เศรษฐกิจ ‘ไม่ตาย...แต่ไม่โต’ ไทยเผชิญโจทย์ใหญ่ ‘อุตสาหกรรมถดถอย’
“บุญเก่าอ่อนแรง บุญใหม่ยังไม่มา” และ “ไม่ตาย..แต่ไม่โต” เป็นคำนิยามเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่เรียกได้ว่า กำลังอยู่ในยุค “อุตสาหกรรมถดถอย (Deindustrialization)” ซึ่งทีมนักวิเคราะห์ KKP Research ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และ “ลักธกิตติ์ ลาภอุดมการ” นักเศรษฐศาสตร์ ได้ร่วมกันฉายภาพหัวข้อ “ยุคอุตสาหกรรมถดถอย : ธงแดงที่เศรษฐกิจไทยต้องเตรียมรับมือ”
สัดส่วนอุตสาหกรรมชะลอฉุดไทยโตต่ำ
“ลักธกิตติ์” ฉายภาพว่า ไทยเจอปัญหา Deindustrialization คือ ระบบเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมลดลง เพราะรายได้แรงงานสูงขึ้นจนแข่งขันได้ยากขึ้น และมีการย้ายไปภาคบริการ แต่เป็นภาคบริการที่มีมูลค่าต่ำ (Low Value Added) ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญน้อยลง สะท้อนไปยังอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ที่ต่ำลง เพราะว่าความหวังที่รายได้จะเติบโตเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วยิ่งยากขึ้น แม้ว่าประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะเผชิญปัญหา Deindustrialization กันหมด และเป็นเรื่องปกติ แต่ไทยจะมีความท้าทายมากกว่าประเทศอื่น
โดยมาจาก 3 ปัจจัย คือ 1.อุตสาหกรรมชะลอตัวก่อนเป็นประเทศรายได้สูง เพราะประเทศอื่นชะลอในช่วงรายได้สูง (High Income) แล้ว เป็นผลมาจากผลิตภาพ (Productivity) ที่โตเร็ว 2.ประเทศไทยรายได้ต่อหัวไม่สูงมาก และภาคผลิตอุตสาหกรรมหดตัว เป็นผลให้ GDP ไทยโตช้า และ 3.ผลิตภาพภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยโตช้ากว่าหลายประเทศช่วงหลังโควิด-19 ทำให้แรงงานไทยไม่เติบโต
“ทั้ง 3 ประเด็น เป็นสิ่งที่ทำให้ไทยดูแย่กว่าประเทศอื่น โดยเรานำเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก แต่การผลิตเพื่อส่งออก ไม่ได้ใช้ผลิตภาพในประเทศมากนัก จึงเป็นความน่ากังวลในระยะยาว”
3 สาเหตุอุตสาหกรรมไทยถดถอย
ทั้งนี้ สาเหตุที่สัดส่วนภาคอุตสาหกรรมของไทยลดลงเกิดจาก 1.สงครามการค้ารุนแรงขึ้น เพราะสหรัฐขาดดุลการค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นที่มาของนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ จึงเป็นตัวเร่ง ทำให้ประเทศเกิดใหม่ที่พึ่งพาโลกาภิวัตน์ชะลอตัวลง 2.จีน เป็นคู่แข่งภาคการผลิตของโลก โดยจีนมีสัดส่วนการผลิต 32% ของการผลิตทั้งโลก และเพิ่มขึ้น 2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมหดตัวเร็วและ 3.ปัจจัยเฉพาะของไทย การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีบางสินค้า และเป็นสินค้าสำคัญ เช่น ยานยนต์ที่มีสัดส่วน 12% ถือว่าใหญ่ในภาคการผลิต ซึ่งปัจจุบันโดนจีนแซงไปแล้ว โดยจีนผลิต 34% ของทั้งโลก และไทยเปลี่ยนเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)
“ลักธกิตติ์” กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจไทยอยู่ได้ เพราะมีภาคบริการมาชดเชยอย่างภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมมาเป็นภาคบริการ แต่ความกังวลคือ แค่การท่องเที่ยวไม่เพียงพอ เพราะว่าหลังจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะโตช้าลง ดังนั้น ไทยจะต้องเพิ่มภาคบริการที่มีมูลค่า เหมือนประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนภาคบริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Added) เช่น บริการทางการเงิน ที่ปรึกษา เป็นต้น แต่ของไทยสัดส่วนภาคบริการที่มีมูลค่าสูงแค่ 20% และที่เหลือ 80% มีมูลค่าไม่สูง เช่น โรงแรม อาจจะปรับเปลี่ยนเป็น Wellness หรือ Health Care เป็นต้น
