บล.กสิกรไทย คาดกลุ่มแบงก์กำไร 4Q68 ทรงตัว YoY คงมุมมอง“เป็นกลาง”ดิวิเดนท์ยีลด์ 6-8%
บล.กสิกรไทย คาดกลุ่มแบงก์กำไร 4Q68 อ่อนตัวเทียบ QoQ แต่ทรงตัว YoY คงมุมมองเป็นกลางหุ้นกลุ่มธนาคาร คาดดิวิเดนท์ยีลด์ 6-8% เลือก KTB และ KKP เป็นหุ้นเด่น
วันที่ 12 ม.ค.2569 บล.กสิกรไทย คาดกำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 4/2568 จะลดลงเทียบไตรมาส 3 ปีเดียวกัน(QoQ) จากผลกระทบตามฤดูกาล คาดว่าผลกำไรรวมของธนาคารทั้ง 7 แห่งภายใต้การวิเคราะห์ของบล.กสิกรไทย จะอยู่ที่ 4.72 หมื่นล้านบาท ลดลง 18% QoQ และทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)
โดยกำไรที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเชิง QoQ มีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ที่สูงขึ้น QoQ จากผลกระทบตามฤดูกาล และกำไรจากการลงทุนที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 เนื่องจากไตรมาส 3/2568 มีกำไรพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการปรับมูลค่าใหม่ของบมจ.เงินติดล้อ(TIDLOR) จากบมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) และกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มขนส่ง
ขณะที่ในเชิง YoY คาดว่า บมจ.ธนาคารกรุงเทพ(BBL)บมจ.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร(KKP) และบมจ.ธนาคารกรุงไทย(KTB) จะรายงานกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ที่สูงขึ้น และผลขาดทุนจากรถยนต์ถูกยึดของ KKP ที่ลดลง ส่งผลให้เราคาดว่ากำไรปี 2568 จะเติบโต 7% YoY เป็น 2.095 แสนล้านบาท
คาดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ที่อ่อนตัวลงจะกดดันกำไรก่อนภาษีและดอกเบี้ยจ่าย (PPOP)
บล.กสิกรไทย คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) จะลดลง 2% QoQ และ 8% YoY ในไตรมาส 4/2568 คาดว่าสินเชื่อรวมไตรมาส 4/2568 จะยังคงหดตัวลง 0.4% QoQ จากการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารต่างๆ และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงซึ่งจำกัดความสามารถของผู้กู้ในการขอสินเชื่อใหม่ทั้งในภาคธุรกิจและรายย่อย ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ถูกปรับลงอีกครั้งในเดือน ธ.ค.2568 คาดว่าอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ของกลุ่มธนาคารจะลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือ 3.13% ในไตรมาส 4/2568 จาก 3.18% ในไตรมาส 3/2568
คุณภาพสินทรัพย์มีเสถียรภาพ
บล.กสิกรไทย คาดว่าอัตราส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ไตรมาส 4/2568 จะทรงตัวที่ 3.9% เช่นเดียวกับไตรมาส 3/2568 แต่คาดว่าค่าใช้จ่าสำรองหนี้สูญ (credit cost) จะลดลง 0.19 %เทียบ QoQ เนื่องจากการตั้งสำรอง (management overlay) คาดว่าจะลดลง
ขณะเดียวกัน BBL จะรายงาน NPL ratio ที่ลดลง QoQ ตามการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของทุกปี ในขณะที่เราคาดว่าธนาคารอื่นๆ จะรายงาน NPL ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย QoQ
เป้าหมายทางการเงินปี 2569 จะเป็นประเด็นสำคัญหลังประกาศผลประกอบการ
บล.กสิกรไทย เชื่อว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับแนวทางธุรกิจปี 2569 ของผู้บริหารธนาคารมากกว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2568
เชื่อว่าธนาคารส่วนใหญ่จะยังคงตั้งเป้าหมายปี 2569 อย่างระมัดระวังต่อไป เนื่องจากหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง แนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอลง และแนวโน้มการเติบโตของ GDP ที่อ่อนแอ ในขณะเดียวกัน เราคาดว่าธนาคารจะยังคงบริหารจัดการเงินทุนเชิงรุก (การจ่ายเงินปันผล+การซื้อหุ้นคืน) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงราคาหุ้นจากฐานเงินทุนสำรองที่อยู่ในระดับสูงท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อที่ต่ำ
บล.กสิกรไทย คงมุมมองที่เป็นกลางต่อกลุ่มธนาคาร โดยเลือก KTB และ KKP เป็นหุ้นเด่น แม้จะเชื่อว่าผลประกอบการและแนวโน้มปี 2569 จะมีความท้าทายจากการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะอ่อนแอกว่าปี 2568 และผลกระทบเต็มปีต่อ NIM จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ถูกปรับลงในปี 2568 แต่เชื่อว่าธนาคารส่วนใหญ่จะสามารถรักษาระดับเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ไว้ได้ หรืออาจเพิ่มขึ้นสำหรับบางธนาคาร เช่น KTB ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจำกัด downside risk ของราคาหุ้น เนื่องจากกลุ่มธุรกิจนี้เสนออัตราตอบแทนเงินปันผลที่น่าดึงดูดใจที่ 6-8%