[นิยายแปล] กำเนิดใหม่ :ปรมาจารย์เทพโอสถ
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Guangzhou AlibabaLiteraturelnformationTechnologYCo.,Ltd
ประพันธ์โดย :一匹青瓦 (Yī pǐ qīng wǎ)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory ForeverPublicCompanyLimited
บรรณาธิการ : ไพสิฐต่วนขำ
แปลและเรียบเรียงโดย : นวรัตน์ วิเชียรโหตุ (บ่อปลาหลังบ้าน)
พิสูจน์อักษร : วริษฐา เลิศปัญญาพรชัย
ถูกศิษย์รักทรยศ! แพทย์โอสถอันดับหนึ่งในใต้หล้าไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกหักหลัง!
ทั้งเคี่ยวเข็ญ ผลักดัน คอยหลอมสมุนไพรเพิ่มพูนกำลังตลอดหลายร้อยปี
บัดนี้.. เด็กไร้ค่านั่นได้ใช้นาม “จักรพรรดิลั่วเทียน” ผู้ยิ่งใหญ่
แต่เขากลับกลายเป็นเพียงเสี้ยนหนามที่ต้องถูกกำจัด!
ฉับพลัน การจุติครั้งใหม่จึงอุบัติขึ้น..
ในร่าง “อวิ๋นโม่” จุดด่างพร้อยของตระกูลที่ถูกทารุณอย่างโหดร้ายจนตายอย่างไร้ทางสู้
แม้เป็นร่างใหม่ ภพชาติเปลี่ยนไป แต่ไฟบรรลัยกัลป์แห่งความเจ็บแค้นนั้นยังคุกรุ่น
ครานี้หรือ.. จักยอมให้เหยียบย่ำ
ทั้งโอสถตำรา.. คาถา.. สมุนไพร.. หม้อหลอมยา.. และพละกำลัง
จากคนธรรมดาจึงทะยานขึ้นเหนือใต้หล้า.. ในฐานะปรมาจารย์เทพโอสถ!
“ข้าทุ่มเทชีวิตจิตใจ ดูแลดั่งลูกในไส้ เจ้ากลับสังหารอาจารย์
จักทุ่มเทฝึกฝนสุดกำลัง ให้ไอ้ศิษย์ทรยศนั่นต้องจ่ายค่าตอบแทน”
Kawebookพร้อมเสริฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
จะสายมันส์ สายหวาน ก็มีอีกเพียบ!
อวิ๋นโม่
นี่อาจเป็นเตาหลอมโอสถที่พิเศษที่สุดในโลก ความพิเศษนี้ไม่ใช่แค่ลักษณะภายนอกของมันเท่านั้น เพียงใช้งานมัน ต่อให้ไม่ใช่ผู้ที่เคยฝึกฝนมาก่อน ขอแค่รู้วิธีใช้ก็สามารถหลอมโอสถวิเศษได้เฉกเช่นเดียวกับยอดนักปรุงโอสถ
หน้าเตาหลอมโอสถมีชายชราผมขาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ ความสนใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการควบคุมไฟในเตาหลอม
ชายชราผู้นี้มีนามว่าอวิ๋นโม่ เป็นนักปรุงโอสถผู้ยอดเยี่ยมเป็นหนึ่งในใต้หล้า
ผู้คนล้วนไม่เชื่อว่าอวิ๋นโม่ที่ไม่สามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ได้ แท้จริงแล้วคือปรมาจารย์โอสถที่เก่งกาจที่สุด เรื่องที่อวิ๋นโม่เสียดายที่สุดในชีวิตก็คือเขาไม่มีเส้นชีพจรยุทธ์ จึงไม่อาจฝึกฝนวรยุทธ์ แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่พอจะชดเชยความเสียดายนี้ได้ นั่นคือการอาศัยทักษะทางการแพทย์และการหลอมโอสถอันสูงส่งของตนสร้างเทพจักรพรรดิผู้แข็งแกร่งขึ้นมาคนหนึ่ง เทพจักรพรรดิลั่วเทียน!
ลูกศิษย์ของเขา เทพจักรพรรดิลั่วเทียน เดิมเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยาม แต่เมื่ออวิ๋นโม่รับตัวลั่วเทียนมาพร้อมฝึกฝนเขาด้วยตนเอง ด้วยวิชาแพทย์และวิชาหลอมโอสถของเขา อวิ๋นโม่ที่มีชีวิตอยู่มานานถึงสามพันปี ในที่สุดก็สามารถผลักดันให้ลูกศิษย์ของตนกลายเป็นเทพจักรพรรดิลั่วเทียนได้สำเร็จ
คิดๆ ดูแล้ว อวิ๋นโม่เองก็มีชีวิตมาเกือบจะสามสิบรอบแล้ว ทุกๆ ครั้งที่เขาเข้าใกล้ความตายก็จะหลอมโอสถคืนชีวิตขึ้นมาเม็ดหนึ่ง และมีชีวิตอยู่ต่อไป ตอนนี้อวิ๋นโม่ใกล้จะถึงช่วงเวลาแห่งความตายอีกครั้งแล้ว เขากำลังหลอมโอสถคืนชีวิตอยู่ แม้มันจะเป็นยาวิเศษแต่ใช้ได้ผลเฉพาะกับคนธรรมดาเท่านั้น อีกทั้งต้องกินขณะใกล้สิ้นชีพจึงจะเกิดผล
ตูม!
ทันใดนั้นเตาหลอมก็เปิดออก โอสถสีขาวเม็ดหนึ่งลอยออกมาร่วงลงบนจานที่เตรียมเอาไว้อย่างพอดิบพอดี เมื่อเห็นโอสถคืนชีวิต อวิ๋นโม่ก็เผยรอยยิ้มออกมา เขารู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของพลังชีวิตในร่างตนเอง ยามใกล้สิ้นลมเขาจะกลืนโอสถคืนชีวิตลงไปและมีชีวิตต่อไปอีก
“พลังยุทธ์ของลั่วเทียนถึงจุดสูงสุดแล้ว วิชาแพทย์ของข้าคงไม่มีประโยชน์ต่อการฝึกของเขาอีกต่อไป ถึงเวลาที่ข้าจะถ่ายทอดความสามารถของข้าให้เขาแล้ว ด้วยสติปัญญาของลั่วเทียน ย่อมสามารถเป็นแพทย์โอสถที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ไม่ยาก อาจถึงขั้นทลายกฎเกณฑ์ฟ้าดินและมีชีวิตนิรันดร์เลยก็เป็นได้”
กับศิษย์ผู้นี้ อวิ๋นโม่ภาคภูมิใจในตัวเขาเสมอมา เพื่อไม่เป็นการรบกวนการฝึกฝนของลั่วเทียน ก่อนหน้านี้อวิ๋นโม่จึงไม่เคยถ่ายทอดวิชาแพทย์แก่เขา แต่ตอนนี้ลั่วเทียนฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุด อวิ๋นโม่จึงไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวลอีก
เขาล้วงตำราแพทย์เล่มหนึ่งจากอกเสื้อ มองมันด้วยสายตาที่เหมือนกับมองบุตรของตนเอง มันคือบันทึกความรู้ทางการแพทย์ตลอดสามพันปีของเขา เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดของวิเศษก็ยังได้ เขาเพิ่งเรียบเรียงเสร็จสิ้นเมื่อไม่นานมานี้และเตรียมส่งมอบมันให้ลั่วเทียน เพื่อเป็นของขวัญที่ลูกศิษย์บรรลุจุดสูงสุดของระดับปราณเทวะ
แอ๊ด!
