ฟังนะ! ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนจะมีโชคและได้แต่งงานกับผู้หญิงที่รักเขาที่สุด ‘Jane Austen’ สาวน้อยนักเขียนไม่ง้อรัก
a day magazine
อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 15.38 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazineแน่ใจนะว่าจะอ่าน
นี่ไม่ใช่คำเตือนอะไร ออกจะเป็นคำขับไล่นิดหน่อย
อันที่จริงฉันพูดไม่ค่อยเก่งแต่ก็ไม่เข้าขั้นฟังกันไม่รู้เรื่อง
อุ๊ย! แต่ขอยอมรับว่าฉันพูดไม่เข้าหูคนบ่อยๆ
แน่ใจนะว่าจะอ่าน
เอาเป็นว่าหลังตัวอักษรทั้งหมดที่เจื้อยแจ้วอยู่จบลง จะวิพากษ์วิจารณ์อะไรกันก็ตามใจ เพราะฉันกำลังเป็นวิญญาณที่เขียนตอบจดหมายให้ยมทูต คงไม่ว่างมานั่งอ่าน
เห็นไหม ไม่ว่าในโลกนี้ โลกหลังความตาย กระทั่งโลกหน้า บุคคลที่น่าไว้วางใจที่สุดในการเขียนหนังสือก็คือผู้หญิง และฉันยกยอเพศหญิง!
(01)
Which of all my important nothings shall I tell you first?
เรื่องของฉันไร้สาระแต่ก็สำคัญทั้งหมด อย่างนั้นจะเล่าอะไรให้ฟังก่อนดีล่ะ
โดยปกติก็ต้องเริ่มที่จับมือทำความรู้จักกันก่อน ฉัน ‘เจน ออสเตน’ มีอาชีพเป็นนักเขียน ขอบอกก่อนว่าฉันไม่ถนัดเขียนเรื่องทุกข์ระทม ปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของคนอื่นไปก็แล้วกันนะ ถามว่าถนัดอะไรน่ะเหรอ ก็ประเภทนิยายรักแสนสนุกอย่างPride and Prejudice, Emma, Sense and Sensibility พวกมันเป็นผลงานที่สร้างสกุลใหม่ให้ฉัน ‘เจน นักเขียนสาวฉาวโฉ่ผู้ฉลาดหลักแหลม’ เดาเอาเองนะว่าคำไหนถูกแต่งเติม
ตัวละครผู้หญิงในเรื่องส่วนใหญ่ก็คล้ายฉันไม่น้อย พวกเธอเชิดหน้าให้ความล้าหลัง เลือกคู่ชีวิตด้วยความรักหวานชื่น ปฏิเสธเงินทองก่ายกอง คนอ่านมักน้ำตาไหลพรากเพราะซึ้งกับความโรแมนติกที่ฉันพร่ำพรรณนา แต่ความลับก็คือฉันไม่เคยแต่งงาน!
มันไม่ใช่เรื่องน่าละอายที่ไม่เคยเข้าพิธีสมรส เธอคิดว่าก่อนตายฉันคงส่งเสียงร้องโหยหวนให้แก่การขุดดินปลูกต้นกุหลาบหน้าบ้าน หรือคร่ำครวญถึงชายในอุดมคติใช่ไหม
ฉันอยู่ได้หากขาดผู้ชาย แต่จะอยู่ไม่ได้หากขาดหนังสือและปากกา!
