โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

`คมนาคม` เตรียมชงแผนโยกรถไฟฟ้า 4 สี ให้รฟม.ดูแลเข้าครม.พรุ่งนี้ คาดมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนลบ.

efinanceThai

เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2568 เวลา 07.49 น.

คมนาคม เตรียมชงแผนโยกรถไฟฟ้า 4 สี ให้รฟม.ดูแลเข้าครม.พรุ่งนี้ คาดมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนลบ.

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -8 ธ.ค. 68 14:49 น.

พิพัฒน์" เตรียมชง ครม.พรุ่งนี้ โยกรถไฟฟ้า 4 สี มาบริหารแบบ Single Ownership ให้รฟม.ดูแลเจ้าเดียว คาดมูลค่าสูงถึง 1 แสนลบ. เตรียม 2 แผนคือ เล็งซื้อคืนสัมปทาน หรือเจรจาสัมปทานใหม่ระยะยาวก่อนให้รัฐทยอยจ่ายค่าซื้อคืนภายหลัง ยืนยันไม่ก่อหนี้สาธารณะ - คุมราคาตั๋วร่วม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังกระทรวงฯ ได้นำร่องจัดทำนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ในรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง ซึ่งถือเป็นสารตั้งต้นจะนำไปสู่การใช้ระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งจะต้องดำเนินการบริหารจัดการรถไฟฟ้าภายใต้แนวคิดบริหารรายเดียว (Single Ownership)

โดยกระทรวงฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.) เพื่อพิจารณาหลักการของการบริหารรถไฟฟ้า ด้วย Single Ownership ซึ่งจะโอนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมด ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีเขียว รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง มาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เป็นสัมปทานของเอกชนด้วย

ทั้งนี้ หากจะดำเนินการโอนสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าที่มีสัมปทานกับเอกชนกลับมาเป็นของ รฟม. จำเป็นต้องมีการเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน โดยแนวทางการซื้อคืนและมูลค่าการซื้อคืนนั้น กระทรวงฯ จะหารือกับกระทรวงการคลังให้เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม แต่เบื้องต้นได้มีการหารือกับเอกชนผู้รับสัมปทานแล้ว ไม่ได้ขัดข้องต่อแนวคิดดังกล่าว

ทั้งนี้ แนวคิดการจะโอนรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ เมื่อ ครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องเจรจากับเอกชน เพื่อทำข้อตกลงในการซื้อคืนรถไฟฟ้า ส่วนรูปแบบของการหาแหล่งเงินมาซื้อคืนนั้นจะเป็นอย่างไร เป็นส่วนของกระทรวงการคลังจะพิจารณา โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือ

1. จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อระดมเงินมาใช้เพื่อการซื้อคืนรถไฟฟ้า

2.เปิดสัมปทานระยะยาวแก่เอกชน เช่น สัญญา 30 ปี โดยให้เอกชนนำสัมปทานใหม่นั้นไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยโมเดลนี้รัฐไม่ต้องกู้เงินหรือค้ำประกันเอง ก็จะไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ แต่รัฐจะทำสัญญาเพื่อทยอยจ่ายค่าซื้อคืนสัมปทานให้เอกชนในภายหลัง รวมทั้งจะจ่ายค่าจ้างงานเดินรถตามสัญญากำหนด

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาค่าโดยสารแพงและการเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วม คือการรวบรวมกรรมสิทธิ์โครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ที่ รฟม.เพื่อให้สามารถบริหารค่าโดยสารได้เป็นโครงข่ายเดียว และเว้นค่าแรกเข้า ดังนั้นก็จะต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการให้สัมปทานแบบเดิม มาเป็นการที่รัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน และจ้างเอกชนเดินรถ ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารและตั๋วร่วมได้อย่างอิสระ

โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงฯ ประเมินเบื้องต้นจากการจัดซื้อรถไฟฟ้าทั้ง 4 โครงการนั้น คาดว่ามีมูลค่ามากถึง 1 แสนล้านบาท แม้ว่าจะเป็นมูลค่าที่สูง แต่แนวทางการเจรจามีหลายรูปแบบ รัฐไม่จำเป็นต้องเตรียมเงินเพื่อนำมาซื้อคืนทั้งหมด ซึ่งอาจเป็นรูปแบบทำสัญญาใหม่ และทยอยจ่ายค่าซื้อคืน และเอกชนยังมีรายได้จากค่าจ้างเดินรถ

ความคืบหน้าการเจรจากับผู้ประกอบการรถไฟฟ้า เบื้องต้นมีทิศทางเป็นบวก ภาคเอกชนไม่ขัดข้องที่จะขายคืนสัมปทาน หากราคาที่รัฐเสนอมีความสมเหตุสมผลและเป็นธรรม รวมถึงทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็พร้อมที่จะโอนโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาอยู่ในความดูแลของ รฟม.

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าปัจจุบันเป็นสัญญาสัมปทานลักษณะ PPP Net Cost คือเอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถ และให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งเป็นผู้จัดเก็บรายได้ แต่หากเปลี่ยนสัญญาเป็น PPP Gross Cost โดยรัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด ว่าจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถและซ่อมบำรุง

เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...