“เราเจอซ้ำ 2 ประเด็น คือ เจอสินค้าจีนเข้ามาเยอะ และเป็นสินค้าเดียวกับที่เราผลิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เป็นสาเหตุที่ทำให้ภาคผลิต เราหดตัว และเยอะกว่าประเทศอื่น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี อาหารและเครื่องดื่มที่เริ่มเห็นสัญญาณ ประกอบกับประเทศไทย คนวัยทำงานลดลง ตลาดไม่โต ไม่มีการลงทุน ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมถดถอย และชะลอตัวในวงกว้างมากขึ้น จากเดิมเฉพาะแค่อุตฯยานยนต์ หากซัพพลายเชนของจีนยังไม่หยุด เราก็จะถูกกดดันเข้าไปอีก เราจึงต้องวิเคราะห์จุดแข็งของเรา โดยอาจจะต่อยอดของที่มีอยู่ให้แข่งขันได้ และหาอุตสาหกรรมใหม่”
ปี’69 โลกไม่ถดถอยแต่ไทยน่าห่วง
ขณะที่ “ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจโลกปี 2569 คงไม่เจอภาวะถดถอย (Recession) แต่การฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-Shape Growth และ K-Shape Risk คือ มีบางประเทศที่ฟื้นตัวได้ดี หรือตามศักยภาพ และมีบางภูมิภาคที่โตชะลอลง อย่างเช่น สหรัฐโตได้ 2.5% จากศักยภาพ 2% หรือญี่ปุ่นที่การเติบโตแผ่วลงเหลือ 0.7% รวมถึงไทยที่คาดว่าจะโตเฉลี่ย 1.6-1.8%
“เศรษฐกิจไทยค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจาก Engine of Growth ทั้งภาคการผลิต ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญอ่อนแอลง และโตช้า เจอภาวะ ‘บุญเก่าอ่อนแรง บุญใหม่ยังไม่มา’ และไทยยังเจอปัญหา Deindustrialization คือ ระบบเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมลดลง เพราะรายได้แรงงานสูงขึ้นจนแข่งขันได้ยากขึ้น เป็นความน่ากังวลในระยะยาว”
ทั้งนี้ คาดว่า GDP ปี 2568 จะขยายตัวได้ราว 2% ส่วนแนวโน้มปี 2569 คาดชะลอลงเหลือ 1.6-1.8% หรือโตช้ากว่าปีนี้ สาเหตุมาจากฐานที่สูงในปีนี้ โดยกว่าจะฟื้นตัวคาดว่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากนั้นคาดว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะการเติบโตปกติได้ในปี 2570 ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจไทยการเติบโตจะลดลงเรื่อย ๆ จากเคยอยู่ในระดับ 7% ลงมาเหลือ 5% เหลือ 3% ปัจจุบันไม่ถึง 2% และโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน
เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโดนแซงตกอันดับ
“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่า GDP ไทยอยู่อันดับ 2 ของภูมิภาค ซึ่งมีโอกาสจะถูกแซง โดยหากไม่ทำอะไร ก็จะตกไปอยู่อันดับ 5 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจากเดิมฟิลิปปินส์เคยเป็นคนป่วยของเอเชีย แต่ปัจจุบันดีขึ้น แต่ไทยน่าเป็นห่วง
“ปีหน้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง และยังน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากดูจากประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้ว เรามีแนวโน้มที่แย่ลง อาทิ สิงคโปร์มีรายได้ต่อหัว หรือ GDP Per Capita ที่ 80,000 ดอลลาร์ GDP โต 4%, มาเลเซียรายได้ต่อหัว 14,000 ดอลลาร์ GDP โต 4%, ไทยรายได้ต่อหัว 8,000 ดอลลาร์ GDP โต 2% หากเราไม่ทำอะไรเลย ด้วยตัวเลขนี้เราจะโดนคนข้างหน้าทิ้ง และโดนคนข้างหลังไล่แซง”
ทั้งนี้ ไทยมีปัญหาเครื่องยนต์ภาคการผลิตและการส่งออกชะลอตัว แม้ว่าการส่งออกจะเติบโต 2 หลัก แต่ภาคการผลิตโตแค่ 1% สะท้อนว่าไม่โต ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ในช่วง 2 ปีก่อนเคยเป็นพระเอก และวันนี้เข้าใกล้ระดับก่อนโควิด-19 แล้ว แต่นักท่องเที่ยวที่หายไป คือ จีน จากเดิม 11 ล้านคน ปัจจุบันเหลือแค่ 6.7 ล้านคน จึงต้องคิดหนักแล้วว่า ท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรที่แบกเศรษฐกิจไม่ไหว
ปัญหาโครงสร้าง-กับดักหนี้-การคลังเสี่ยง
“ดร.พิพัฒน์” กล่าวอีกว่า ไทยยังเจอกับดักหนี้-สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ติดลบต่อเนื่องมาหลายไตรมาส ซึ่งกระทบต่อภาคธุรกิจ และวนกลับมากระทบการเติบโตของเศรษฐกิจต่อ และประเด็นโครงสร้างประชากรประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กระทบต่อภาคการบริโภคโดยเฉพาะสินค้าคงทน อาทิ บ้าน และรถที่อาจจะชะลอลงตามกำลังซื้อที่ปรับลดลง และส่งผลต่อบางธุรกิจที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อโจทย์ที่เปลี่ยนไป
“อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ช่องว่างของนโยบายการคลังที่ลดลง โดยหนี้สาธารณะต่อ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% ทำให้ช่องทางการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านช่องทางการคลังจะทำได้ยากขึ้น และหากไม่มีการปฏิรูปทางการคลัง ทั้งด้านรายได้-รายจ่าย ปฏิรูปภาษี ก็จะกระทบต่อระบบในวงกว้าง รวมถึงอันดับความน่าเชื่อของประเทศด้วย”
ด้านทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย “ดร.พิพัฒน์” มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ และปรับอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปี หรือกลางปี 2569 เนื่องจากสัญญาณเศรษฐกิจที่โตช้าต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำยังเอื้อต่อการลดดอกเบี้ย แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าตัวเลขก็คือ การส่งผ่านไปสู่ธุรกิจ หรือลดดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารต้องปล่อยกู้ด้วย
“น้ำท่วม-ปัญหาชายแดน” ทุบไฮซีซั่น
สำหรับเหตุน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ “ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า ประเมินผลกระทบในกรอบ 1-2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มเติมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจะเสียหายราว 0.1% ซึ่งมองว่าแม้ว่าจะมีความเสียหาย แต่จะมีการซ่อมสร้างเข้ามาช่วยชดเชย GDP ส่วนที่หายไปได้ ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนกัมพูชาที่มีความรุนแรงขึ้นมาในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา จะเห็นว่าผลกระทบโดยตรงได้เกิดขึ้นแล้ว คือ การปิดชายแดน ที่กระทบต่อภาคการส่งออก ซึ่งไทยส่งออกไปกัมพูชาที่มีสัดส่วนประมาณ 2-3% ของส่งออกทั้งหมด โดย 70% เป็นการส่งออกชายแดน
“ความขัดแย้งและการสูญเสียคงประเมินไม่ได้ GDP ก็จะถูกดิสรัปต์ไป กระทบต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เรามีเหตุการณ์น้ำท่วม การสู้รบ เกิดขึ้นในจังหวะช่วงไฮซีซั่น อาจจะกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยวในไทย”
จี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแทนแจกเงิน
“ดร.พิพัฒน์” กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 คือ การเลือกตั้ง ซึ่งอยากเห็นการเมืองไทยไปถึงจุดที่มีการนำเสนอแนวทางนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาอยู่ การหาทางที่จะออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องไม่ใช่เรื่องระยะสั้นหรือกระตุ้นระยะสั้น แต่เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากยังเป็นนโยบายแจกเงินก็น่าเป็นห่วง เพราะไทยเจอปัญหาโครงสร้างประชากรมาแล้ว 15 ปี จึงต้องมีโซลูชั่นว่าจะกลับมาเติบโตได้ 3% ได้อย่างไร
“เรารู้แล้วว่า ที่ว่าไม่ตาย..แต่ไม่โตคืออะไร แต่หากรอบนี้เรายังมุ่งไปที่แจกเงินอีก ต่างชาติคงมองเราลำบาก เพราะแนวทางการแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติถามกันมากสุด และการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในช่วงที่เรากำลังหาเครื่องจักรใหม่ ๆ รวมถึงเพิ่มศักยภาพแรงงาน แต่การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาควรเน้นในกลุ่มที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ สามารถให้แรงงาน ธุรกิจสามารถต่อยอดได้ ไม่ใช่การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งอาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์กับบุคลากร ธุรกิจในประเทศเท่าไหร่” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจ ‘ไม่ตาย…แต่ไม่โต’ ไทยเผชิญโจทย์ใหญ่ ‘อุตสาหกรรมถดถอย’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net