อโยธยาเอยาวดี : ความไม่ลงรอย ที่รบกวนประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
อโยธยาเอยาวดี
: ความไม่ลงรอย
ที่รบกวนประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย
“หากยุทธหัตถีครั้งนั้นไม่ได้มาจากความเกลียดชังอย่างที่ใครเขาว่ากัน…”
ประโยคเปิดเชิงตั้งคำถามทางประวัติศาสตร์ของนิยายภาพอิงประวัติศาสตร์อยุธยาเรื่อง “อโยธยาเอยาวดี” ทำให้ผมต้องอ่านรวดเดียวจบ 2 เล่ม และอดใจไม่ได้ที่จะต้องตามไปอ่านตอนต่อไปจากเพจของผู้แต่งโดยตรง (ผู้แต่งใช้นามแฝงว่า Amulin)
แม้นิยายอิงประวัติศาสตร์อยุธยาและเหตุการณ์ยุทธหัตถีจะเคยมีการผลิตมาก่อนแล้วมากมาย ทั้งรูปเล่มหนังสือ ละคร ภาพยนตร์ ไปจนถึงการ์ตูน แต่ทั้งหมดล้วนดำเนินเรื่องแทบไม่ต่างจากตำราเรียนกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกลักษณะและมุมมองของตัวละครทั้งหลายที่แทบไม่ต่างจากการยกพงศาวดารมาใส่ในเครื่องนุ่งห่มใหม่เท่านั้น
แม้แต่ “ก้านกล้วย” ที่ดูจะเล่นกับประวัติศาสตร์สมัยพระนเรศวรและเหตุการณ์ยุทธหัตถีมากที่สุดแล้ว แต่โดยภาพรวมก็ยังยึดติดอยู่ในกรอบประวัติศาสตร์ชาตินิยมอยู่
แต่อโยธยาเอยาวดีแตกต่างออกไปและมีอะไรที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น
ความแตกต่างมากถึงขนาดที่ผู้แต่งต้องระบุคำเตือนไว้อย่างชัดเจนก่อนที่จะอ่านว่า ผู้อ่านจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณและแยกแยะข้อเท็จจริงจากเรื่องแต่งให้ได้
และเรื่องทั้งหมดคือเรื่องสมมุติที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับบุคคลจริงในประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การวางโครงเรื่อง ฉากหลัง ตลอดจนเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ทำให้ผู้อ่านโดยทั่วไปเข้าใจได้โดยไม่ยากว่านิยายภาพเรื่องนี้กำลังพูดถึงเหตุการณ์ในสมัยวัยเด็กของพระนเรศวร เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี
การดำเนินเรื่องอาจดูธรรมดาทั่วไปไม่ต่างจากไทม์ไลน์ของพงศาวดารที่ปรากฏในตำราเรียน
แต่ความพิเศษคือ การเขียนให้เป็นนิยายภาพตามแนว BL (Boys’ Love) ที่ตีความใหม่ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพระนเรศวร (องค์ดำ) กับพระมหาอุปราชา (ท่านพี่) ตั้งแต่เด็กจนโต
และภายใต้ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งซับซ้อนของตัวละครทั้งสองตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ได้ทำให้เหตุการณ์สำคัญๆ ที่ปรากฏในพงศาวดาร (ตามที่เรารับรู้ทั่วไป) กลับเกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
มิใช่การประกาศอิสรภาพของชาติและมิใช่ความเกลียดชังระหว่างอโยธยากับหงสาวดี แต่ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนด้วยความรักที่เจ็บปวด
แม้ไม่เคยสนใจอ่านนิยายแนว BL มาก่อน แต่ด้วยการเข้าไปเล่นกับเหตุการณ์ในช่วงที่เรียกได้ว่าเป็นกล่องดวงใจของประวัติศาสตร์ชาติไทย (ยุทธหัตถี) ที่มาพร้อมลายเส้นที่ใส่ใจในรายละเอียด และการเล่าเรื่องที่มีตรรกะรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เหตุผลเชิงแรงขับดันทางจิตใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของตัวละครแต่ละตัวที่ไม่เลื่อนลอยจนไม่น่าเชื่อ ทำให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลินและรู้สึกอินกับตัวละครได้ดีทีเดียว
สิ่งสำคัญที่สุดในทัศนะผม จนทำให้ต้องมาเขียนถึงก็คือ อโยธยาเอยาวดีได้สร้าง “ความไม่ลงรอย” (dissonance) ที่เข้าไป “รบกวน” (disturbance) ประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย หรือถ้าจะให้เจาะจงเฉพาะก็คือประวัติศาสตร์แบบ “ราชาชาตินิยม” ไม่ว่าผู้แต่งจะคิดเช่นนี้หรือไม่ก็ตาม
ที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์นอกกระแสชาตินิยมทั้งหลายมักเลือกใช้วิธีการโต้แย้งกระแสหลักด้วยการนำหลักฐานที่มีอยู่จริงแต่มักไม่ถูกนำมาพูดถึงในประวัติศาสตร์กระแสหลัก มาใช้เพื่อมาเล่าประวัติศาสตร์อีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไป เพื่อที่จะกระตุกให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมและราชาชาตินิยมนั้นอาจไม่จริงก็ได้
ในขณะที่อโยธยาเอยาวดีเลือกใช้วิธีการสร้างเรื่องจินตนาการที่หลุดพ้นข้อจำกัดของหลักฐานที่อาจส่งผลไม่ต่างกัน คือการทำให้ภาพจำของประวัติศาสตร์กระแสหลักไม่สามารถทำงานอย่างราบรื่นมากจนเกินไป
ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดและเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริงว่าเป็นสิ่งที่ถูกอธิบายขึ้นจากคนยุคหลังทั้งสิ้น
ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงในอดีต
และถึงแม้จะเกิดขึ้นจริงในอดีต เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้นๆ หลายกรณีก็ซับซ้อนและยอกย้อนเกินกว่าที่คนปัจจุบันจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
ซึ่งการจะทำให้สังคมใดก็ตามเข้าใจสัจธรรมของประวัติศาสตร์ได้เช่นนี้ ในแง่หนึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีงานเขียนทางประวัติศาสตร์นอกกระแสหลักเพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายของประวัติศาสตร์
ในอีกแง่หนึ่ง การดึงประวัติศาสตร์ลงจากหิ้ง เล่นสนุกกับมันหรือจินตนาการให้หลุดออกไปจากวังวนของระเบียบวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก็จะช่วยทำให้สังคมไม่ตกเป็นทาสของประวัติศาสตร์มากจนเกินไปได้เช่นกัน
ซึ่งในแง่นี้ อโยธยาเอยาวดีทำได้อย่างน่าสนใจ
ประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยมักนำเสนออดีตอยุธยาในฐานะ ความรุ่งเรืองของชาติ ผ่านเรื่องเล่าที่เน้นความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ ความเสียสละของวีรบุรุษ และการสู้รบเพื่อรักษาเอกราช ขับไล่ศัตรูผู้รุกรานชาติ และปราศจากอารมณ์ส่วนตัว
แต่อโยธยาเอยาวดี นำเสนอเบื้องหลังของเหตุการณ์ทุกอย่างว่ามีแรงขับจากความรัก อารมณ์ส่วนตัว มิใช่เรื่องส่วนรวมของชาติ
อีกทั้งยังเป็นความรักแบบ BL อีกด้วย ซึ่งทำให้เราเห็นภาพบุคคลในประวัติศาสตร์แตกต่างออกไป กลายเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ มีโกรธ รัก เกลียด ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ไทย
ไม่นับรวมลักษณะของลายเส้นร่างกายตัวละครที่สวยงามและเปราะบางที่ตรงข้ามกับภาพจำของนักรบแห่งชาติที่เข้มแข็งบึกบึนสะท้อนความเป็นชายอย่างเต็มที่
ทั้งหมดได้สร้างความไม่ลงรอยที่รบกวนเรื่องเล่าแห่งชาติในระดับโครงสร้างการรับรู้
แม้การรบกวนนี้ไม่ได้เปลี่ยนระเบียบความทรงจำโดยตรง แต่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่ทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามต่อความเชื่อและความรู้สึกเกี่ยวกับอดีต ที่อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เหตุการณ์ยุทธหัตถี
นอกจากนี้ ผู้แต่งยังกล้ามากที่นำเสนอบุคลิกขององค์ดำที่ตรงข้ามกับวีรบุรุษทั่วไป ทั้งความเจ้าเล่ห์ โหดร้าย และอารมณ์รุนแรง เป็นที่เกลียดชังของคนรอบข้างไปจนถึงขุนนางในอโยธยาเองด้วย
ซึ่งในส่วนนี้ ผู้แต่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากทีเดียว
เห็นได้จากการสร้างบุคลิกนี้ผ่านบันทึกของชาวต่างชาติ (มิใช่การคิดจินตนาการเลื่อนลอยแต่อย่างใด) ทั้งพงศาวดารอยุธยาฉบับวันวลิต และหนังสือ The Memoirs and Memorials of Jacques de Coutre : Security, Trade and Society in 16th- and 17th-century Southeast Asia ซึ่งเอกสารทั้งสองชิ้นนำเสนอภาพความโหดร้ายน่าสยดสยองของพระนเรศวรที่กระทำต่อทหารและขุนนางของพระองค์
หากมองในแง่นี้ อโยธยาเอยาวดีก็มิได้เป็นเพียงจินตนาการที่เลื่อนลอยแต่เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์อีกด้านภายใต้หลักฐานอีกชุดที่บางชิ้นถูกเขียนขึ้นร่วมสมัยกับพระนเรศวรด้วยซ้ำ เพียงแต่นำเสนอด้วยรูปแบบของนิยายภาพ
อย่างไรก็ตาม การ romanticize ความรุนแรงที่ตัวละครกระทำด้วยเหตุผลเรื่องความรัก อาจต้องระวังอยู่บ้างเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วอาจทำให้สิ่งนี้ไม่ต่างจากความรักชาติที่อนุญาตให้สร้างความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์
ในหน้าท้ายของฉบับพิมพ์เป็นเล่ม มีการตีพิมพ์ข้อความจากนักเขียนถึงผู้อ่านซึ่งทำให้เราทราบว่า กว่าจะเป็นเรื่องนี้ไม่ใช่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้องต่อสู้กับความกังวลว่าจะเขียนออกมาดีหรือไม่ภายใต้บรรยากาศของสังคมไทยที่ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” อย่างถ่องแท้
มองเห็นถึงร่องรอยความกังวลที่สะท้อนผ่านความพยายามในตอนแรกที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อตัวละครที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งในกลุ่มแฟนคลับก็พยายามหลีกเลี่ยงด้วยการใช้คำผวน
แต่สุดท้าย ผู้แต่งก็ก้าวข้ามความกังวลได้จนเขียนมาจนถึงตอนที่ 50 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหลังๆ เห็นได้ชัดว่าผู้แต่งกล้าที่จะตีความและใส่จินตนาการอย่างเต็มที่จนทำให้เรื่องราวมีสีสันมากขึ้น โดยเฉพาะ “ตอนที่ 48 : วิปริต” (ไม่ขอสปอยล์นะครับ อยากชวนให้ไปตามอ่านกันเอาเองดีกว่า)
ณ ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับนี้ เรื่องราวยังไม่จบนะครับ เดินเรื่องมาถึงเพียงตอนที่ 50 เป็นช่วงที่พระมหาอุปราชากำลังยกทัพมาอโยธยา
ซึ่งหากว่าตามพงศาวดารก็จะเป็นเหตุการณ์ตอนต้นก่อนที่จะเกิดยุทธหัตถี
น่าสนใจมากว่าผู้แต่งจะพาเราผ่านเหตุการณ์ยุทธหัตถีด้วยเรื่องเล่าแบบใดและจะเกิดขึ้นภายใต้แรงขับดันทางอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครทั้งสองอย่างไร
ท้ายที่สุด ไม่ว่าประวัติศาสตร์จริงจะเป็นอย่างไร จินตนาการของอโยธยาเอยาวดีได้เข้ามาชวนให้เราคิดว่า อดีตและเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีไว้ให้เราเชื่อและวางเอาไว้บนหิ้งศักดิ์สิทธิ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีไว้ให้เรารัก โกรธ
และตั้งคำถามได้ไม่ต่างจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อโยธยาเอยาวดี : ความไม่ลงรอย ที่รบกวนประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly