สรท. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตโหล่ ชี้ส่งออกปี 69 มีลุ้น 2-4% เร่งรัฐแก้ค่าเงิน–FTA หนีภาษีเม็กซิโก
สรท.ชี้ IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3% เอเชียยังเด่น แต่ไทยโตแค่ 1.6% ต่ำสุดในภูมิภาค เตือนแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ–เม็กซิโก กระทบยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ เสนอเร่งดูแลค่าเงินบาท เจรจา FTA เข้าร่วม CPTPP และยกระดับขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย ผ่านการตั้งกองทุนร่วมลงทุนเอสเอ็มอี
วันที่ 12 ม.ค. 2569 นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับคณะกรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2569 ยังคงอยู่ในทิศทางของการทรงตัว โดยคาดว่าจะเติบโต 3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ
ขณะที่ภูมิภาคเอเชียยังขยายตัวโดดเด่น 4.2% โดยเฉพาะอินเดียและอาเซียนที่มีการเดิบโต ส่วนจีนเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ สำหรับเศรษฐกิจไทยยังน่าห่วงโดยเติบโต 1.6% เติบโตต่ำที่สุดรั้งทายในภูมิภาคเดียวกัน
อย่างไรก็ดี สรท.ได้ประมาณการส่งออกของไทย ปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตได้ 2-4% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 0-2% ถึงแม้จะมีอุปสรรคอยู่มากทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวก
อาทิ กลุ่มอิเล็กกรอนิกส์ ที่คาดว่ายังขยายตัวได้จากการเข้าบาลงทุนของ FDI ปีที่ผ่านมาเพิ่มมากขึ้น สินค้าอาหารและเกษตรแปรรูปยังมองเห็นโอกาสขยายตัวในตลาดใหม่ที่มีความต้องการสินค้าไทย กลุ่ม ชิ้นส่วนยานยนต์และยานยนต์ ยังมองโอกาสเดิบโดใบบางกลุ่มเฉพาะ เป็นต้น
ทั้งนี้ สรท.มีช้อเสนอที่สำคัญที่ต้องเร่งดำเนิน อาทิ ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบากให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและแข่งขันได้ ไม่ผันผวนจบเกินไป เร่งเจรจาการกำหนดสัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค /การกำหนดเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ (RVC /LC) สำหรับสินค้าสวมสิทธิ์ หรือ Transshipment เพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ตลอดจนเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับใหม่ๆ เพื่อสร้างแต้มต่อและดึงไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโช่อุปทานโลกได้อย่างแข็งแกร่ง และยกระดับโลจิสติกส์ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎระเบียบที่ล้าหลัง และเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกทางการค้าให้รวดเร็ว ยิ่งขึ้น
สรท. ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศเม็กซิโก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมหลักของไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีมูลค่าส่งออกไปเม็กซิโกรวมกันกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการขึ้นภาษีของเม็กซิโกครั้งนี้ บังคับใช้เฉพาะกับประเทศที่ไม่มีความตกลงการค้าเสรี
ขณะที่หลายประเทศคู่แข่งของไทย อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ได้ลงนามในความตกลง CPTPP ส่งผลให้สินค้าเหล่านี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในทางกลับกัน ไทยยังไม่เข้าร่วม CPTPP ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าตั้งแต่ 7% ไปจนถึงสูงสุด 50% โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการแข่งขัน
"มาตรการภาษีของเม็กซิโกเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายป้องกันอุตสาหกรรมภายในประเทศและสกัดสินค้าจากจีน แต่ผลกระทบกลับตกอยู่กับประเทศที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงการค้าเสรี รวมถึงประเทศไทย"
สรท.ยังกล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกรายอุตสาหกรรม โดยอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีทิศทางเป็นบวกมากที่สุด คาดว่าจะโตถึง 20-25% จากกระแส AI และซอฟต์แวร์ทั่วโลก ขณะที่อาหารและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยอาหารแปรรูปยังคงแข็งแกร่งเพราะเป็นสินค้าจำเป็น ยิ่งในภาวะที่มีคสามขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยิ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้น ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียมมีแนวโน้มโต 12%
ขณะที่การส่งออกข้าวมีความเสี่ยงสูงเนื่องจาก อินเดียกลับมาส่งออกข้าวอย่างเต็มตัว ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคากับไทย และสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ประเมินว่ายังอยู่ในสภาวะทรงตัวหรืออาจติดลบ จากการเข้ามาของรถยนต์ EV จีน และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเม็กซิโก
