โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรท. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตโหล่ ชี้ส่งออกปี 69 มีลุ้น 2-4% เร่งรัฐแก้ค่าเงิน–FTA หนีภาษีเม็กซิโก

Khaosod

อัพเดต 12 ม.ค. เวลา 08.54 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. เวลา 08.54 น.

สรท.ชี้ IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3% เอเชียยังเด่น แต่ไทยโตแค่ 1.6% ต่ำสุดในภูมิภาค เตือนแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ–เม็กซิโก กระทบยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ เสนอเร่งดูแลค่าเงินบาท เจรจา FTA เข้าร่วม CPTPP และยกระดับขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย ผ่านการตั้งกองทุนร่วมลงทุนเอสเอ็มอี

วันที่ 12 ม.ค. 2569 นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับคณะกรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2569 ยังคงอยู่ในทิศทางของการทรงตัว โดยคาดว่าจะเติบโต 3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ

ขณะที่ภูมิภาคเอเชียยังขยายตัวโดดเด่น 4.2% โดยเฉพาะอินเดียและอาเซียนที่มีการเดิบโต ส่วนจีนเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ สำหรับเศรษฐกิจไทยยังน่าห่วงโดยเติบโต 1.6% เติบโตต่ำที่สุดรั้งทายในภูมิภาคเดียวกัน

อย่างไรก็ดี สรท.ได้ประมาณการส่งออกของไทย ปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตได้ 2-4% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 0-2% ถึงแม้จะมีอุปสรรคอยู่มากทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวก

อาทิ กลุ่มอิเล็กกรอนิกส์ ที่คาดว่ายังขยายตัวได้จากการเข้าบาลงทุนของ FDI ปีที่ผ่านมาเพิ่มมากขึ้น สินค้าอาหารและเกษตรแปรรูปยังมองเห็นโอกาสขยายตัวในตลาดใหม่ที่มีความต้องการสินค้าไทย กลุ่ม ชิ้นส่วนยานยนต์และยานยนต์ ยังมองโอกาสเดิบโดใบบางกลุ่มเฉพาะ เป็นต้น

ทั้งนี้ สรท.มีช้อเสนอที่สำคัญที่ต้องเร่งดำเนิน อาทิ ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบากให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและแข่งขันได้ ไม่ผันผวนจบเกินไป เร่งเจรจาการกำหนดสัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค /การกำหนดเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ (RVC /LC) สำหรับสินค้าสวมสิทธิ์ หรือ Transshipment เพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ตลอดจนเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับใหม่ๆ เพื่อสร้างแต้มต่อและดึงไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโช่อุปทานโลกได้อย่างแข็งแกร่ง และยกระดับโลจิสติกส์ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎระเบียบที่ล้าหลัง และเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกทางการค้าให้รวดเร็ว ยิ่งขึ้น

สรท. ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศเม็กซิโก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมหลักของไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีมูลค่าส่งออกไปเม็กซิโกรวมกันกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการขึ้นภาษีของเม็กซิโกครั้งนี้ บังคับใช้เฉพาะกับประเทศที่ไม่มีความตกลงการค้าเสรี

ขณะที่หลายประเทศคู่แข่งของไทย อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ได้ลงนามในความตกลง CPTPP ส่งผลให้สินค้าเหล่านี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในทางกลับกัน ไทยยังไม่เข้าร่วม CPTPP ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าตั้งแต่ 7% ไปจนถึงสูงสุด 50% โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการแข่งขัน

"มาตรการภาษีของเม็กซิโกเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายป้องกันอุตสาหกรรมภายในประเทศและสกัดสินค้าจากจีน แต่ผลกระทบกลับตกอยู่กับประเทศที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงการค้าเสรี รวมถึงประเทศไทย"

สรท.ยังกล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกรายอุตสาหกรรม โดยอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีทิศทางเป็นบวกมากที่สุด คาดว่าจะโตถึง 20-25% จากกระแส AI และซอฟต์แวร์ทั่วโลก ขณะที่อาหารและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยอาหารแปรรูปยังคงแข็งแกร่งเพราะเป็นสินค้าจำเป็น ยิ่งในภาวะที่มีคสามขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยิ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้น ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียมมีแนวโน้มโต 12%

ขณะที่การส่งออกข้าวมีความเสี่ยงสูงเนื่องจาก อินเดียกลับมาส่งออกข้าวอย่างเต็มตัว ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคากับไทย และสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ประเมินว่ายังอยู่ในสภาวะทรงตัวหรืออาจติดลบ จากการเข้ามาของรถยนต์ EV จีน และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเม็กซิโก

ในส่วนของปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกไทย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงิน โดยมีความกังวลว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะหากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินในวันที่ 14 ม.ค.นี้ ให้คืนภาษีนำเข้า ซึ่งจะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงทันที

อีกประเด็นที่สำคัญคือ หากคำตัดสินออกมาในทิศทางที่เอื้อให้จีนไม่จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิต จีนก็สามารถใช้ฐานการผลิตภายในประเทศของตนเองได้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องย้ายฐานมายังประเทศอื่น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้โอกาสด้านการส่งออกของประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยหายไปบางส่วน และอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินในบางประเทศเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้การรุกคืบของทุนจีนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเดิมในประเทศ เนื่องจากจีนมีความได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างชัดเจน โดยโรงงานในจีนจำนวนมากเป็นลักษณะ "Dark Factory" หรือการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์แทบทั้งหมด ไม่พึ่งพาแรงงานคน ทำให้มีประสิทธิภาพสูง และต้นทุนต่ำกว่าผู้ผลิตไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังต้องพึ่งพาแรงงาน และเผชิญกับต้นทุนค่าแรงที่ปรับสูงขึ้นทุกปี เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ต้นทุนการผลิตของจีนต่ำกว่าผู้ผลิตไทยราว 30% ในแทบทุกอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยากในเชิงต้นทุน

จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงมองว่าประเทศไทยอาจต้องปรับมุมมองด้านการลงทุน จากที่เน้นการดึง FDI แบบ Inbound เพียงอย่างเดียว มาให้ความสำคัญกับ FDI แบบ Outbound มากขึ้น กล่าวคือ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในธุรกิจที่คนไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น อาหาร สปา หรือธุรกิจบริการต่าง ๆ ซึ่งสามารถไปสร้างรายได้จากต่างประเทศและนำเงินกลับเข้าสู่ประเทศได้

ทั้งนี้ หากพิจารณาในระดับภูมิภาค จะพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลงทุนออกนอกประเทศน้อยที่สุดในอาเซียน การสนับสนุนการลงทุนแบบ Outbound จึงอาจเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง และสร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังจำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) ไม่ควรใช้วิธีปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว เพราะหากค่าแรงเพิ่มขึ้นแต่ประสิทธิภาพการผลิตไม่ดีขึ้น ก็จะยิ่งทำให้การแข่งขันลำบาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างอินเดีย ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงต่ำ และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นฐานการผลิตของโลกได้ เนื่องจากมีการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน

ดังนั้นประเทศไทยจึงควรศึกษาโมเดลของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่ประสบความสำเร็จ ว่ามีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างไร เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี สรท.ยังได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การส่งออกไทยยังเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในเอเชียได้ และควรสนับสนุนการใช้ เงินสกุลท้องถิ่น หรือตะกร้าเงิน เช่น หยวน ในการค้าขายเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์

รวมถึงเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเงินกองทน 5 หมื่น - 1 แสนล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนแทนการปล่อยกู้ เพื่อช่วยเอสเอ็๋มอี ที่ขาดหลักประกันให้มีสภาพคล่องไปปรับปรุงระบบการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีหรือติดตั้งโซลาร์รูฟเพื่อลดต้นทุน เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สรท. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตโหล่ ชี้ส่งออกปี 69 มีลุ้น 2-4% เร่งรัฐแก้ค่าเงิน–FTA หนีภาษีเม็กซิโก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...