ประตูห้องปรุงโอสถถูกเปิดออก บุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งก้าวเข้ามา เขาคือศิษย์คนโปรดของอวิ๋นโม่ เทพจักรพรรดิลั่วเทียน!
อวิ๋นโม่คลี่ยิ้ม เขาหยิบโอสถคืนชีวิตขึ้นมาอย่างยากลำบากพลางเอ่ย “ลั่วเทียน เจ้ามาดูการคืนชีพของอาจารย์หรือ”
เทพจักรพรรดิลั่วเทียนมิได้กล่าวอะไร เขายื่นมือออกไปหยิบโอสถคืนชีวิตจากมือของอวิ๋นโม่
“ลั่วเทียน เจ้าซุกซนอีกแล้ว คืนโอสถให้ข้า ข้าใกล้จะไม่ไหวแล้ว” อวิ๋นโม่หอบหายใจหนัก กับคนใกล้หมดลมหายใจอย่างเขา แม้แต่การพูดธรรมดาก็เป็นเรื่องลำบาก
“ท่านอาจารย์ ท่านมีชีวิตอยู่มาสามพันปี ในฐานะคนธรรมดาถือว่ามากเกินไปแล้ว” ขณะพูดลั่วเทียนไม่ได้มองไปที่อวิ๋นโม่ แต่กลับจ้องโอสถคืนชีวิตในมือด้วยสีหน้าเย็นชา
“เจ้า หมายความว่าอย่างไร” อวิ๋นโม่หัวใจกระตุกอย่างคนสังหรณ์ใจไม่ดี
“ข้าเป็นถึงเทพจักรพรรดิยังไม่อาจมีชีวิตนิรันดร์ แต่ท่านเป็นเพียงคนธรรมดาผู้หนึ่งกลับสามารถใช้โอสถคืนชีวิตยืดอายุขัยต่อไปได้ตลอดเวลา นี่มัน ช่างน่ากลัวนัก!” เทพจักรพรรดิลั่วเทียนเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม “ท่านสามารถสร้างข้าลั่วเทียนขึ้นมา ก็สามารถสร้างเทพจักรพรรดิลั่วเทียนได้อีกนับพันนับหมื่นคน เช่นนี้ ยังจะไม่น่ากลัวได้อีกหรือ”
ว่าแล้วเทพจักรพรรดิลั่วเทียน ก็หยิบตำราแพทย์ที่อยู่เบื้องหน้าอวิ๋นโม่ขึ้นมา “ในที่สุดก็เขียนเสร็จแล้วหรือ ข้ารอวันนี้มานานแสนนาน สามารถสร้างเทพจักรพรรดิขึ้นมาผู้หนึ่ง ทั้งยังทิ้งวิชาเอาไว้ เจ้าสามารถตายได้อย่างสบายใจแล้ว!”
“ลั่วเทียน เจ้า!” อวิ๋นโม่ตกตะลึง ลูกศิษย์ที่ตนเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มากับมือ แท้จริงแล้วมีจิตใจชั่วร้าย สามารถกระทำเรื่องอย่างการสังหารอาจารย์ตัวเองได้
“เห็นแก่ที่เจ้าเป็นอาจารย์ของข้า ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตต่อไปอีกนิด” เทพจักรพรรดิลั่วเทียนกลืนโอสถคืนชีวิตลงไป ตัดเส้นทางต่อชีวิตของอวิ๋นโม่
อวิ๋นโม่เข้าใจความคิดของเทพจักรพรรดิลั่วเทียนแล้ว ในสายตาของลั่วเทียน ทันทีที่ตนเขียนวิชาแพทย์สำเร็จก็กลายเป็นคนตายผู้หนึ่ง
“เจ้า เจ้าศิษย์ทรยศ!” อวิ๋นโม่โกรธถึงขีดสุด ทั้งยังเสียใจมาก เขามัวแต่ศึกษาวิชาแพทย์จึงไม่เคยสังเกตเห็นธาตุแท้อันเลวทรามของลั่วเทียน
แต่แม้จะโกรธมากขนาดไหนก็ไร้ประโยชน์ พลังชีวิตของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว
เทพจักรพรรดิลั่วเทียนมิได้มีความละอายแม้แต่น้อย เขามองอวิ๋นโม่ด้วยรอยยิ้มจนกระทั่งพลังชีวิตของอวิ๋นโม่หมดสิ้นไป
ตูม!
ร่างของอวิ๋นโม่และห้องปรุงโอสถที่เขาอาศัยอยู่มากว่าครึ่งชีวิตแหลกสลายเป็นผุยผงด้วยพลังอันน่ากลัวของเทพจักรพรรดิลั่วเทียน
…………………
“เจ้าศิษย์ทรยศ!”
อวิ๋นโม่ตะโกนลั่น ขณะลุกพรวดขึ้นก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง สมองเหมือนจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ
“ข้ายังไม่ตาย!”
นี่คือความคิดแรกหลังจากอวิ๋นโม่ตั้งสติได้ ถึงจะรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง แต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งอวิ๋นโม่ยังพบว่าตนเองเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรไป พี่ใหญ่ พี่ทำให้เมิ่งเอ๋อร์ตกใจแล้ว!”