ในส่วนของปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกไทย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงิน โดยมีความกังวลว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะหากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินในวันที่ 14 ม.ค.นี้ ให้คืนภาษีนำเข้า ซึ่งจะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงทันที
อีกประเด็นที่สำคัญคือ หากคำตัดสินออกมาในทิศทางที่เอื้อให้จีนไม่จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิต จีนก็สามารถใช้ฐานการผลิตภายในประเทศของตนเองได้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องย้ายฐานมายังประเทศอื่น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้โอกาสด้านการส่งออกของประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยหายไปบางส่วน และอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินในบางประเทศเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้การรุกคืบของทุนจีนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเดิมในประเทศ เนื่องจากจีนมีความได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างชัดเจน โดยโรงงานในจีนจำนวนมากเป็นลักษณะ "Dark Factory" หรือการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์แทบทั้งหมด ไม่พึ่งพาแรงงานคน ทำให้มีประสิทธิภาพสูง และต้นทุนต่ำกว่าผู้ผลิตไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังต้องพึ่งพาแรงงาน และเผชิญกับต้นทุนค่าแรงที่ปรับสูงขึ้นทุกปี เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ต้นทุนการผลิตของจีนต่ำกว่าผู้ผลิตไทยราว 30% ในแทบทุกอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยากในเชิงต้นทุน
จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงมองว่าประเทศไทยอาจต้องปรับมุมมองด้านการลงทุน จากที่เน้นการดึง FDI แบบ Inbound เพียงอย่างเดียว มาให้ความสำคัญกับ FDI แบบ Outbound มากขึ้น กล่าวคือ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในธุรกิจที่คนไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น อาหาร สปา หรือธุรกิจบริการต่าง ๆ ซึ่งสามารถไปสร้างรายได้จากต่างประเทศและนำเงินกลับเข้าสู่ประเทศได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาในระดับภูมิภาค จะพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลงทุนออกนอกประเทศน้อยที่สุดในอาเซียน การสนับสนุนการลงทุนแบบ Outbound จึงอาจเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง และสร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังจำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) ไม่ควรใช้วิธีปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว เพราะหากค่าแรงเพิ่มขึ้นแต่ประสิทธิภาพการผลิตไม่ดีขึ้น ก็จะยิ่งทำให้การแข่งขันลำบาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างอินเดีย ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงต่ำ และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นฐานการผลิตของโลกได้ เนื่องจากมีการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน
ดังนั้นประเทศไทยจึงควรศึกษาโมเดลของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่ประสบความสำเร็จ ว่ามีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างไร เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี สรท.ยังได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การส่งออกไทยยังเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในเอเชียได้ และควรสนับสนุนการใช้ เงินสกุลท้องถิ่น หรือตะกร้าเงิน เช่น หยวน ในการค้าขายเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์
รวมถึงเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเงินกองทน 5 หมื่น - 1 แสนล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนแทนการปล่อยกู้ เพื่อช่วยเอสเอ็๋มอี ที่ขาดหลักประกันให้มีสภาพคล่องไปปรับปรุงระบบการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีหรือติดตั้งโซลาร์รูฟเพื่อลดต้นทุน เป็นต้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สรท. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตโหล่ ชี้ส่งออกปี 69 มีลุ้น 2-4% เร่งรัฐแก้ค่าเงิน–FTA หนีภาษีเม็กซิโก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th