หลังฉันหมดลมไปในปี 1817 ไม่นาน ‘เฮนรี’ พี่ชายตัวดีก็ตั้งใจทำให้ฉันดูเป็นหญิงสาวผู้เรียบร้อยเหมือนผ้าเพิ่งรีด ด้วยการเขียนบันทึกอัตชีวประวัติฉันลงในหน้าคำนำหนังสือ Northanger Abbey และ Persuasion เป็นอะไรที่ขี้เหร่สิ้นดี แต่แล้วอย่างไรล่ะ ก็ในเมื่อมันทำให้ผู้คนในยุควิกตอเรียนพึงพอใจว่านางสาวเจนเป็นคริสเตียนผู้มีคุณธรรมและรักษ์พรหมจรรย์
แต่ความตายก็ไม่ได้นำมาซึ่งการอับโชคเสมอไปเพราะโชคไม่มีเหลือแล้ว
เมื่อปี 1942 นักวิจารณ์ ‘QD Leavis’ ออกมาโต้แย้ง ทั้งตั้งคำถามถึงนิสัยที่แท้จริงของฉัน ความสงสัยฝังรากลึกไปจนถึงว่าทำไมฉันยังโสด ฉันเป็นเลสเบียนหรือเปล่าถึงไม่ยอมแต่งงาน เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเพศหญิงแน่ๆ
“Nobody can tell what I suffer! But it is always so. Those who do not complain are never pitied.”ไม่มีใครรู้หรอกว่าฉันทรมานขนาดไหน! แต่มันก็เป็นซะแบบนี้ คนที่ไม่บ่นก็ไม่มีใครสงสาร
รักครั้งแรกของฉันเกิดขึ้นกับ‘ทอม เลฟรอย’ อ๋อ! ในภายหลังเขาได้เป็นถึงประธานศาลฎีกาแห่งไอร์แลนด์เลยนะ ยิ่งใหญ่สุดๆ ไปเลยใช่ไหม แต่ตอนนั้นเรื่องของเรามันก็เป็นแค่เด็กสาวกับเด็กหนุ่มที่ใจเต้นตุบตับใส่กันก็เท่านั้นเอง การที่เราห่างหายกันไปไม่ใช่เพราะฉันสงสัยรสนิยมทางเพศของตัวเองนะ แต่มันเกิดจากครอบครัวของเขาต่างหาก ดูเข้า! พวกผู้ใหญ่มองฉันกับทอมแล้วส่ายหัวใหญ่เลย เพราะพวกเรามีทรัพย์สินเป็นศูนย์ แล้วจะเอาอะไรเป็นสินสอดในงานแต่ง
ฟังแล้วตลกเนอะ แต่หลังเลิกรากับเขาไป ฉันเองก็หัวเราะเหมือนกัน
แถมมันยังเป็นเรื่องหยุมหยิมไม่เข้าท่าด้วย สำหรับคนชนชั้นกลางในยุคนั้น การแต่งงานกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองนับเป็นเรื่องธรรมดา ช่างเป็นไม้บรรทัดใช้วัดความรักที่เอียงกระเท่เร่ที่สุด
“To you I shall say, as I have often said before, Do not be in a hurry, the right man will come at last.”
ฉันจะบอกเหมือนที่เคยบอกบ่อยๆ นะ อย่ารีบร้อนไปเลย ผู้ชายที่ใช่สักวันก็จะมาถึงเอง
(02)
I would much rather have been merry than wise
ฉันขอเป็นหญิงผู้รื่นเริงมากกว่าฉลาดหลักแหลม
ทุกครั้งที่ส่องกระจก ฉันไม่เกี่ยงว่าตัวเองเลอโฉมหรอก ไม่เชื่อเหรอ อย่างนั้นคงต้องพูดถึงหนุ่มน้อยใจกล้าอย่าง ‘แฮร์ริส บิ๊ก วิทเทอร์’ ที่ริขอฉันให้เป็นเจ้าสาวของเขา แหง! ฉันตอบตกลง ทั้งคิดว่าจะลองสวมกระโปรงขาวฟูฟ่องเป็นการชั่วคราวดูสักหน่อย เพราะเขาเป็นทายาทจากตระกูลร่ำรวย อาจเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวฉันก็ได้
แต่รุ่งเช้าที่ลืมตาตื่น ฉันก็ดันเปลี่ยนใจขึ้นมา ด้วยนึกขึ้นได้ว่าเคยเขียนข้อความหนึ่งถึงหลานสาว “ไม่มีความทุกข์ใดมากเทียบเท่าการถูกผูกมัดโดยปราศจากความรัก” ฉันจะกลืนน้ำลายตัวเองเหรอ ไม่! ไม่ใช่ตอนนี้
และทันใดนั้นก็เกิดมรสุมใหม่พัดเข้ามา มันเป็นมรสุมเขตร้อนที่จุดไฟในอกฉัน ใครหน้าไหนไม่รู้ช่างจินตนาการเสียเหลือเกิน เขาป้ายข่าวใหม่ว่าฉันกับน้องสาว ‘แคสซานดรา ออสเตน’ มีความสัมพันธ์ลับทางเพศ! จนถึงขั้นจินตนาการต่อว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนจะหวานชื่นขนาดไหน หลังจากนอนบนเตียงคู่ด้วยกันมาโดยตลอด แหม! มันได้ใจฉันจริงๆ
ถามว่าแคสซานดราทำอย่างไรกับข้อกล่าวหานี้น่ะเหรอ เธอเอาจดหมายทั้งหมดของฉันไปเผา! นี่ถือเป็นหนึ่งในการทำลายเอกสารวรรณกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยนะ ส่วนผลที่ตามมาจะเป็นอะไรไปได้ คนรุ่นหลังนั้นน่าสงสาร พวกเขาจะไม่มีวันเห็นตัวตนที่แท้จริงของฉัน นอกจากภาพลักษณ์สาวโสดสะอาดสะอ้านที่ถูกนิยามไว้
แล้วฉันเองก็ไม่รู้ว่าแคสซานดราทำไปเพื่ออะไร รวมถึงสำนักข่าวบ้าบอที่ใส่หัวข้อตัวใหญ่กว่าสามนิ้วลงหน้ากระดาษ ‘เจน ออสเตนเป็นเกย์หรือ!’ เอาเข้าไป! คงเพราะบรรณาธิการอยากขายหนังสือพิมพ์เต็มที่แล้ว ทั้งหมดนำมาซึ่งความโกลาหลให้บรรดาแฟนคลับของฉันที่เรียกตัวเองว่า ‘เจนีตส์’ พวกเขาพาลโกรธกันยกใหญ่ ปิดหูตัวเองอย่างไม่เชื่อว่าฉันไม่ใช่สาวโสดบริสุทธิ์
ฟังดูตลกอีกแล้ว ปริศนาถูกไขกระจ่างง่ายดายเพียงเพราะใบเสร็จเล็กๆ หนึ่งใบ ใจความก็คือพ่อของฉันสั่งเตียงเดี่ยวให้ฉันและน้องสาว ตั้งแต่เราทั้งคู่กำลังแตกเนื้อสาว!
เป็นอันต้องกล่าวว่าจินตนาการของผู้คนเมื่อใช้ในทางที่ผิด เวทมนตร์ก็จะเสื่อมสลาย
(03)
A woman never looks better than on horseback
หญิงสาวจะงดงามที่สุดเมื่ออยู่บนหลังม้า
“The more I know of the world, the more I am convinced that I shall never see a man whom I can really love.”
ยิ่งฉันรู้จักโลก ฉันก็ยิ่งมองเห็นว่าไม่มีผู้ชายหน้าไหนที่ฉันอยากจะมอบความรักที่แท้จริงให้เลย
เราจะก้าวเท้าออกจากเขตแดนเพศชายกันประเดี๋ยวหนึ่ง หรืออาจตลอดกาลก็ท่าจะดี เธอคงไม่สงสัยว่าฉันเป็นนักเขียนได้อย่างไรหรอกใช่ไหม แต่ฉันจะเขียนบอก
ครอบครัวออสเตนน่ะอ่านหนังสือกันเก่งสุดๆ ไปเลยนะ แถมเราชอบเล่นเกมด้วยกัน แสดงละครด้วยกัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือการเขียน
ฉันเริ่มเขียนหนังสือเมื่ออายุ 11 ปี เรื่องที่รอดมาจนถึงทุกวันนี้และถูกเก็บไว้ในสมุดบันทึกสามเล่ม ซึ่งมันเขียนขึ้นด้วยลายมือของฉันเองก็ได้แก่ Volume the First, Volume the Second และ Volume the Third เจตนาการเขียนของฉันก็เพื่อเลียนแบบนวนิยายสมัยนั้น ขอบอกว่าเหมือนเปี๊ยบเลย! แล้วมันก็กลายเป็นสมบัติสำคัญของชาติอยู่ที่ British Library, London และ Bodleian Library, Oxford ไปเรียบร้อยแล้ว
ในวัยกระเตาะ โอ้! ฉันแสบสุดๆ เป็นเด็กสาวประเภทชอบล้อเลียน เขียนแก๊ก เขียนก๊อปหนังสือที่อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งตำราในห้องเรียน ทั้งนิยายเรื่องโปรด ตัวละครหญิงในเรื่องก็ดูรื่นรมย์ดีนะ พวกเธอประพฤติตัวไม่ดี ขี้เมา ขี้ขโมย รักในการต่อยตี กล้าหาญหอบผ้าผ่อนหนีไปกับคู่หมั้น
ดูห่างไกลจากนวนิยายแสนโรแมนติกในวัยผู้ใหญ่ของฉันใช่ไหม แต่พวกมันทำให้ฉันค้นพบเสียงที่แท้จริงของตัวเองอย่างปฏิเสธไม่ได้ เหมือนคดีสืบสวนศิลปะการเขียนนวนิยายที่เต็มไปด้วยเบาะแสเล็กๆ ระหว่างทางเลย
แต่แล้วในปี 1805 เราก็ขาดตัวละครหลักอย่างพ่อไป ว่าแล้วก็ใจหาย แล้วก็โกรธด้วย! รายได้ของครอบครัวเราหดหายเพราะผู้นำถูกฝัง ต้องลงเอยด้วยการเช่าบ้านเล็กๆ ที่หายใจไม่สะดวกเหมือนเดิม แม่จึงเริ่มตอกตัวเองเป็นเสาหลักแทนพ่อ เธอเก่งเรื่องการประหยัดอย่างสุดโต่ง แข็งแกร่งไม่แพ้พ่อสักนิด แม่ก็นับเป็นหนึ่งในเบาะแสที่ทำให้ฉันเขียนหนังสือ และเขียนถึงเธอเป็นส่วนมาก
“A single woman, with a very narrow income, must be a ridiculous, disagreeable old maid! the proper sport of boys and girls, but a single woman, of good fortune, is always respectable, and may be as sensible and pleasant as any body else.”
หญิงโสดที่มีรายได้น้อยนั้นฟังดูน่าขัน เธอคงกลายเป็นสาวแก่ขี้บ่น เป็นของเล่นในสายตาเด็กไปซะหมด แต่หากหญิงโสดผู้นั้นมีทรัพย์มาก เธอคงน่าเคารพ อาจจะฉลาด และดูน่าเข้าหาเหมือนคนอื่น
(04)
The world may know my words, but it has no such privileges with my heart
โลกอาจรู้คำพูดของฉันแต่ไม่มีสิทธิ์หยั่งรู้ถึงหัวใจของฉัน
ท้ายที่สุด เราก็ย้ายสำมะโนครัวเข้าบ้านหลังใหม่ในเมืองชอว์ตัน ที่นี่เป็นบ้านสำหรับฉันจริงๆ ไม่ใช่บ้านเช่าชั่วคราวเหมือนที่อื่น เพราะฉันได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ช่างพอดีกับตัวเอง หายใจโปร่งโล่งราวกับได้กลับรังนอน
ฉันมีเวลามากพอจะเขียนอย่างจริงจังแทนที่จะเขียนเล่นเหมือนครั้งยังเด็ก แถมแรงบันดาลใจก็อยู่รอบตัวเต็มไปหมด พวกรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิตผู้คน ความรัก ความหวัง ความผิดหวังก็ด้วย มันกลายเป็นเนื้อหาหลักในนวนิยายของฉันเลย
ทั้ง Emma, Mansfield Park และ Persuasion เกิดขึ้นในห้องทำงานขนาดย่อมที่นี่ ถึงกิจวัตรจะดำเนินไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ฉันก็ไม่ได้ขี้เกียจนะ ยังคงขบคิดวนซ้ำถึงการแต่งงาน และความบ้าบอคอแตกของมนุษย์ได้อย่างสนุกสนานเหมือนเดิม
งานเก่าๆ ก็ถูกหยิบมาแก้ไขเพื่อเตรียมตีพิมพ์ใหม่อย่างเรื่องElinor and Marianne ที่ภายหลังได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Sense and Sensibility เชียว ตามด้วย Pride & Prejudice ในปี 1813 ถัดมาอีกสองปีก็ตีพิมพ์ Emma โดย ‘จอห์น เมอร์เรย์’ เจ้าของสำนักพิมพ์ที่เก๋ที่สุดแห่งยุค
และถึงสุขภาพจะทรุดลง ฉันก็ยังเขียนต่อไป
“I am not at all in a humour for writing, I must write on till I am”
ฉันไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะเขียนเลยนะ แต่ฉันก็ต้องเขียนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอยู่ในอารมณ์นั้น
ในปี 1817 ฉันเริ่มเขียนนวนิยายสุดท้ายThe Brothers ที่ต่อมากลายเป็น Sanditon เขียนไปได้แค่ 12 บทแรกเอง เพราะเข้าฤดูร้อนเดือนเมษายนก็ดันเจ็บหนักโอดโอยจนต้องนอนติดเตียง
ก่อนจะบันทึกพินัยกรรมสั้นๆ ทิ้งแทบทุกสิ่งอย่างให้แคสซานดรา น้องสาวผู้เป็นที่รัก
ดื้อรั้น ช่างหัวดื้อรั้นจริงๆ ชราเจนเอ๋ย!
ท้ายที่สุดฉันขอทิ้งพินัยกรรมสั้นแก่ผู้ที่อดทนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้
“You, of all people, deserve a happy ending Despite everything that happened to you, you aren't bitter You aren't cold You've just retreated a little and been shy, and that's okay If I were a fairy godmother, I would give you your heart's desire in an instant And I would wipe away your tears and tell you not to cry "
คุณรู้ไหม ในบรรดาผู้คนทั้งหมด คุณต่างหากที่สมควรได้พบตอนจบที่มีความสุขที่สุด เพราะแม้ชีวิตจะไม่ใจดีกับคุณนัก แต่คุณก็ไม่ได้กลายเป็นคนขมขื่นหรือเย็นชา คุณแค่ถอยกลับมานิดหน่อย ซ่อนหัวใจไว้อย่างเงียบเชียบ และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดเลย
ถ้าฉันเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัว ฉันคงยื่นไม้กายสิทธิ์ให้คุณทันที ขอให้คุณได้สิ่งที่ใจต้องการ เช็ดน้ำตาให้ และกล่าวว่าอย่าร้องไห้เลยนะ ที่รัก
ด้วยประการทั้งปวงที่กล่าวไป ฉันไม่ได้อยากให้ทุกคนเห็นด้วยกับฉันจนลืมกลืน ประจบประแจงเพราะฉันเป็น ‘เจน ออสเตน’ เพราะฉันเองก็ไม่อยากลำบากเสแสร้งว่าชอบทุกคนเช่นกัน แล้วยิ่งฉันเห็นโลกก็ยิ่งไม่พอใจกับมันด้วย
ฉันจะขอเพิ่มอีกคำเดียว
ขอพระเจ้าคุ้มครองคุณ