อวิ๋นโม่หมุนศีรษะมองไป เห็นสาวน้อยอายุประมาณสิบสองปี ใบหน้ามีแต่ความตกใจและกังวล นางกำลังร้องไห้ดุจดอกสาลี่ต้องสายฝน
“เมิ่งเอ๋อร์”
อวิ๋นโม่มองสาวน้อยตรงหน้า ดวงหน้าเล็กหมดจดทั้งแปลกตาและคุ้นเคย เขารู้สึกว่าตัวเองไม่รู้จักสาวน้อยผู้นี้ แต่ปากกลับเรียกชื่อสองคำนั้นได้อย่างไม่ติดขัด
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงนอนอยู่บนเตียง มิใช่ว่าข้าถูกศิษย์ทรยศทำร้ายจนตายหรือ” อวิ๋นโม่กุมศีรษะ ต้องการทำความเข้าใจเรื่องราวตรงหน้า
“พี่ใหญ่ พี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เมิ่งเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างถามตะกุกตะกัก
หลังจากความทรงจำที่เหมือนจะไม่ใช่ของตนเองหมุนวนอยู่ในสมอง อวิ๋นโม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ที่แท้เขากลับมาเกิดใหม่แล้ว ทั้งยังเกิดใหม่เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีที่มีนามว่าอวิ๋นโม่ สาวน้อยตรงหน้าคือน้องสาวของเขา อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์
‘เจ้าศิษย์ทรยศ ข้าทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อเจ้า ดูแลเจ้าดั่งลูกในไส้ เจ้ากลับทำเรื่องสังหารอาจารย์ เจ้าคงคิดไม่ถึงว่าอาจารย์อย่างข้าจะยังไม่ตาย’ อวิ๋นโม่ขบฟัน ตอนนี้เขามาเกิดใหม่แล้ว ต่อไปจะทุ่มเทฝึกฝนสุดชีวิต ให้ไอ้ศิษย์ทรยศนั่นต้องจ่ายค่าตอบแทนจากการกระทำของตนเอง
แต่แล้วอวิ๋นโม่ก็ต้องตกใจจนหน้าถอดสี เพราะเพิ่งนึกได้ว่าอันที่จริงหนุ่มน้อยเจ้าของร่างเสียชีวิตเพราะพละกำลังอ่อนด้อยเกินไป จึงถูกคนรังแกจนตาย คงไม่ใช่ว่านี่คือร่างกายที่ไม่อาจฝึกฝนพลังยุทธ์อีกร่างหนึ่งใช่ไหม
เขารีบใช้วิชาสำรวจจิตตรวจดูภายในร่างกายของตน วิชาสำรวจจิตนี้เป็นวิชาระดับสูงแขนงหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังยุทธ์ก็สามารถใช้ได้ อวิ๋นโม่สำรวจจุดตันเถียนของตนเอง คนผู้หนึ่งจะสามารถฝึกวิชายุทธ์ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าภายในจุดตันเถียนมีชีพจรยุทธ์อยู่หรือไม่
ไม่นานอวิ๋นโม่ก็เกิดความยินดี หลังพบว่าในจุดตันเถียนมีเส้นชีพจรขนาดเล็กมากสายหนึ่งหลับใหลอยู่ พรสวรรค์ของร่างกายนี้ต่ำต้อยเสียจนน่าสงสาร แต่ไม่เป็นไร สำหรับอวิ๋นโม่แล้ว ขอเพียงสามารถฝึกฝนได้ก็พอ พรสวรรค์จะด้อยแค่ไหนก็ยังเติบโตเป็นผู้แข็งแกร่งได้
“พี่ใหญ่ พี่พูดกับเมิ่งเอ๋อร์สักคำสิ เมิ่งเอ๋อร์กลัวนะ” เห็นอวิ๋นโม่เอาแต่พึมพำกับตัวเอง เมิ่งเอ๋อร์ก็อดกังวลไม่ได้ กลัวว่าเขาจะบาดเจ็บจนร่างกายรับไม่ไหวกลายเป็นสติฟั่นเฟือน ในใจเมิ่งเอ๋อร์หวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจ
“เมิ่งเอ๋อร์ไม่ต้องกังวล พี่ไม่เป็นอะไร” อวิ๋นโม่ยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กของเมิ่งเอ๋อร์เบาๆ ด้วยความยากลำบาก
“จริงหรือ” เมิ่งเอ๋อร์มองอวิ๋นโม่ด้วยดวงตากลมโต
“จริงสิ” อวิ๋นโม่ผงกศีรษะ
‘วางใจเถอะ ในเมื่อร่างของเจ้าช่วยข้าเอาไว้ เช่นนั้นข้าก็จะใช้ชีวิตต่อไปในส่วนของเจ้าด้วย หน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้า มอบให้ข้าสานต่อเถอะ’ อวิ๋นโม่หรี่ตามองออกไปนอกห้องด้วยแววตาคมกริบดุจสายฟ้า
เจ้าของร่างนี้ก็มีนามว่าอวิ๋นโม่ อายุสิบสี่ปี ในครอบครัวมีมารดาหนึ่งคนและน้องสาวหนึ่งคน เขาด้อยพรสวรรค์จึงถูกศิษย์ในบ้านตระกูลอวิ๋นรังเกียจและลบหลู่ หลายวันก่อน อวิ๋นเลี่ยไม่เพียงดูหมิ่นเขา แต่ยังด่าว่าเมิ่งเอ๋อร์ อวิ๋นโม่ที่เดิมมักจะสงบนิ่งเมื่อได้ยินอีกฝ่ายด่าเมิ่งเอ๋อร์ก็โกรธจนลงมือ ผลลัพธ์คือเขาถูกทุบตีใต้เงื้อมมืออวิ๋นเลี่ยและบ่าวไพร่อย่างทารุณ ไม่เพียงสูญเสียพลังยุทธ์ไปกว่าครึ่ง ยังถูกหักกระดูกขาไปข้างหนึ่ง เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องลาโลก ส่วนอวิ๋นโม่ก็เผอิญมาเกิดใหม่ในร่างนี้
ใบหน้าเล็กๆ ของเมิ่งเอ๋อร์เงยขึ้นมา เอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ท่านอย่ากังวลใจไป ท่านแม่ไปหาผู้อาวุโสใหญ่แล้ว จะต้องขอโอสถต่อชีพจรมารักษาท่านได้แน่นอน”
อวิ๋นโม่ได้ยินแล้วหัวใจก็หนักอึ้งกว่าเดิม เขาได้รับความทรงจำจากอวิ๋นโม่เจ้าของร่าง จึงเข้าใจตระกูลนี้ดี ครอบครัวของเขาไม่เป็นที่ต้อนรับของคนในตระกูลอวิ๋น มีเพียงประมุขตระกูลและคนส่วนน้อยที่ดีต่อพวกเขาอยู่บ้าง ตอนนี้ประมุขตระกูลอวิ๋นอยู่ในช่วงเก็บตัวเข้ากรรมฐาน เรื่องราวต่างๆ ภายในตระกูลจึงอยู่ในความรับผิดชอบของผู้อาวุโสใหญ่
