ไปดูงานถ่ายรีวิวสินค้าที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยจะมีรถมารับถึงบ้านที่รังสิต จ.ปทุมธานี แต่ตนมีรถยนต์ส่วนตัว ว่าจะขับรถไปเองหลังจากเสร็จงาน เข้าพักที่บ้าน จ.ปราจีนบุรี เพราะไม่ไกลกันมาก แต่ก็เอะใจเลยแวะรับเพื่อนที่ จ.ปราจีนบุรีไปด้วย นัดเจอกันที่สถานีขนส่งอรัญประเทศ จ.สระแก้ว
ตลอดการเดินทางจะให้ถ่ายรูปส่งไปให้ดูว่ามาจริงไหม อยู่ที่ไหนแล้ว พอไปถึงก็บอกว่าเดี๋ยวให้รถไปรับ แต่ตนบอกว่ามีเพื่อนมาด้วย อีกฝ่ายก็บอกว่า เพื่อนเข้าประชุมไม่ได้นะ ตนก็บอกว่าเพื่อนแค่มารอรับ ก็ไปคุยงานได้ปกติ ประมาณ 10 นาที รถก็มาถึงสถานีขนส่งอรัญประเทศ เป็นรถกระบะ เปิดประตูรถเข้าไปก็จะมีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ในรถ ทักทายสวัสดีกันปกติ ระหว่างเดินทางก็จะคุยเรื่องงาน ระบุว่า สินค้าที่จะถ่ายเป็นสินค้าถูกต้องตามกฏหมาย มี อย. ปลอดภัย แล้วจะเสนอให้ในราคาดูสูงกว่าปกติ ถามว่าใชัทีมงานกี่คน เรื่องเล่าทั่วไป จนมาถึงเรื่องโลเคชันที่จะถ่าย เดี๋ยวจะพาไปดู
รถเริ่มเข้าป่าสวนยางตัดสลับไร่อ้อย สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี ตนก็เอะใจว่าเริ่มแปลกแล้ว ผู้เสียหายถามทันทีว่าจะไปไหน จะถ่ายโลเคชันแถวนี้เหรอ อีกฝ่ายบอกว่า "งานเปลี่ยนแล้ว" และว่า ต้องไปสแกนหน้าเพื่อให้พวกมันโอนเงินเข้าบัญชีเรา แล้วมันจะสแกนหน้าเราเพื่อเอาเงินออก ตนก็ตกใจบอกว่า ไม่ทำ ไม่รับงานแบบนี้ แต่พวกมันมีปืน มีที่ช็อตไฟฟ้า คิดว่าคงไม่รอดแน่ๆ ถ้าขัดขืน เพราะข้างทางมีแต่สวนป่าอ้อย ก็เลยตามน้ำไปก่อน
จนรถมาถึงกระท่อมหลังหนึ่ง ในป่าสวนไร่อ้อย ให้ตนลงจากรถแล้วรอ จนสักพักก็มีรถกระบะพาคนไทยอีก 4 คนมารวมกับตน แล้วหลังจากนั้นก็นั่งรถกระบะเดินทางต่อ โดยคนที่นั่งกระบะหลังต้องนอนราบกับรถเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่ามีคนนั่งรถมาจากนั้น พอมาถึงข้างทางสักแห่ง ก็ไล่ลงจากรถแล้วมีคนมารับให้ข้ามทางคูน้ำผ่านเข้ามาแล้วเดินลัดเลาะผ่านป่า ผ่านสวนไร่อ้อยจนข้ามมาถึงบ้านคนทีมีลักษณะเป็นบ้านของชาวกัมพูชา ไร่มัน แล้วก็ให้พวกเรารอตรงนี้
จากนั้นก็มีรถเก๋งเก่าๆ ขับมารับ โดยคนที่ขับแต่งกายคล้ายทหาร ขับผ่านบ้านคนมากมายเหมือนต่างจังหวัดบ้านเรา สักพักก็จอดข้างถนนเพื่อเปลี่ยนรถอีก 1 คันแล้วก็ขับไปตามเส้นทางผ่านชุมชน จนมาถึงในเมืองมาจอดที่ตึกหนึ่ง น่าจะประมาณ 5-6 ชั้น แต่ชั้นล่างมีโต๊ะสนุ๊ก หลังจากที่เข้าไปแล้ว จะมีคนไทย ออกมาเปิดประตูให้ พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือและบัตรประชาชน และได้ทำการถ่ายรูปคนที่มา โดยมีการข่มขู่ว่า อย่าได้ส่งเสียงดังหรือเดินออกไปข้างนอก ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่รับรองความปลอดภัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ให้ทุกคนขึ้นลิฟต์ไปพักที่ชั้น 3
พอขึ้นไปถึงชั้น 3 พบเห็นหญิงสาวชาวไทย 1 คน สอบถามเธอท้องได้ประมาณ 4 เดือน แล้วก็ชายกลางคนน่าจะประมาณ 50 ปี 1 คนนอนอยู่ในห้อง ก็ได้พูดคุยและถามกันว่าอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว น้องอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว ซึ่งทุกคนตอบว่า 3 วัน หลังจากนั้นพอได้ยินคำพูดนี้ น้องผู้หญิง 2 คนที่เป็นคนไทยที่มาชุดเดียวกับตนก็ร้องไห้เสียใจ ตนเห็นดังนั้นผมเลยลงจากลิฟต์ไปชั้นแรก ที่พวกมันได้นำตัวมาเพื่อไปสอบถาม จากนั้นก็เลยบอกว่า มีเพื่อนรออยู่ที่ บขส.อรัญประเทศ และตนได้ส่งพิกัดและโลเคชันที่ตนถึงที่ตึกนี้ให้กับเพื่อนไปแล้ว
ดูท่าทางพวกมันตกใจ แล้วมันถามว่าใช้อินเตอร์เน็ตจากไหน ตนตอบไปว่าผมใช้ WiFi จากคนขับรถ ตอนที่พาพวกตนขับเข้ามาที่นี่ ตนบอกว่า ผมต้องใช้โทรศัพท์เพื่อที่จะบอกเพื่อนผมว่า ผมไม่สามารถกลับได้วันนี้เพื่อให้เขาไม่ต้องรอผมและกลับไปก่อน มันก็เลยให้ตนใช้โทรศัพท์แต่ประกบข้างเพื่อดูว่าเราคุยอะไรกัน พอตนบอกเพื่อนเสร็จแล้ว ก็ยึดโทรศัพท์กลับไปเหมือนเดิม แล้วบอกให้ตนกลับไปรอที่ชั้น 3
พอขึ้นไปที่ชั้น 3 ตนได้บอกกลุ่มคนไทยที่มาด้วยกันว่าเราไม่สามารถกลับวันนี้ได้แน่นอน ทุกคนก็ยิ่งเสียใจ ร้องไห้ เพราะว่าไม่ได้บอกคนที่รออยู่ว่าต้องมาอยู่กี่วัน ก็เลยรวมตัวกันไปคุยกับพวกมันข้างล่างอีกครั้งหนึ่ง ปกติแล้ว ทุกคนจะได้นอนพักที่บ้าน โต๊ะสนุ๊กเกอร์ 1 คืน แต่พอพวกมันเห็นท่าทางไม่ดี มันก็เลยจัดการส่งพวกตน 5 คนที่มาล่าสุดไปออฟฟิศ ที่มันทำการสแกนใบหน้าและเปิดบัญชี
พอไปถึงก็จะเจอคนไทยออกมาต้อนรับซึ่งเขาเรียกกันในนั้นว่า "พ่อบ้าน" ตนเลยถามเขาว่า พวกผมจะได้กลับวันนี้มั้ย เขาบอกว่ามาเย็นขนาดนี้คงกลับไม่ทันหรอก พรุ่งนี้อาจจะได้กลับ เขาพูดแบบนี้ ตอนนี้ขอให้ทุกคนทำตามที่เขาบอก แล้วทุกคนจะได้กลับบ้าน ก็เลยต้องทำการเปิดบัญชีออนไลน์ให้มันอีก 3 ธนาคาร แล้วก็มีบัญชีหลักของตนอีก 2 ธนาคารรวมแล้วเป็น 5 ธนาคาร โดยคนที่โหลดแอปฯ ธนาคารก็คือคนไทยทั้งหมด 3 คนชาย 1 คน หญิง 2 คน หลังจากที่ทุกคนได้ทำการโหลดแอปฯ ธนาคารและสแกนใบหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็ส่งพวกตนขึ้นไปบนตึกออฟฟิศที่มันพามา
สิ่งที่น่าตกใจหลังจากที่ขึ้นไปแล้วคือ มีคนไทยอยู่บนชั้น 3 ทั้งหมด 3 ห้อง ตกเฉลี่ยแล้วห้องละประมาณ 7-10 คน ทำการแยกหญิงแยกชาย ซึ่งตนก็ได้สอบถามพี่ๆ ทุกคนที่อยู่ในนั้นว่ามากันกี่วันแล้ว สิ่งที่ได้รับคำตอบกลับมาคือ ทุกคนมาอย่างน้อยคนละ 3 วันแล้ว ยังไม่ได้รวมวันที่นอนที่บ้านโต๊ะสนุ๊ก ตึกแรกที่ทุกคนต้องไป พอมาถึงตอนนี้ ตนถึงกับเข่าทรุดคิดอยู่ในใจว่าเราคงไม่ได้กลับบ้านอีกแล้วแหละ
หลังจากทำแอปฯ ธนาคารเสร็จ ก็มีคนมาเรียกให้ขึ้นไปชั้น 4 ข้างบน ตนอยู่ชั้น 3 มีการ์ดมาเปิดประตูเรียกชื่อขึ้นไป แต่ด้วยความที่ไม่รู้และเห็นประตูห้องเข้าใจว่าน่าจะปิดไม่สนิท ก็เลยเปิดประตูเข้าไป สิ่งที่ได้พบเห็นตรงหน้าคือพนักงานแก๊งสแกมเมอร์นั่งอยู่ในห้อง ซึ่งมีโน๊ตบุ๊กวางเต็มไปหมด แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 2 แถว ดูทุกคนตกใจและมีเสียงผู้หญิงพูดออกมาว่า "ใครให้พี่เข้ามาในนี้ออกไปรอหน้าห้องเลย" ก็เลยเดินออกมารอหน้าห้อง สักพักก็มีผู้ชายเดินตามออกมาแล้ว เดินไปว่ากล่าวตักเตือนการ์ดคนนั้นที่เรียกเข้าไป พูดเป็นภาษากัมพูชา เข้าใจว่าน่าจะโดนเรื่องที่ปล่อยให้ตนเข้าไปในห้อง
หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที ก็มีสาวกัมพูชาถือโทรศัพท์ของตนออกมาพร้อมกับโทรศัพท์ของเขาคู่กัน แล้วก็ทำการกดใส่ยอดเงินต่างๆ แต่ยอดนี้สามารถโอนเข้าโอนออกได้โดยที่ไม่ต้องสแกนใบหน้า แล้วก็ปล่อยให้ตนนั่งรออยู่ตรงนั้นประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง เขาก็เดินเข้าเดินออกทำแอปฯ ธนาคารของตนตลอด แต่ก็ยังไม่ได้สแกนหน้าของตนสักครั้งเดียว พอเวลาผ่านไปประมาณ 21.30 น. พนักงานทุกคนก็ทยอยเดินออกจากห้องที่ตนได้เดินเข้าไป แต่ตอนนั้นตนยังนั่งอยู่ที่หน้าห้องอยู่ เพราะว่ายังมีพนักงานบางคนยังทำแอปฯ การโอนเข้าโอนออกกับโทรศัพท์ของตนอยู่เลย
จนพนักงานคนนั้นบอกว่าให้ลงไปข้างล่าง แต่ตนได้ขอร้องเขาว่าตนต้องใช้โทรศัพท์บอกคนที่บ้านเพราะว่าผมออกจากบ้านมา 2 วันแล้วติดต่อไม่ได้ มันก็จะทำให้ผมมีปัญหา พนักงานสาวคนนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ให้แล้วประกบข้างตนดูว่าตนคุยอะไร แต่ตนใช้ไมค์พูดให้เขารับรู้ว่าตนพูดอะไร แต่ก่อนจะส่ง ตนได้แก้ไขข้อความแล้วส่งบอกญาติๆ ของตนว่า ผมถูกกักตัวและไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ ถ้าจะใช้ก็ใช้ได้เป็นบางจังหวะ เพราะว่าถ้าเขาไม่เรียกเราไปสแกนใบหน้าหรือไม่เรียกเราขึ้นไป เราก็ไม่สามารถที่จะได้พบเห็นโทรศัพท์ของเราเลย ตนบอกทุกคนที่สามารถติดต่อได้ว่า ผมยังมีชีวิตอยู่ ฝากบอกพ่อแม่ด้วย
หลังจากนั้นตนก็ได้เข้ามานอนพักที่ชั้น 3 รวมกับคนไทยประมาณ 8 คนที่อยู่ในห้องนั้น จนหลับแต่ก็หลับไม่สนิท คิดมากว่า เราคงจะไม่มีโอกาสกลับประเทศไทยแล้ว พอตอนเช้าประมาณ 9 โมง พนักงานเริ่มเดินเข้าออฟฟิศชั้น 4 และหลังจากนั้นข้าวก็มาส่งหลังจากทานข้าวประมาณ 10.30 น. ไม่เกิน 11 โมง เจ้าหน้าที่การ์ดก็มาเรียกตนขึ้นไปชั้น 4 อีกเหมือนเดิม แล้วพนักงานคนเดิมผู้หญิงก็เอาโทรศัพท์ตนออกมาคู่กับโทรศัพท์ของเขากดยอดเงิน แต่ก็ยังไม่ได้สแกนหน้าของตนอีกเหมือนเดิม ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง เขาก็ให้ตนลงมาพักที่ชั้น 3 เหมือนเดิม จนล่วงเลยเข้าวันที่ 3 ตนก็ยังไม่ได้เข้าไปสแกนใบหน้าอีกเลย แต่ที่สังเกตเห็นการ์ดทุกคนจะไม่ยอมให้คนที่อยู่ในห้องต่างๆ เป็นอะไร จะพยายามรักษา ป่วยก็ไปซื้อยามาให้
ประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 3 การ์ดก็มาเรียกชื่อน้องที่อยู่ในห้องบอกว่า ให้กลับบ้านได้ ประมาณ 5 คนรวมห้องข้างๆ ด้วย ตนก็ได้ถามว่า "มีไปรอบเดียวหรอครับ" เขาบอกว่าช่วงนี้ ตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) ลง อันตราย ไปได้แค่รอบเดียว ตนก็ต้องรอต่อไป จนถึงเวลาประมาณ 17.30 น. ก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่ากลับบ้านได้ พร้อมกับอีก 3 คน คือตอนนั้นก็งงแต่ก็ดีใจที่จะได้กลับบ้าน หลังจากขึ้นรถ เป็นรถตู้ Hyundai สีดำ ก็วิ่งมาจอดตรงบ้านน่าจะ 3 ชั้นหลังหนึ่งสีขาว พวกเราลงจากรถเข้าไปในบ้าน และได้ทำการถ่ายรูปและตรวจค้นกระเป๋าและตัวตนมีกุญแจสารพัดอย่างในตัวเดียวอยู่หนึ่งอัน ซึ่งมันจะมีพวกมีด ตะไบ คีม เหล็กแหลม ตนคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับตน และถ้ามันค้นเจอต้องโดนยึดแน่ๆ ก็เลยแอบเอาออกจากกระเป๋าเอาใส่เข้าไปในรองเท้าแล้วเหยียบไว้ มันค้นกระเป๋าเสร็จตนก็เอาออกมาใส่ในกระเป๋าเหมือนเดิม
หลังจากทำการตรวจค้นและถ่ายรูปแล้ว มันบอกให้ขึ้นไปพักที่ชั้น 3 ป้าคนหนึ่งก็ถามว่า ไม่ได้กลับวันนี้เหรอ มันตอบว่าไม่รู้ น่าจะ 2-3 วัน คือพอได้ยินแบบนี้จบเลยชีวิต รู้เลยยังไงก็ไม่ได้กลับบ้านแล้วแน่ๆ และสิ่งที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือ พอขึ้นไปชั้น 3 เปิดประตูเข้าไป เจอทุกคนที่บอกว่าได้กลับบ้านก่อนหน้า มารวมกันอยู่ที่นี่ เลยคิดแล้วว่า คำว่ากลับบ้านไม่มีอยู่จริง หมดแรงเลย หลังจากที่อยู่ที่นี่ประมาณ 2 วัน ก็เริ่มมีคนได้กลับบ้านอีก 5 คน คนที่ถูกกักตัวอยู่ที่ออฟฟิชก็ทยอยมาอยู่ตึกนี้แทนคนที่ได้กลับบ้าน ทุกคนที่มาก็ตกใจ คิดว่าคนก่อนหน้านี้ได้กลับบ้านกันแล้ว เท่ากับว่าตนอยู่ที่บ้านหลังนี้ 2 วันแล้ว แล้วคืนที่ 3 เวลาประมาณ 22.30 น. พวกมันก็ขึ้นมาถ่ายรูป 4 คน ที่มาก่อนหน้าตน ซึ่งคนที่ได้ถ่ายรูปคือคนที่ได้กลับบ้าน ตนคิดในใจคงยังไม่ได้กลับอีกแล้ว ก็เลยเขียนเบอร์โทร. ฝากคนที่จะได้กลับบ้านฝากไปบอกที่บ้านด้วยว่ายังมีชีวิตอยู่
แต่วันนั้น คืนนั้นรู้สึกแปลกๆ มีแต่คนมาทักว่าพระที่ห้อยคออยู่สวยดี ก็เลยจับพระองค์นี้ไว้แล้วนอน อธิษฐานขอให้ผมได้กลับบ้าน กลับไปหาพ่อหาแม่ กลับไปแก้สิ่งที่ทำผิดพลาดเถอะ ผมไม่อยากตายที่นี่ แล้วก็นอนหลับไป จนมาสะดุ้งตื่นเวลาประมาณเที่ยงคืน พวกมันเปิดห้องมาแล้วยื่นโทรศัพท์ให้คนในนั้นอ่านชื่อ และพวกมันได้บอกว่า คนที่มีชื่อคือคนที่ได้กลับบ้าน คือเรียกชี่อจนจะหมดแล้วก็ไม่มีชื่อตนสักที จนหมดหวัง สุดท้ายชื่อตนคือคนสุดท้าย รู้สึกดีใจ รีบลุกไปรวมกับคนที่มีชื่อให้ไปรวมอีกห้องนึง คิดในใจปาฏิหาริย์มีจริงๆ
หลังจากนั้นเวลาตี 2 พวกมันก็พาขึ้นรถเก๋ง 2 คันโดยแบ่งคันละ 5 คน แล้วต้องนั่งเบาะหลังทั้งหมด ก็ต้องอัดกันเข้าไปให้ได้เพื่อกลับบ้าน แล้วก็ขับพามาถึงแนวชายแดน พาเดินลัดเลาะลงหลุมขึ้นหลุมโดยไม่สนใจเลยว่ามีคนแก่อายุ 64 ปี มาด้วย มีปืน มีที่ช็อตไฟฟ้า แล้วความคิดในหัวก็ขึ้นมา คำว่ากลับบ้านคือบ้านเก่าป่าวว่ะ (ตาย) ถ้ามันฆ่าเราใครจะรู้บ้าง แล้วพวกมันก็บอกให้เดินไปตามทางนั้นนี้ ผ่านทางนั้น ผ่านป่าอ้อย แล้วก็จะเจอรถมารอรับเพื่อไปส่ง สุดท้ายก็เดินมาถึงบ้านหลังหนึ่ง หมาเห่า ก็เลยเดินเลี่ยงบ้านหลังนั้นไป แล้วก็มีคนส่องไฟมาที่พวกตนพร้อมกับอาวุธปืนกลครบมือ ตะโกนบอกว่า อย่าไปทางนั้น อาจโดนทุ่นระเบิดได้ พวกตนทั้ง 10 คนจึงได้เดินกลับมา สุดท้ายคนที่เรียกพวกเรามาคือทหารตระเวนชายแดนของไทย และได้นำพาพวกเรากลับเข้าเขตแดนของไทยอย่างปลอดภัย
ทุกคนที่มาไม่มีใครได้รับค่าจ้างหรือเงินอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ได้คือความหลอกลวงทั้งหมด และบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต เสียทั้งงาน เสียทั้งเวลา เสียคนที่รัก
ป.ล. ทุกที่ที่ไป มีคนไทยอยู่ด้วยเสมอ 5 คืน 6 วันในกัมพูชา เจ็บใจที่สุดคือคนไทยหลอกกันเอง เรื่องเล่าจากผู้ประสบภัยจริงๆ
ทั้งนี้ ในตอนต้น ชายคนดังกล่าวเตือนภัยว่า งานจากประเทศกัมพูชา งานจาก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว งานจาก จ.สระแก้ว รับเช่าบัญชี จะให้เท่านั้นเท่านี้ไม่มีอยู่จริง มีงานรีวิวสินค้าให้ถ่ายทำ จะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดในการเดินทางโดยจะให้รถมารับถึงบ้านไม่มีอยู่จริงโดยกลุ่มมิจฉาชีพที่ทักมาทางเฟซบุ๊ก จะเข้ามาดูว่าปกติทำอาชีพอะไรเป็นหลัก จากนั้นจะอ้างให้แต่คนไปทำงานอาชีพนั้นโดยให้ค่าตอบแทนที่สูง และออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ รวมถึงมีรถไปรับถึงที่ที่เราอยู่เลย ซึ่งจะอ้างอีกว่าใช้เวลาไม่นาน
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายคนดังกล่าวได้แจ้งความกับตำรวจ สภ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ว่าถูกหลอกและโดนบังคับให้เปิดบัญชีธนาคาร 3 บัญชี ได้แก่ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารกรุงเทพ ทั้งสามธนาคารเปิดแบบออนไลน์และสแกนใบหน้า รวมทั้งบัญชีธนาคารที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เกรงว่าจะได้รับความเสียหายในภายหลัง จึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ขณะนี้บัญชีธนาคารถูกอายัดทั้งหมด เงินในบัญชีที่มีอยู่ก็โดนเอาไป ทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์ก็ไม่ได้
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO