โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อโยธยาเอยาวดี : ความไม่ลงรอย ที่รบกวนประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

อโยธยาเอยาวดี

: ความไม่ลงรอย

ที่รบกวนประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย

“หากยุทธหัตถีครั้งนั้นไม่ได้มาจากความเกลียดชังอย่างที่ใครเขาว่ากัน…”

ประโยคเปิดเชิงตั้งคำถามทางประวัติศาสตร์ของนิยายภาพอิงประวัติศาสตร์อยุธยาเรื่อง “อโยธยาเอยาวดี” ทำให้ผมต้องอ่านรวดเดียวจบ 2 เล่ม และอดใจไม่ได้ที่จะต้องตามไปอ่านตอนต่อไปจากเพจของผู้แต่งโดยตรง (ผู้แต่งใช้นามแฝงว่า Amulin)

แม้นิยายอิงประวัติศาสตร์อยุธยาและเหตุการณ์ยุทธหัตถีจะเคยมีการผลิตมาก่อนแล้วมากมาย ทั้งรูปเล่มหนังสือ ละคร ภาพยนตร์ ไปจนถึงการ์ตูน แต่ทั้งหมดล้วนดำเนินเรื่องแทบไม่ต่างจากตำราเรียนกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกลักษณะและมุมมองของตัวละครทั้งหลายที่แทบไม่ต่างจากการยกพงศาวดารมาใส่ในเครื่องนุ่งห่มใหม่เท่านั้น

แม้แต่ “ก้านกล้วย” ที่ดูจะเล่นกับประวัติศาสตร์สมัยพระนเรศวรและเหตุการณ์ยุทธหัตถีมากที่สุดแล้ว แต่โดยภาพรวมก็ยังยึดติดอยู่ในกรอบประวัติศาสตร์ชาตินิยมอยู่

แต่อโยธยาเอยาวดีแตกต่างออกไปและมีอะไรที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น

ความแตกต่างมากถึงขนาดที่ผู้แต่งต้องระบุคำเตือนไว้อย่างชัดเจนก่อนที่จะอ่านว่า ผู้อ่านจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณและแยกแยะข้อเท็จจริงจากเรื่องแต่งให้ได้

และเรื่องทั้งหมดคือเรื่องสมมุติที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับบุคคลจริงในประวัติศาสตร์

หน้าปกหนังสือ อโยธยาเอยาวดี เล่ม 1 ที่มา : เพจ Amulin

อย่างไรก็ตาม การวางโครงเรื่อง ฉากหลัง ตลอดจนเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ทำให้ผู้อ่านโดยทั่วไปเข้าใจได้โดยไม่ยากว่านิยายภาพเรื่องนี้กำลังพูดถึงเหตุการณ์ในสมัยวัยเด็กของพระนเรศวร เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี

การดำเนินเรื่องอาจดูธรรมดาทั่วไปไม่ต่างจากไทม์ไลน์ของพงศาวดารที่ปรากฏในตำราเรียน

แต่ความพิเศษคือ การเขียนให้เป็นนิยายภาพตามแนว BL (Boys’ Love) ที่ตีความใหม่ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพระนเรศวร (องค์ดำ) กับพระมหาอุปราชา (ท่านพี่) ตั้งแต่เด็กจนโต

และภายใต้ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งซับซ้อนของตัวละครทั้งสองตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ได้ทำให้เหตุการณ์สำคัญๆ ที่ปรากฏในพงศาวดาร (ตามที่เรารับรู้ทั่วไป) กลับเกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

มิใช่การประกาศอิสรภาพของชาติและมิใช่ความเกลียดชังระหว่างอโยธยากับหงสาวดี แต่ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนด้วยความรักที่เจ็บปวด

แม้ไม่เคยสนใจอ่านนิยายแนว BL มาก่อน แต่ด้วยการเข้าไปเล่นกับเหตุการณ์ในช่วงที่เรียกได้ว่าเป็นกล่องดวงใจของประวัติศาสตร์ชาติไทย (ยุทธหัตถี) ที่มาพร้อมลายเส้นที่ใส่ใจในรายละเอียด และการเล่าเรื่องที่มีตรรกะรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เหตุผลเชิงแรงขับดันทางจิตใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของตัวละครแต่ละตัวที่ไม่เลื่อนลอยจนไม่น่าเชื่อ ทำให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลินและรู้สึกอินกับตัวละครได้ดีทีเดียว

สิ่งสำคัญที่สุดในทัศนะผม จนทำให้ต้องมาเขียนถึงก็คือ อโยธยาเอยาวดีได้สร้าง “ความไม่ลงรอย” (dissonance) ที่เข้าไป “รบกวน” (disturbance) ประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย หรือถ้าจะให้เจาะจงเฉพาะก็คือประวัติศาสตร์แบบ “ราชาชาตินิยม” ไม่ว่าผู้แต่งจะคิดเช่นนี้หรือไม่ก็ตาม

ที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์นอกกระแสชาตินิยมทั้งหลายมักเลือกใช้วิธีการโต้แย้งกระแสหลักด้วยการนำหลักฐานที่มีอยู่จริงแต่มักไม่ถูกนำมาพูดถึงในประวัติศาสตร์กระแสหลัก มาใช้เพื่อมาเล่าประวัติศาสตร์อีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไป เพื่อที่จะกระตุกให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมและราชาชาตินิยมนั้นอาจไม่จริงก็ได้

ในขณะที่อโยธยาเอยาวดีเลือกใช้วิธีการสร้างเรื่องจินตนาการที่หลุดพ้นข้อจำกัดของหลักฐานที่อาจส่งผลไม่ต่างกัน คือการทำให้ภาพจำของประวัติศาสตร์กระแสหลักไม่สามารถทำงานอย่างราบรื่นมากจนเกินไป

ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดและเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริงว่าเป็นสิ่งที่ถูกอธิบายขึ้นจากคนยุคหลังทั้งสิ้น

ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงในอดีต

และถึงแม้จะเกิดขึ้นจริงในอดีต เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้นๆ หลายกรณีก็ซับซ้อนและยอกย้อนเกินกว่าที่คนปัจจุบันจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

ซึ่งการจะทำให้สังคมใดก็ตามเข้าใจสัจธรรมของประวัติศาสตร์ได้เช่นนี้ ในแง่หนึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีงานเขียนทางประวัติศาสตร์นอกกระแสหลักเพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายของประวัติศาสตร์

ในอีกแง่หนึ่ง การดึงประวัติศาสตร์ลงจากหิ้ง เล่นสนุกกับมันหรือจินตนาการให้หลุดออกไปจากวังวนของระเบียบวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก็จะช่วยทำให้สังคมไม่ตกเป็นทาสของประวัติศาสตร์มากจนเกินไปได้เช่นกัน

ซึ่งในแง่นี้ อโยธยาเอยาวดีทำได้อย่างน่าสนใจ

ประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยมักนำเสนออดีตอยุธยาในฐานะ ความรุ่งเรืองของชาติ ผ่านเรื่องเล่าที่เน้นความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ ความเสียสละของวีรบุรุษ และการสู้รบเพื่อรักษาเอกราช ขับไล่ศัตรูผู้รุกรานชาติ และปราศจากอารมณ์ส่วนตัว

แต่อโยธยาเอยาวดี นำเสนอเบื้องหลังของเหตุการณ์ทุกอย่างว่ามีแรงขับจากความรัก อารมณ์ส่วนตัว มิใช่เรื่องส่วนรวมของชาติ

อีกทั้งยังเป็นความรักแบบ BL อีกด้วย ซึ่งทำให้เราเห็นภาพบุคคลในประวัติศาสตร์แตกต่างออกไป กลายเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ มีโกรธ รัก เกลียด ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ไทย

ไม่นับรวมลักษณะของลายเส้นร่างกายตัวละครที่สวยงามและเปราะบางที่ตรงข้ามกับภาพจำของนักรบแห่งชาติที่เข้มแข็งบึกบึนสะท้อนความเป็นชายอย่างเต็มที่

ทั้งหมดได้สร้างความไม่ลงรอยที่รบกวนเรื่องเล่าแห่งชาติในระดับโครงสร้างการรับรู้

แม้การรบกวนนี้ไม่ได้เปลี่ยนระเบียบความทรงจำโดยตรง แต่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่ทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามต่อความเชื่อและความรู้สึกเกี่ยวกับอดีต ที่อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เหตุการณ์ยุทธหัตถี

นอกจากนี้ ผู้แต่งยังกล้ามากที่นำเสนอบุคลิกขององค์ดำที่ตรงข้ามกับวีรบุรุษทั่วไป ทั้งความเจ้าเล่ห์ โหดร้าย และอารมณ์รุนแรง เป็นที่เกลียดชังของคนรอบข้างไปจนถึงขุนนางในอโยธยาเองด้วย

ซึ่งในส่วนนี้ ผู้แต่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากทีเดียว

เห็นได้จากการสร้างบุคลิกนี้ผ่านบันทึกของชาวต่างชาติ (มิใช่การคิดจินตนาการเลื่อนลอยแต่อย่างใด) ทั้งพงศาวดารอยุธยาฉบับวันวลิต และหนังสือ The Memoirs and Memorials of Jacques de Coutre : Security, Trade and Society in 16th- and 17th-century Southeast Asia ซึ่งเอกสารทั้งสองชิ้นนำเสนอภาพความโหดร้ายน่าสยดสยองของพระนเรศวรที่กระทำต่อทหารและขุนนางของพระองค์

หากมองในแง่นี้ อโยธยาเอยาวดีก็มิได้เป็นเพียงจินตนาการที่เลื่อนลอยแต่เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์อีกด้านภายใต้หลักฐานอีกชุดที่บางชิ้นถูกเขียนขึ้นร่วมสมัยกับพระนเรศวรด้วยซ้ำ เพียงแต่นำเสนอด้วยรูปแบบของนิยายภาพ

อย่างไรก็ตาม การ romanticize ความรุนแรงที่ตัวละครกระทำด้วยเหตุผลเรื่องความรัก อาจต้องระวังอยู่บ้างเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วอาจทำให้สิ่งนี้ไม่ต่างจากความรักชาติที่อนุญาตให้สร้างความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์

ในหน้าท้ายของฉบับพิมพ์เป็นเล่ม มีการตีพิมพ์ข้อความจากนักเขียนถึงผู้อ่านซึ่งทำให้เราทราบว่า กว่าจะเป็นเรื่องนี้ไม่ใช่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้องต่อสู้กับความกังวลว่าจะเขียนออกมาดีหรือไม่ภายใต้บรรยากาศของสังคมไทยที่ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” อย่างถ่องแท้

มองเห็นถึงร่องรอยความกังวลที่สะท้อนผ่านความพยายามในตอนแรกที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อตัวละครที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งในกลุ่มแฟนคลับก็พยายามหลีกเลี่ยงด้วยการใช้คำผวน

แต่สุดท้าย ผู้แต่งก็ก้าวข้ามความกังวลได้จนเขียนมาจนถึงตอนที่ 50 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหลังๆ เห็นได้ชัดว่าผู้แต่งกล้าที่จะตีความและใส่จินตนาการอย่างเต็มที่จนทำให้เรื่องราวมีสีสันมากขึ้น โดยเฉพาะ “ตอนที่ 48 : วิปริต” (ไม่ขอสปอยล์นะครับ อยากชวนให้ไปตามอ่านกันเอาเองดีกว่า)

ณ ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับนี้ เรื่องราวยังไม่จบนะครับ เดินเรื่องมาถึงเพียงตอนที่ 50 เป็นช่วงที่พระมหาอุปราชากำลังยกทัพมาอโยธยา

ซึ่งหากว่าตามพงศาวดารก็จะเป็นเหตุการณ์ตอนต้นก่อนที่จะเกิดยุทธหัตถี

น่าสนใจมากว่าผู้แต่งจะพาเราผ่านเหตุการณ์ยุทธหัตถีด้วยเรื่องเล่าแบบใดและจะเกิดขึ้นภายใต้แรงขับดันทางอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครทั้งสองอย่างไร

ท้ายที่สุด ไม่ว่าประวัติศาสตร์จริงจะเป็นอย่างไร จินตนาการของอโยธยาเอยาวดีได้เข้ามาชวนให้เราคิดว่า อดีตและเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีไว้ให้เราเชื่อและวางเอาไว้บนหิ้งศักดิ์สิทธิ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีไว้ให้เรารัก โกรธ

และตั้งคำถามได้ไม่ต่างจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อโยธยาเอยาวดี : ความไม่ลงรอย ที่รบกวนประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...