ผู้ที่ทำร้ายอวิ๋นโม่คืออวิ๋นเลี่ย อายุสิบห้าปี เขาเป็นหลานของผู้อาวุโสแปดซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อาวุโสใหญ่ ดังนั้นเรื่องโอสถต่อชีพจร เกรงว่าคงไม่สำเร็จแล้ว
ยิ่งกว่านั้นโอสถต่อชีพจรเป็นยาวิเศษแขนงหนึ่ง สำหรับตระกูลอวิ๋นที่ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนับเป็นของล้ำค่า โอกาสที่หลีเยียนมารดาของอวิ๋นโม่จะได้รับโอสถต่อชีพจรย่อมน้อย เพราะไม่มีตระกูลใดเต็มใจเสียทรัพยากรล้ำค่าให้ ‘ขยะ’ ผู้หนึ่ง
ในตอนนั้นเอง นอกห้องมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เมิ่งเอ๋อร์ลุกขึ้นอย่างยินดี “ท่านแม่กลับมาแล้ว นางจะต้องนำโอสถต่อชีพจรกลับมาแน่”
อวิ๋นโม่มองด้านนอก เห็นฮูหยินวัยกลางคนรูปโฉมทรุดโทรมนางหนึ่งเดินเข้ามา
“อวิ๋นโม่ ตื่นแล้วหรือ” หลีเยียนเอ่ยปาก เมื่อเห็นอวิ๋นโม่มองมา ดวงตาของนางก็สั่นไหว
………………………………………
ฟื้นฟูเส้นชีพจร
หลีเยียนเดินไปที่หน้าเตียงแล้วผลักอวิ๋นโม่ให้นอนลง
“ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอ ต้องพักผ่อนให้มากๆ” หลีเยียนเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ท่านแม่!” อวิ๋นโม่เอ่ยเรียก ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเสียงตนเองอาจตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่เมื่อคำพูดออกจากปากกลับลื่นไหล ชาติก่อนอวิ๋นโม่เป็นเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ไม่เคยมีโอกาสพบหน้าบิดามารดาของตนเอง ความรู้สึกสนิทชิดเชื้อแบบนี้จึงทำให้เขารู้สึกทั้งแปลกและอบอุ่น บางทีอาจเป็นเพราะตนเองได้รับความทรงจำของอวิ๋นโม่เจ้าของร่างมาก็เป็นได้
ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตแทนส่วนของอวิ๋นโม่อีกคนด้วย เช่นนั้นเขาจะต้องดูแลท่านแม่และน้องสาวของอวิ๋นโม่ผู้นั้นให้ดี ความรู้สึกที่มีต่อพวกนางก็จะต้องออกมาจากใจจริงเช่นเดียวกับอวิ๋นโม่อีกคน
“อวิ๋นโม่ เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”
“ท่านแม่ ข้าดีขึ้นมากแล้ว” อวิ๋นโม่เอ่ย ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นดูแลช่างดีจริงๆ อวิ๋นโม่สาบานอยู่ในใจว่าจะต้องดูแลมารดาและเมิ่งเอ๋อร์ให้ดี
เมิ่งเอ๋อร์จับข้อมือของหลีเยียน เอ่ยว่า “ท่านแม่ โอสถต่อชีพจรอยู่ที่ใด”
หลีเยียนเงียบไปครู่หนึ่งค่อยหยิบยาทรงกลมเม็ดหนึ่งออกมา เมิ่งเอ๋อร์ดีใจออกนอกหน้า พอนางคว้ายาเม็ดนั้นได้ก็ส่งให้อวิ๋นโม่ทันที แต่ทันใดนั้นก็ต้องชะงักไป
“ท่านแม่ นี่ไม่ใช่โอสถต่อชีพจร แต่เป็นโอสถต่อกระดูก” เมิ่งเอ๋อร์เอ่ย “ท่านแม่ ท่านหยิบผิดแล้ว! รีบนำโอสถต่อชีพจรออกมาเถอะ”
หลีเยียนกัดริมฝีปาก สองตาไร้ประกาย
“เมิ่งเอ๋อร์” อวิ๋นโม่เอ่ยเรียกคำหนึ่ง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าอย่างหนัก ยามนี้เขาเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว “เมิ่งเอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้ากับท่านแม่จะคุยกันตามลำพังสักครู่”
เมิ่งเอ๋อร์มีสีหน้าไม่เข้าใจ “พี่ใหญ่ มีเรื่องใดที่เมิ่งเอ๋อร์ไม่สามารถฟังได้หรือ ไม่นะ ข้าต้องการเห็นพี่กินโอสถต่อชีพจรก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ไป”
อวิ๋นโม่รู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง ท่านแม่คงไม่ได้รับโอสถต่อชีพจรกลับมา มิเช่นนั้นคงนำออกมาตั้งแต่แรก สีหน้าท่าทางของนางบ่งบอกทุกอย่างแล้ว คิดว่าเพราะนางไม่ได้รับโอสถต่อชีพจร ในใจคงทุกข์ทรมานมาก ยามนี้เมิ่งเอ๋อร์เอ่ยปากก็พูดถึงโอสถต่อชีพจร นี่ไม่เท่ากับเป็นการสาดเกลือลงบนแผลของมารดาหรือ
ในที่สุดหลีเยียนก็ควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไป นางทรุดลงกับเตียงร้องไห้เสียงดัง เมิ่งเอ๋อร์ถูกมารดาทำให้ตกใจก็ร้องตาม
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไป ทำไมถึงร้องไห้” เมิ่งเอ๋อร์กอดแขนมารดา สองคนกอดกันหลั่งน้ำตา
“ขอโทษด้วย โม่เอ๋อร์ แม่ไร้ความสามารถ ไม่อาจนำโอสถต่อชีพจรกลับมา มีแต่โอสถต่อกระดูกเท่านั้น” หลีเยียนร้องไห้เสียงดัง ยามนี้นางเกลียดตัวเองนัก ไม่เพียงไม่อาจดูแลพวกอวิ๋นโม่สองพี่น้องให้ดี แม้แต่โอสถต่อชีพจรเม็ดเดียวก็เอามาไม่ได้ เมื่อชีพจรขาดแล้วไม่ได้รับการฟื้นฟู อวิ๋นโม่ก็จะไม่มีโอกาสฝึกยุทธ์ได้อีก
“ท่านแม่ ท่าน… ท่านพูดว่าอะไรนะ ไม่ได้รับโอสถต่อชีพจร” สีหน้าของเมิ่งเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นซีดขาว นางเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ ไม่มีโอสถต่อชีพจร จากนี้ไปอวิ๋นโม่ก็นับเป็นคนพิการคนหนึ่ง
เห็นมารดาและน้องสาวร้องไห้อย่างหนัก หัวใจของอวิ๋นโม่ก็เจ็บปวดไม่น้อย รีบเอ่ยว่า “ท่านแม่ เมิ่งเอ๋อร์ พวกเจ้าอย่าได้ทุกข์ใจไป เรื่องเส้นชีพจร ข้าพอมีวิธีอยู่”
สำหรับแพทย์โอสถที่สามารถฝึกฝนเทพจักรพรรดิขึ้นมาได้ เส้นชีพจรขาดถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่นับเป็นปัญหาอะไรทั้งสิ้น ในทางตรงข้าม เขาต้องขอบคุณอวิ๋นเลี่ยด้วยซ้ำ ตอนนี้เส้นชีพจรในร่างของเขาขาดไปกว่าครึ่ง เป็นโอกาสดีที่สามารถใช้วิธีบางอย่างพัฒนาร่างกายนี้ นี่เป็นวิธีที่อวิ๋นโม่คิดค้นด้วยตนเอง มีเพียงเขาที่รู้วิธีการนี้
ทำให้เส้นชีพจรในร่างขาดก่อน จากนั้นแช่ตัวในยาบางชนิด ให้ยาซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อปรับเส้นชีพจร สร้างรากฐานใหม่ให้ตนเอง ลั่วเทียนในตอนแรกก็ใช้วิธีนี้เพื่อเบิกทางการฝึกฝนวรยุทธ์ ภายหลังจึงก้าวหน้าขึ้นทีละก้าวจนสำเร็จเป็นเทพจักรพรรดิ
ดังนั้นแม้อวิ๋นเลี่ยไม่ได้ทำลายเส้นชีพจรของเขา อวิ๋นโม่ก็ต้องหาทางทำลายเส้นชีพจรของตนเองอยู่ดี
“พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องหลอกข้า เส้นชีพจรขาดมากมายเพียงนี้ นอกจากโอสถต่อชีพจรแล้ว ยังมีทางใดผสานพวกมันได้อีก” เมิ่งเอ๋อร์พูดปนสะอื้น นางคิดว่าอวิ๋นโม่กำลังปลอบใจตน
หลีเยียนก็น้ำตาไหลไม่หยุด นางรู้สึกว่าอวิ๋นโม่ช่างรู้ความ จึงหาวิธีปลอบโยนพวกนาง
“สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม ทั้งๆ ที่โม่เอ๋อร์ของข้ารู้ความถึงเพียงนี้ ทำไมต้องให้เขาแบกรับเรื่องเหล่านี้ด้วย” หลีเยียนร้องไห้ยกใหญ่
“เมิ่งเอ๋อร์ ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องร้องแล้ว ข้าไม่ได้โกหก ข้ามีวิธีรักษาตนเองจริงๆ” อวิ๋นโม่พยายามบังคับน้ำเสียงของตนเองให้เรียบนิ่ง และเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น
หลังจากได้ยินน้ำเสียงมั่นใจในตนเองของอวิ๋นโม่ เมิ่งเอ๋อร์และหลีเยียนก็เงยหน้ามองเด็กหนุ่ม เห็นเขาไม่เหมือนกำลังโกหก เพียงแต่ยามนี้ดวงตาของคนทั้งสองยังคงเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“โม่เอ๋อร์ ที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริงหรือ เจ้าอย่าได้ปลอบใจพวกเรา” หลีอิงมองใบหน้าซีดขาวของอวิ๋นโม่ ในใจก็สงบลงมาก ท่าทางของอวิ๋นโม่ไม่เหมือนกำลังพูดโกหกอยู่จริงๆ
“วางใจเถอะท่านแม่ หากไม่มีหนทางรักษาตนเอง ข้ายังจะอารมณ์ดีได้อีกหรือ” อวิ๋นโม่เผยรอยยิ้มออกมาเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตนเอง เช่นนี้มารดากับเมิ่งเอ๋อร์จึงจะเชื่อ
หากเป็นคนที่หมดหวังในอนาคต ย่อมไม่สามารถมีรอยยิ้มที่งดงามเช่นนี้
เมิ่งเอ๋อร์กับหลีเยียนต่างหยุดร้องไห้แล้ว เพียงแต่พวกนางไม่อาจเชื่อว่าอวิ๋นโม่มีหนทางรักษาตัว หรือว่าเขามีโอสถต่อชีพจรอยู่เม็ดหนึ่ง
อวิ๋นโม่ไม่สามารถอธิบายมากเกินไป เขาไม่อาจบอกออกไปว่าตนเองกลับมาเกิดใหม่ในร่างนี้ “เมิ่งเอ๋อร์ ช่วยพี่หยิบกระดาษและพู่กันมาที”
เมิ่งเอ๋อร์ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่าอวิ๋นโม่ต้องการกระดาษและพู่กันมาทำไม แต่เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของพี่ชาย นางย่อมไม่ถามมากความ รีบวิ่งออกไปทันที เพียงครู่เดียวก็นำกระดาษและพู่กันกลับมา เด็กสาวที่มีจิตใจละเอียดรอบคอบยังจุ่มหมึกบนพู่กันมาแล้วด้วย
อวิ๋นโม่รู้สึกว่าตนช่างโชคดีนัก ตอนที่ศึกษาวิธีบ่มเพาะนี้ สมุนไพรที่ต้องใช้ล้วนเป็นเพียงสมุนไพรธรรมดาๆ ที่ราคาไม่สูง ไม่เช่นนั้นหากต้องการสมุนไพรล้ำค่า ด้วยฐานะครอบครัวของเขาในตอนนี้คงไม่อาจหาซื้อมาได้
อวิ๋นโม่รับพู่กันมาก็เขียนชื่อสมุนไพรลงบนกระดาษ แม้เป็นเพียงสมุนไพรธรรมดา แต่เมื่อรวมกันแล้วก็ราคาไม่น้อย ยังดีที่มารดาได้รับโอสถต่อกระดูกมาเม็ดหนึ่ง หากนำไปขายก็จะสามารถซื้อสิ่งที่อวิ๋นโม่ต้องการได้ทั้งหมด
“ท่านแม่ ท่านนำโอสถต่อกระดูกไปขาย แล้วค่อยซื้อของเหล่านี้กลับมา ข้ามีหนทางรักษาอาการบาดเจ็บ” อวิ๋นโม่ส่งกระดาษให้มารดา
หลีเยียนเห็นอวิ๋นโม่เขียนชื่อสมุนไพรเหล่านี้ออกมาค่อยวางใจ ดูท่าอวิ๋นโม่คงไม่ได้ทำแค่เพื่อปลอบใจพวกนางจริงๆ แต่นางก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง นางเลี้ยงดูลูกชายจนเติบใหญ่ เขามีความสามารถแค่ไหน นางเข้าใจดี เช่นนั้นอวิ๋นโม่ไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อไร
“โม่เอ๋อร์ ซื้อสมุนไพรพวกนี้ข้ายังสามารถเข้าใจได้ แต่ว่าเจ้ายังจะต้องการแผ่นเหล็กไปทำไม”
“ข้าต้องการหม้อหลอมสักใบเพื่อปรุงสมุนไพรเหล่านี้”
