โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทย-สิงคโปร์ลงนามซื้อขายข้าวรัฐต่อรัฐครั้งแรก ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก

The Better

อัพเดต 09 พ.ย. 2568 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2568 เวลา 07.26 น. • THE BETTER
รมว.พาณิชย์  เผยความสำเร็จการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ไทยกับสิงคโปร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งเป้าให้ไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก พร้อมต่อยอดสู่สินค้าเกษตรอื่น

ไทย-สิงคโปร์ลงนามซื้อขายข้าวรัฐต่อรัฐครั้งแรก ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก

รมว.พาณิชย์ เผยความสำเร็จการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ไทยกับสิงคโปร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งเป้าให้ไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก พร้อมต่อยอดสู่สินค้าเกษตรอื่น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยภายหลังบรรยายพิเศษในงาน Policy Talk ครั้งที่ 2 หัวข้อ “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” จัดโดยหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงความสำเร็จในการเจรจาซื้อขายข้าวกับประเทศสิงคโปร์ว่า การลงนามสัญญาซื้อขายข้าวกับสิงคโปร์ถือเป็นครั้งแรกที่ดำเนินการในลักษณะรัฐต่อรัฐ (G-to-G) ซึ่งที่ผ่านมา การค้าข้าวระหว่างไทยกับสิงคโปร์เป็นการซื้อขายโดยภาคเอกชนเป็นหลัก แต่ครั้งนี้มีความสำคัญใน 2 มิติ คือ 1.เป็นความร่วมมือซื้อข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลครั้งแรก 2.เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารระหว่างประเทศ มากกว่าการค้าข้าวในเชิงพาณิชย์ทั่วไป

นางศุภจี กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และในยุคที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และโรคระบาด หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรม มีศักยภาพด้านสินค้าอาหารและวัตถุดิบ จึงสามารถเป็นพันธมิตรสำคัญในการส่งเสริมเสถียรภาพด้านอาหารให้กับประเทศคู่ค้า

“ข้อตกลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขายข้าว แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ เป็นโมเดลที่เริ่มต้นจากสินค้า ‘ข้าว’ จำนวน 100,000 ตันในระยะเวลา 5 ปี และสามารถต่อยอดสู่สินค้าเกษตรอื่น เช่น เนื้อหมู ไก่ และสินค้าเกษตรสดประเภทต่างๆ ได้ในอนาคต” นางศุภจี กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้หารือกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง รวมถึงยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งหลายประเทศให้ความสนใจในโมเดล “Food Security” ของไทย โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจำนวนมาก

“โมเดลนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ทั้งในมิติของประเทศและประเภทสินค้า โดยเริ่มจากการร่วมมือกับสิงคโปร์ในสินค้า ‘ข้าว’ และสามารถขยายผลไปสู่ประเทศอื่น รวมถึงสินค้าเกษตรประเภทอื่นในระยะต่อไป เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านอาหารในระดับภูมิภาคและระดับโลก” นางศุภจี กล่าว

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวโน้มการปรับโครงสร้างการค้าโลก (trade diversion) ที่หลายประเทศปรับแหล่งนำเข้าและส่งออกสินค้าใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (world supply chain) ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้จังหวะนี้ในการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ให้สินค้าเกษตรไทยมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

พร้อมกันนี้ นางศุภจียังกล่าวถึงการดำเนินนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในช่วง 4 เดือนของรัฐบาล ว่า จะผลักดันโครงการกว่า 20 โครงการ ครอบคลุม 7 นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ รวมกว่า 70 กิจกรรม อาทิ
-โครงการ “สุขกายสบายกระเป๋า” ความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาราคายุติธรรม
-โครงการธงฟ้าและธงเขียว เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของเกษตรกร
-การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแฟรนไชส์ โดยร่วมมือกับธนาคารเอสเอ็มอี (SME D Bank) เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยใช้ข้อมูลพยากรณ์อุปสงค์และอุปทานล่วงหน้า (Forecast) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสินค้าและราคา พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...