อวิ๋นโม่ไม่ได้อธิบายอะไร ชาติก่อนเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ปรุงโอสถได้หลากหลาย แน่นอนว่าต้องมีเตาปรุงโอสถแบบพิเศษของตนเอง แม้วิธีปรุงยาชนิดนี้จะไม่ใช่การหลอมโอสถแต่ก็ยังต้องใช้หม้อที่มีลักษณะพิเศษหนึ่ง
“ระดับเสริมกำลังขั้นสามชั้นฟ้า ช่างอ่อนแอเสียจริง” อวิ๋นโม่พึมพำกับตนเอง เขาตบลงไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อทำลายเส้นชีพจรที่เหลือให้ขาดจากกัน
ขาซ้ายส่งความรู้สึกปวดแปลบขึ้นมา อวิ๋นโม่มองขาที่ดามแผ่นไม้เอาไว้พลางเอ่ยเสียงต่ำ “อวิ๋นเลี่ย”
วันที่สอง หลีเยียนและเมิ่งเอ๋อร์นำของที่อวิ๋นโม่ต้องการทั้งหมดกลับมา ทั้งยังเสาะหาช่างตีเหล็กมาหนึ่งคนเพื่อตีหม้อประหลาดในบ้านตามความต้องการของอวิ๋นโม่ สาเหตุที่ต้องให้ช่างตีเหล็กมาทำงานในบ้านก็เพราะว่าหม้อใบนี้มีขนาดใหญ่มาก หากทำอยู่ด้านนอกคงยากที่จะเคลื่อนย้ายเข้ามา
หม้อใบนี้แปลกประหลาดนัก ปากหม้อหลักอยู่ตรงกลาง มีปากหม้ออื่นๆ ล้อมรอบ ปากหม้อตรงกลางใช้สำหรับต้มน้ำ ส่วนปากหม้ออื่นๆ ใช้สำหรับต้มสมุนไพรชนิดต่างๆ ใต้ปากหม้อแต่ละช่องมีช่องเติมไฟของตนเอง ช่องเติมไฟแต่ละช่องแตกต่างกัน เรื่องนี้อวิ๋นโม่กำกับด้วยตนเอง
อวิ๋นโม่เส้นชีพจรขาดสะบั้น ไม่สามารถเคี่ยวยาด้วยตัวเอง ทั้งหมดต้องอาศัยเมิ่งเอ๋อร์และมารดาเป็นผู้ลงมือ เมิ่งเอ๋อร์รับผิดชอบสุมไฟ มารดารับผิดชอบใส่สมุนไพร อวิ๋นโม่คอยตรวจแรงไฟและอุณหภูมิที่ใช้เคี่ยวสมุนไพร
หลังจากนั้นสามวัน สมุนไพรในช่องต่างๆก็ถูกเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำข้นเหนียว เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้ว อวิ๋นโม่ก็ให้มารดาและเมิ่งเอ๋อร์เปิดช่องให้ยาในแต่ละช่องไหลลงไปในตัวหม้อหลัก อุณหภูมิของน้ำในหม้อหลักไม่สูงนัก หลังจากสมุนไพรไหลลงไปก็เหมาะสำหรับการแช่ร่าง อวิ๋นโม่คำนวณทุกสิ่งอย่างแม่นยำ
หลีเยียนและเมิ่งเอ๋อร์อุ้มอวิ๋นโม่ลงไปในหม้อหลัก ลดแรงไฟที่อยู่ข้างใต้ ควบคุมอุณหภูมิของหม้อหลักให้คงที่ อวิ๋นโม่เริ่มการแช่ร่างเพื่อฝึกฝน หลังจากสำเร็จแล้ว พื้นฐานวรยุทธ์ของเขาก็จะเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งขึ้น
การแช่ร่างเช่นนี้ย่อมทุกข์ทรมาน เสมือนการสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ แต่ว่าอวิ๋นโม่กัดฟันทนโดยไม่ยอมส่งเสียง แม้ว่าชาติก่อนเขาจะไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ แต่ว่าร่างกายก็เคยผ่านการแช่ยาและความเจ็บปวดเยี่ยงนี้เช่นกัน สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ไม่นับเป็นอะไรได้
หลังจากวันที่ห้า น้ำยาในหม้อก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียน มันคือสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมาจากร่างของอวิ๋นโม่
ตูม!
อวิ๋นโม่กระโดดออกมาจากหม้อหลัก เส้นชีพจรทั้งหมดได้รับการฟื้นฟูแล้ว!
…………………………
เผชิญหน้ากับอวิ๋นเลี่ย
เห็นอวิ๋นโม่ฟื้นฟูเส้นชีพจรได้แล้ว หลีเยียนและเมิ่งเอ๋อร์ต่างก็ดีใจ
“ยอดเยี่ยมไปเลยพี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรแล้วจริงๆ” เมิ่งเอ๋อร์เอ่ยอย่างยินดี
อวิ๋นโม่กำหมัด “อืม! ไม่เพียงเส้นชีพจรฟื้นฟู การฝึกฝนของข้ายังก้าวหน้าเล็กน้อย ตอนนี้ข้าถึงระดับเสริมกำลังขั้นสี่ชั้นฟ้าแล้ว”
คนที่อยู่ในระดับเสริมกำลังยังไม่ถือว่าย่างเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกยุทธ์ คนธรรมดาก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงได้ เพียงแต่คนที่มีพรสวรรค์ทางวรยุทธ์ ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชาติก่อนอวิ๋นโม่ไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ จึงหยุดอยู่แค่ขั้นสูงสุดของระดับเสริมกำลังเท่านั้น
อวิ๋นโม่คนก่อน แม้อายุสิบสี่แล้วก็ยังอยู่แค่ระดับเสริมกำลังขั้นสามชั้นฟ้า ศิษย์รุ่นราวคราวเดียวกันของตระกูลอวิ๋นอย่างน้อยก็อยู่ระดับเสริมกำลังขั้นหกชั้นฟ้ากันแล้วทั้งนั้น เพราะเหตุนี้อวิ๋นโม่ที่มีวรยุทธ์ไม่สูงถึงถูกคนรุมรังแก
แต่ว่าอวิ๋นโม่ในตอนนี้จะไม่ยอมให้ใครรังแกอีกต่อไป
แม้ตอนนี้เขาจะอยู่แค่ระดับเสริมกำลังขั้นสี่ชั้นฟ้า แต่เมื่อผ่านการแช่ตัวยาแล้วย่อมสามารถเอาชนะคนธรรมดาที่อยู่ระดับเสริมกำลังขั้นหกชั้นฟ้าได้ แม้เผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ระดับเสริมกำลังขั้นเจ็ดชั้นฟ้าก็ยังได้เปรียบอยู่เล็กน้อย นี่เป็นเพราะร่างกายที่อ่อนแอของอวิ๋นโม่คนก่อน หากได้ฝึกฝนอีกสักระยะ เขาจะสามารถเอาชนะคนที่อยู่ระดับเสริมกำลังขั้นเจ็ดชั้นฟ้าได้อย่างง่ายดาย
“โม่เอ๋อร์ ขาของเจ้า” หลีเยียนกังวลอาการบาดเจ็บที่ขาของอวิ๋นโม่ ก่อนหน้านี้ขาซ้ายของอวิ๋นโม่หัก ว่ากันว่าอาการบาดเจ็บถึงกระดูกต้องใช้เวลารักษาเป็นร้อยวันกันทั้งนั้น อวิ๋นโม่ยืนขึ้นมาเช่นนี้จะไม่กระทบต่อการฟื้นฟูของเขาหรือ
“วางใจเถอะขอรับท่านแม่ ตัวยาที่เคี่ยวมีประโยชน์ต่อการรักษาอาการบาดเจ็บภายนอก ตอนนี้กระดูกของข้าประสานกันแล้ว ถึงจะยังไม่ฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่กระทบต่อการเดิน อีกไม่กี่วันก็จะหายดีดังเดิม”
“เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี” หลีเยียนเอ่ยอย่างยินดี ที่จริงนางแปลกใจมาก อวิ๋นโม่มีฝีมือเช่นนี้ได้อย่างไร นั่นเป็นเพียงตัวยาธรรมดาเท่านั้น หลังจากเคี่ยวแล้วกลับให้ผลลัพธ์ดีถึงเพียงนี้ วิธีรักษานี้หากนำไปขายจะต้องได้ราคาดีแน่นอน อวิ๋นโม่รู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร
แม้จะประหลาดใจ แต่หลีเยียนไม่ได้เอ่ยปากถาม เพราะหากอวิ๋นโม่ยินดีให้นางรับรู้ ก็คงบอกออกมาเอง ในเมื่อเขาไม่พูด ย่อมต้องมีเหตุผลของเขา ลูกชายของตนมีความลับเล็กๆ น้อยๆ บ้าง หลีเยียนไม่คิดถือสาอะไร ตรงกันข้ามนางกลับดีใจมากกว่า เพราะโม่เอ๋อร์ของนางตอนนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
“อี๋ พี่ใหญ่ ตัวท่านเหม็นมากเลย!” เมิ่งเอ๋อร์พลันเอ่ยขึ้นมา นางจงใจแสดงสีหน้ารังเกียจ
อวิ๋นโม่เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสิ่งสกปรกที่ขับออกมาจากร่างกายยังติดอยู่บนร่าง ส่งกลิ่นเหม็นออกมา เขาก้มศีรษะอย่างขออภัย จากนั้นเดินออกไปจากเรือน กระโดดลงไปในสายน้ำเล็กๆ ที่อยู่หน้าเรือน
หลังจากชำระล้างร่างกาย อวิ๋นโม่ก็เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสะอาด
อาการบาดเจ็บของอวิ๋นโม่หายดีแล้ว การฝึกฝนก็ก้าวหน้า เมิ่งเอ๋อร์ดีใจอย่างยิ่ง ทำตัวติดกับพี่ชายตลอดเวลา
“วันนี้เป็นวันรับลูกกลอนเสริมกำลัง พวกเรายังต้องไปขอรับลูกกลอนเสริมกำลังอีกหรือไม่” หลีเยียนพลันถามขึ้นมา
ในตระกูลอวิ๋น หลังอายุสิบปีจะสามารถขอรับทรัพยากรจากตระกูล ทุกสามเดือนจะได้รับลูกกลอนเสริมกำลังสามเม็ด จนกระทั่งถึงอายุสิบหกปี ทางตระกูลจึงจะหยุดแจกจ่าย ที่จริงก่อนหน้านี้สาเหตุที่อวิ๋นโม่ถูกคนทุบตีก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกกลอนเสริมกำลังด้วยเช่นกัน
“ใช่แล้วพี่ใหญ่ พวกเรายังไม่ได้รับลูกกลอนเสริมกำลังเลย พวกเราไปด้วยกันเถอะ”
เมิ่งเอ๋อร์ลากอวิ๋นโม่ไปด้วยความยินดี มุ่งหน้าไปยังสถานที่รับลูกกลอนเสริมกำลังของตระกูล
ตระกูลอวิ๋นเป็นหนึ่งในสามขุมกำลังหลักของเมืองกวนซานเจิ้น ครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ แต่บ้านของอวิ๋นโม่ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากศูนย์กลางของตระกูล ศูนย์กลางของตระกูลอวิ๋นตั้งอยู่ในเมืองกวนซานเจิ้น และสถานที่แจกจ่ายลูกกลอนเสริมกำลังก็อยู่ที่ศูนย์กลางนั่นเอง
“นั่นไม่ใช่อวิ๋นโม่หรอกหรือ ได้ยินมาว่าชีพจรบนร่างของเขาขาดเกือบหมด แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้วเหมือนกับไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลยนี่”
“เป็นเขาจริงด้วย เจ้าสวะนั่นทำไมถึงยังไม่ตาย ข้านึกว่าเขาต้องตายแน่แล้ว”
“ฮึ คนเช่นนี้ ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ต่อไปจะมีความหมายอะไร ถึงกับยังกล้าทำหน้าหนามาขอแบ่งปันทรัพยากรของตระกูล หากข้าเป็นเขาคงเอาหัวชนกำแพงตายไปตั้งแต่แรก”
ขณะที่อวิ๋นโม่และเมิ่งเอ๋อร์เดินอยู่บนถนนก็มีข้ารับใช้ของตระกูลอวิ๋นคอยถากถางพวกเขาอยู่ตลอด โดยเฉพาะพวกลูกศิษย์ของตระกูลอวิ๋นที่ยิ่งเอ่ยคำพูดด่าทอเสียงดัง แทบจะไม่ได้กดเสียงเบาเลยแม้แต่น้อย อวิ๋นโม่ต้องทนฟังการลบหลู่เช่นนี้มาสี่ปีแล้ว
“อวิ๋นโม่ พรสวรรค์อย่างเจ้า มีชีวิตอยู่ไปก็สิ้นเปลืองทรัพยากรของตระกูล เจ้ายังจะมีหน้าอยู่ต่ออีกหรือ” คนผู้หนึ่งชี้อวิ๋นโม่พร้อมเอ่ยเสียงดัง
“ใช่แล้ว เดิมคิดว่าพี่อวิ๋นเลี่ยลงมือทำเรื่องดีๆ เรื่องหนึ่งให้ตระกูล คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ ที่เขาบอกว่าคนชั่วอายุยืนหมื่นปีก็คงหมายถึงเจ้ากระมัง”
“อวิ๋นโม่ เจ้าต้องรู้จักกาลเทศะบ้าง ไม่ควรไปขอรับทรัพยากรจากตระกูลอีก”
อวิ๋นโม่สงบนิ่ง ตัวเขาในชาติก่อนไม่อาจฝึกวรยุทธ์ ทั้งยังเป็นเด็กกำพร้า ความลำบากที่เคยได้รับยังหนักหน่วงกว่านี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลมปากของคนเหล่านั้นจึงไม่โกรธ อีกทั้งในไม่ช้าคนพวกนั้นก็จะต้องหุบปากลง
“พวกเจ้า…”
อวิ๋นโม่ไม่โมโห แต่เมิ่งเอ๋อร์กลับโกรธจนทนไม่ได้ นางมองคนพวกนั้นด้วยความขุ่นเคือง ขณะคิดจะตอบโต้กลับถูกอวิ๋นโม่ดึงเอาไว้
“ไม่จำเป็นต้องไปเสียอารมณ์กับคนเหล่านั้น” อวิ๋นโม่เอ่ย แม้เมิ่งเอ๋อร์จะยังโกรธ แต่ก็เชื่อฟังคำพูดของพี่ชาย ไม่สนใจคนเหล่านั้นอีก
อวิ๋นโม่และเมิ่งเอ๋อร์ไม่แยแสอันธพาลเหล่านั้น พากันมุ่งไปยังสถานที่รับลูกกลอนเสริมกำลัง
บ่าวรับใช้ที่เห็นอวิ๋นโม่แต่ไกลพลันหน้าเปลี่ยนสี
“เจ้าสวะนั่น ไม่ใช่ว่าเส้นชีพจรขาดสะบั้นหรือ ทำไมถึงยังอยู่ดีได้อีก” บ่าวรับใช้ผู้นั้นเผยสีหน้าแค้นเคือง “ดูจากทิศทางที่เขาเดินไป คงจะเป็นสถานที่รับลูกกลอนเสริมกำลังแน่ แย่แล้ว หากเจ้านั่นคิดไปรับลูกกลอนเสริมกำลัง เช่นนั้นนายน้อยอวิ๋นเลี่ยมิใช่ก่อเรื่องวุ่นวายเสียเปล่าหรือ ไม่ได้การ ข้าต้องไปแจ้งนายน้อยอวิ๋นเลี่ย”
บ่าวผู้นั้นรีบปลีกตัวออกไป
ขณะที่อวิ๋นโม่และเมิ่งเอ๋อร์เดินอยู่บนถนน ทันใดนั้นคนผู้หนึ่งก็เข้ามาขวางอยู่เบื้องหน้าพวกเขา
“อวิ๋นซั่งหลง” อวิ๋นโม่จำชื่อของคนคนนี้ได้ หากนับตามลำดับอาวุโสแล้ว คนคนนี้อยู่สูงกว่าเขาหนึ่งขั้น แต่อายุมากกว่าเขาแค่ปีเดียวเท่านั้น คนผู้นี้เป็นบุตรชายของผู้อาวุโสรอง แม้ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสรองจะไม่ลงรอยกัน อีกทั้งอวิ๋นซั่งหลงยังขัดแย้งกับอวิ๋นเลี่ยมาตลอด แต่เขาก็ไม่เคยแสดงสีหน้าดีๆ ต่ออวิ๋นโม่เลย
“มีธุระหรือ” อวิ๋นโม่เอ่ยเสียงเรียบ เมิ่งเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างเบะปาก นางไม่ค่อยชอบอวิ๋นซั่งหลงสักเท่าไร
อวิ๋นซั่งหลงสีหน้าไร้อารมณ์ น้ำเสียงก็เคร่งขรึม “อวิ๋นโม่ ได้ยินมาว่าเจ้าถูกอวิ๋นเลี่ยทุบตี ดูท่าเจ้าคงจะหายดีแล้ว”
“ข้ายังไม่ตาย คนบางคนคงต้องผิดหวัง”
“หึ ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไร ข้าคิดว่าเจ้าควรใคร่ครวญถึงปัญหาบ้าง แม้ตระกูลอวิ๋นของข้าจะยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ หากต้องชุบเลี้ยงพวกขยะเกรงว่าคงต้องปฏิเสธ”
“อวิ๋นซั่งหลง เจ้าว่าผู้ใดเป็นขยะ” เมิ่งเอ๋อร์ถามอย่างขุ่นเคือง
“อายุสิบสี่แล้วก็ยังฝึกได้แค่ระดับเสริมกำลังขั้นสามชั้นฟ้า นี่ไม่เรียกว่าขยะอีกหรือ อวิ๋นโม่ หากเจ้ายังคิดว่าตนเองเป็นลูกหลานตระกูลอวิ๋น ก็สมควรคิดเพื่อตระกูลอวิ๋น มองดูตัวเจ้าสิ แม้แต่น้องสาว เจ้าก็ยังสู้ไม่ได้ นางเพิ่งอายุสิบสองปีเท่านั้นก็เหนือกว่าเจ้าหนึ่งขั้นชั้นฟ้าแล้ว ต่อให้เจ้าไม่ยินดีมอบลูกกลอนเสริมกำลังให้ผู้อื่น ก็สมควรคิดเผื่อน้องสาวของเจ้าบ้างใช่ไหม” อวิ๋นซั่งหลงมองอวิ๋นโม่ด้วยสีหน้าจริงจัง ใช้น้ำเสียงเสมือนผู้อาวุโสสั่งสอนผู้ที่อ่อนวัยกว่า
“อวิ๋นซั่งหลง เรื่องของพวกเราไม่ต้องให้เจ้าเข้ามายุ่ง” เมิ่งเอ๋อร์เอ่ยด้วยความขุ่นเคือง นางเกลียดพวกที่ชอบรังแกพี่ชายของตนนัก
อวิ๋นโม่สีหน้าเรียบเฉย อวิ๋นซั่งหลงผู้นี้ที่จริงอยู่ระดับเสริมกำลังขั้นเก้าชั้นฟ้าแล้ว ที่มานี่คงไม่ใช่เพราะเรื่องลูกกลอนเสริมกำลัง แต่ที่ทำท่า ‘สั่งสอน’ ตน เกรงว่าเป็นเพราะอยากเสนอหน้าทำตัวเป็นผู้มีอาวุโสกว่าสินะ ดังนั้นอวิ๋นโม่ย่อมมิยินดี แต่ก็ไม่ได้เกลียดชัง
“เรื่องของข้า ข้ารู้ดีว่าต้องทำเช่นไร ไม่รบกวนให้เจ้าต้องเหน็ดเหนื่อย” อวิ๋นโม่เอ่ยอย่างราบเรียบแล้วจูงเมิ่งเอ๋อร์ออกเดิน
อวิ๋นซั่งหลงขมวดคิ้ว เจ้าขยะอวิ๋นโม่ดูเหมือนจะแตกต่างจากเมื่อก่อนอยู่บ้าง หากเป็นแต่ก่อน เมื่อพบหน้าเขา อวิ๋นโม่ไม่มีทางกล้าพูดจาเช่นนี้
“เฮอะ ก็แค่ตัวขยะเท่านั้น” อวิ๋นซั่งหลงโคลงศีรษะแล้วเดินจากไป
ระหว่างทางที่อวิ๋นโม่เดินไปรับลูกกลอนเสริมกำลังปรากฏบุรุษหนุ่มหน้าตาร้ายกาจผู้หนึ่งพร้อมเหล่าข้ารับใช้รายล้อม
“เจ้าอวิ๋นโม่นั่นหายดีแล้วจริงๆ” บุรุษหนุ่มหน้าตาร้ายกาจเอ่ยเสียงต่ำ
“จริงแท้แน่นอน มันกำลังจะมาถึงแล้ว ข้าเห็นอย่างชัดเจน ไม่หลงเหลืออาการบาดเจ็บใดๆ เลย” บ่าวที่มาแจ้งข่าวเมื่อครู่รีบรับคำ มันก้มศีรษะค้อมเอวราวกับสุนัขตัวหนึ่ง “นายน้อยอวิ๋นเลี่ย มิสู้ทุบตีมันอีกสักครั้งดีไหมขอรับ” ใบหน้าของบ่าวรับใช้ปรากฏความเหี้ยมเกรียม
อวิ๋นเลี่ยพ่นลมหายใจ “ผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้ให้โอสถต่อชีพจร แล้วอวิ๋นโม่จะหายดีได้อย่างไร ฐานะอย่างครอบครัวมันก็ซื้อยาราคาแพงไม่ได้ หรือว่า จะไปขโมยมา”
ตลอดทางอวิ๋นโม่คอยเย้าแหย่เมิ่งเอ๋อร์อยู่ตลอด ทำให้สาวน้อยส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ในที่สุดก็ทำให้นางลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจเหล่านั้น
คนทั้งสองพอเดินเลี้ยวตรงมุมถนนก็พลันเห็นคนผู้หนึ่ง
“อวิ๋นเลี่ย” อวิ๋นโม่ส่งเสียงลอดไรฟันออกมาสองคำ
………………………………………