KKP Research เตือน ไทยเผชิญ “Deindustrialization” ภาคผลิตไทยเข้าสู่ภาวะหดตัวก่อนรวย
KKP Research ชี้ธงแดงของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเตรียมรับมือ ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังหดตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น หรือ Deindustrialization เมื่อจีน-เทคโนโลยีใหม่-และ Deglobalization เป็นตัวเร่งให้ภาคผลิตไทยเข้าสู่ภาวะหดตัวก่อนรวย ขณะที่ภาคบริการอาจชดเชยไม่ทัน ถึงเวลาที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ แนะ catalyst for reform เป็นโจทย์เลือกตั้งใหม่
8 ธ.ค. 2568 ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยว่าเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 1.6 – 1.8% จากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโต 2% แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่หลุดพ้นจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ และเป็นปีที่แนวโน้มยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยยังคงไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่าหลายฝ่ายอาจคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่มีวิกฤตหรือภาวะถดถอยที่รุนแรง แต่มีประเด็นหลักที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาดูต่อไปจนถึงปี 2569 ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการลงทุนและการคาดหวังสูงมากเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ซึ่งหากการลงทุนขนาดใหญ่ที่คาดหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตได้นั้น ไม่สามารถทำได้จริง ก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโดยรวม
สภาพคล่องส่วนเกินที่ลดลง ในช่วงปีที่ผ่านมา สภาพคล่องส่วนเกินทั่วโลก เช่น ปริมาณเงินที่กลับไปฝากกับธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องและกำลังเข้าใกล้ระดับศูนย์ เมื่อสภาพคล่องส่วนเกินใกล้หมดลง จนมีความกังวลว่าจะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพคล่อง เกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากสภาพคล่องเคยเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ มาก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องจีน ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า "Three Diseases" (สามโรค) ซึ่งนำไปสู่การผลิตส่วนเกิน (oversupply) และการส่งออกสินค้าในราคาต่ำ ซึ่ง โรคที่หนึ่ง คือ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเกิดจากฟองสบู่ในจีนและทำให้ราคาบ้านยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความมั่งคั่งของครัวเรือนจีนส่วนใหญ่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ การที่ราคาบ้านลดลงส่งผลกระทบต่อ Wealth Effect ทำให้ครัวเรือนไม่มีกำลังจับจ่ายใช้สอย เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของ GDP จีน หายไปและยังฟื้นตัวไม่ดี รัฐบาลจีนจึงเร่งการผลิตเพื่อชดเชย GDP ที่ขาดหายไป การเร่งการผลิตนี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "oversupply problem" หรือปริมาณสินค้าส่วนเกินที่เริ่มล้นโลก
ขณะที่การผลิตส่วนเกินทำให้ประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะประสบกับภาวะเงินฝืด โดยมีการคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อของจีนน่าจะติดลบในปีนี้ และอยู่แถว ๆ ศูนย์ในปีถัดไป จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า จีนกำลังส่งออกเงินฝืดไปให้ประเทศอื่น ๆ หรือไม่
เมื่อจีนผลิตสินค้าได้เยอะและมีปัญหา oversupply ก็สามารถทุ่มตลาด ได้มากหากเกิดปัญหาสงครามการค้าหรือมาตรการกีดกันทางการค้า และสินค้าจีนไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ หรือยุโรปได้ การส่งออกเหล่านี้จะ ไหลกลับมายังภูมิภาคอาเซียนในประเทศไทย ผลกระทบได้ปรากฏชัดเจนในหลายอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากสินค้าจีน รถยนต์นำเข้าจากจีนกำลัง ทำลายอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทยอย่างรุนแรง
“ธุรกิจในไทยหลายแห่งกำลังประสบปัญหาเพราะ สู้ราคาไม่ได้ หรือทำให้กำไรที่เคยได้เยอะ ๆ หายไปอย่างมาก ดังนั้น ปัญหานี้จึงไม่เพียงแต่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยัง กระทบต่อเรื่องของการแข่งขัน ในตลาดท้องถิ่นด้วย”
หลังช่วงโควิด ระดับ หนี้สาธารณะต่อ GDP ในหลายประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ความเสี่ยงคือการเกิดวิกฤตในตลาดพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงมาก เช่น ญี่ปุ่น หนี้สาธารณะเกิน 220% ของ GDP หากเกิดวิกฤตพันธบัตรขึ้น จะส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก
ดร.พิพัฒน์ เผยอีกว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญสถานการณ์ที่เรียกว่า "โตช้า บุญเก่าอ่อนแรง บุญใหม่ยังไม่มา" ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 เครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของไทย 3 ส่วน คือ ภาคการผลิตอุตสาหกรรม, การบริโภค, และการท่องเที่ยว ได้ อ่อนแรงลงอย่างมาก
การท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นพระเอกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนโควิด และไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในการแบกเศรษฐกิจได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นตัวที่ช้าของนักท่องเที่ยวจีน ประเทศไทยยังคงต้อง "ดิ้นรน" ที่จะฟื้นตัวในระดับใกล้เคียงกับปี 2019 (ก่อนโควิด) ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งรวยกว่าเรา 10 เท่า ยังคงเติบโตเร็วกว่าเราถึง 2 เท่า
ปัญหาในระยะยาวคือโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทำให้ประชากรวัยทำงานลดลง การลดลงของประชากรวัยทำงานส่งผลให้คนที่มีโอกาสซื้อบ้านและรถลดน้อยลง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณนี้แล้วจากยอดขายบ้านและรถที่เริ่มม้วนตัวลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ ไม่ใช่แค่จากเศรษฐกิจไม่ดี แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว
ขณะที่นโยบายการคลังของไทยมีช่องว่างมีจำกัดมาก เนื่องจากหนี้สาธารณะกำลังจะเข้าใกล้ 70% ของ GDP การเพิ่มการขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงทำได้ยาก ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาการปฏิรูปด้านรายจ่ายและการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่มภาษี
ด้านนโยบายการเงิน แม้ว่าจะมีพื้นที่ให้ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก แต่ปัญหาการเติบโตที่ช้าของไทยไม่ได้เกิดจากปัญหาดอกเบี้ยระยะสั้น การลดดอกเบี้ยหรือการกระตุ้นการคลังระยะสั้นจึง ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาเชิง
“ การเลือกตั้งครั้งถัดไปในปี 2569 ควรจะทำหน้าที่เป็น "catalyst for reform" หรือตัวเร่งให้เกิดการพูดคุยถึงการปฏิรูปและการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยากลำบาก ควรเน้นการหาวิธีแก้ไขปัญหาการเติบโตที่ช้าและปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการมุ่งเน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือการแจกเงิน โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยคาดการณ์ว่าจะกลับเข้าสู่แนวโน้มการเติบโตปกติประมาณ 2% ได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ในปี 2570”
ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังวิกฤตโควิด-19 เริ่มมีปรากฎการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือ เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเติบโตช้าลง และคาดว่าจะโตช้าลงอีกเมื่อเทียบกับในอดีตและเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเศรษฐกิจไทยเป็นหนึ่งในนั้น
จากข้อมูลล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนตุลาคม 2025 คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วจะโตได้ใกล้เคียงเดิมจากเฉลี่ย ที่ 1.6% ในปี 2024 เป็น 1.5% ในปี 2030 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเติบโตลดลงจาก 4.8% เหลือเพียง 3.8% (รูปที่ 1)
โดยปกติแล้วนักเศรษฐศาสตร์จะมีความเชื่อว่าประเทศกำลังพัฒนาควรจะเติบโตได้เร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว จากฐานที่ต่ำกว่า โอกาสในการเพิ่มผลิตภาพที่มากกว่า โอกาสในการสะสมทุนเพิ่มเติมและแนวโน้มของประชากรที่ยังเติบโตและสามารถเพิ่มผลิตภาพได้
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะหลังสร้างความกังวลว่า “เศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาจะไม่สามารถ “ไล่ทัน” หรือ “catch up” ประเทศพัฒนาแล้วได้เพราะประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มโตช้าลงในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มโตดีขึ้นต่อเนื่อง คำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมปรากฎการณ์นี้จึงเกิดขึ้น และประเทศกำลังพัฒนาจะมีทางออกในการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปอย่างไร
จาก “เกษตร” สู่ “อุตสาหกรรม” และ “บริการ”
นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP Research โดย เกียรตินาคินภัทร เผยว่า ย้อนกลับไปที่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีต ซึ่งสามารถแบ่งเศรษฐกิจออกเป็น 3 ส่วนตามมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจหรือการจ้างงาน ได้แก่ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ พัฒนาการของแต่ละภาคเศรษฐกิจจะเป็นตัวแบ่งระดับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมออกเป็น 3 ระดับ
- สังคมเกษตร หรือเศรษฐกิจขั้นปฐมภูมิ (Primary Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นในแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตหลัก ยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักร และสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นต้นหรือวัตถุดิบที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการใด ๆ โดยมีการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมสูงที่สุด
- สังคมภาคอุตสาหกรรม หรือ เศรษฐกิจขั้นทุติยภูมิ (Secondary Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานมากขึ้น ทุนกลายเป็นปัจจัยการผลิตหลัก แรงงานภาคเกษตรลดลงและย้ายเข้ามาอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยในหลายกรณีการผลิตเกิดขึ้นจริงแต่ประเทศนั้น ๆ ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี และสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางหรือสินค้าอุปโภคบริโภคและอาศัยโมเดลการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจ
- สังคมภาคบริการ หรือ เศรษฐกิจขั้นตติยภูมิ (Tertiary Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมลดลง หรือที่เรียกว่ากระบวนการ Deindustrialization เพราะรายได้แรงงานสูงขึ้นจนแข่งขันได้ยากขึ้น แรงงานส่วนใหญ่ย้ายไปทำงานในภาคบริการหรือเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงหลังจากมีการสะสมความรู้เพียงพอ เช่น การออกแบบเครื่องจักร รถยนต์ ชิปคอมพิวเตอร์ การวิจัยพัฒนายาหรือเครื่องมือทางการแพทย์ใหม่ เป็นต้น และย้ายส่วนของการผลิตจริงกลับไปยังประเทศเศรษฐกิจทุติยภูมิแทน
ในอดีตการพัฒนาเศรษฐกิจโลกรวมทั้งไทยอาศัยการเติบโตจากช่วงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยภาคอุตสาหกรรมมักเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น เนื่องจากลักษณะสำคัญคือเป็นสินค้าที่สามารถค้าขายระหว่างประเทศได้ (Tradable) ทำให้เกิดแรงกดดันในการพัฒนาศักยภาพจากการแข่งขันจากต่างประเทศ และลักษณะธุรกิจมักได้ประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนเมื่อผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้น (Economies of Scale) ภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นความหวังของประเทศกำลังพัฒนาในการเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงทันกับประเทศพัฒนาแล้ว
กระบวนการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบันที่เกิดขึ้นเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วในอดีต หรือเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเหล่านี้ยังพัฒนาอยู่ในระดับรายได้ปานกลาง เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่าทำไมประเทศกำลังพัฒนาถึงเริ่มเติบโตช้าลงในระยะหลังและเริ่มมีรายได้ที่ห่างจากประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น โดยประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์คล้ายคลึงกันจากข้อมูลพบว่าผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ในระดับสูงกว่าภาคบริการและภาคเกษตร
ภาคอุตสาหกรรมไทยหดตัวเร็วเกินไป
จากโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าว แม้การหดตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกระบวนการปกติของการพัฒนา แต่ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศและไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากแนวโน้มนี้ คือ
1) การเข้าสู่ Deindustrialization เกิดขึ้นตอนระดับรายได้ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในอดีต สำหรับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาข้อมูลเริ่มชี้ให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังหดตัวอย่างรวดเร็ว หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้จะพบว่าภาคอุตสาหกรรมไทยเคยเติบโตได้เร็วกว่าประเทศอื่นในช่วงทศวรรษ 1980 – 2000 แต่ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาก็เริ่มหดตัวลง ซึ่งสอดคล้องกับไปประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในเอเชีย ขณะที่ในช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มหดตัวเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ (รูปที่ 4)
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวจะพบว่าภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มหดตัวในช่วงรายได้ที่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือมาเลเซียที่กำลังจะเป็นประเทศรายได้สูง และหดตัวลงมากกว่าประเทศอื่นอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย (รูปที่ 5)
2) ผลิตภาพแรงงานในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ชะลอตัวลงเร็วในระยะหลัง และมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่แม้การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน อย่างไรก็ตามในช่วงหลังผลิตภาพแรงงานของไทยกลับเริ่มโตช้ากว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะหลังโควิด-19
ในมิติของตลาดแรงงานพบว่า สัดส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยยังน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ในช่วงระดับรายได้เดียวกัน โดยอยู่เพียง 15% ของแรงงานทั้งหมด เทียบกับ 25 – 30% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าบอกว่า ภาคอุตสาหกรรมเริ่มหดตัวก่อนที่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลต่อผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้น จะเกิดขึ้นเต็มที่เหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว
แนวโน้มทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยอาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และด้วยขนาดของภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่ในเศรษฐกิจไทย เมื่อเริ่มหดตัวก็เป็นสาเหตุที่เศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมาเติบโตได้ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อ “เทคโนโลยี” ยุคใหม่ ทำให้ตลาดเกิดใหม่ได้ประโยชน์จาก “โลกาภิวัตน์” ลดลง
คำอธิบายว่าทำไมการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมถึงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็นในประเทศกำลังพัฒนาและกำลังพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ มาจากบทความล่าสุดของ Dani Rodrik นักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายทฤษฎีที่น่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียุคใหม่อาจทำให้ประโยชน์ที่ประเทศต่าง ๆ ได้จากกระแสโลกาภิวัตน์เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตลดลงและทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถยึดโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมได้
กระบวนการโลกาภิวัฒน์และพัฒนาการด้านเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วผ่าน “อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก” โดยปกติแล้วการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศรายได้น้อยมักเริ่มพัฒนาจากภาคอุตสาหกรรม ที่ไม่ซับซ้อนและใช้สัดส่วนแรงงานสูงเป็นหลัก ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับอุตสาหกรรมให้ซับซ้อนมากขึ้น มีการใช้ทุนและเทคโนโลยีมากขึ้นเป็นลำดับโดยกระแสโลกาภิวัตน์ในช่วงหลายทศวรรษเอื้อให้เกิดการยกระดับเศรษฐกิจอย่างมากจากการพัฒนาของ “ห่วงโซ่อุปทานโลก” และการใช้ประโยชน์จากความถนัดและทรัพยากรของแต่ละประเทศ
สำหรับเศรษฐกิจไทย ได้อาศัยประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์อย่างเต็มที่เช่นกัน กระแสโลกาภิวัตน์ที่ได้ช่วยหนุนเสริมเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยสอดคล้องไปกับการเปิดประตูสู่ตลาดโลกของโทย โดยเฉพาะในช่วงหลังจากปี 2001 ที่จีนเข้าร่วม WTO และเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งไทยก็ได้เป็นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนั้นเช่นเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเติบโตจากประเทศยากจนเข้าสู่ประเทศรายได้ปานกลางได้ เริ่มต้นจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ในช่วงทศวรรษ 1980 – 1990 ด้วยการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่น รวมไปถึงการขุดพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่สุดท้ายนำมาสู่ 3 อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไทยในปัจจุบัน คือ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้การ “ไต่บันได” การผลิตแบบอดีตทำได้ยากขึ้นและต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น คือ 1) เทคโนโลยีการผลิตสินค้าที่ก้าวหน้ามากขึ้นในปัจจุบันและต้องการแรงงานทักษะต่ำลดลงเรื่อย ๆ 2) โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่ซับซ้อนมากขึ้นก็เพิ่มการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมระหว่างประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
บทบาทการดูดซับแรงงานของภาคอุตสาหกรรมในฐานะภาคเศรษฐกิจที่จะยกระดับผลิตภาพของแรงงานอย่างในอดีตเริ่มลดลง ในทางตรงข้าม ผลิตภาพแรงงานของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แท้จริง กลับเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และทำให้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของภาคอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้องแข่งขันกันมากขึ้น และนำไปสู่การหดตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เร็วขึ้นในที่สุด
ปัจจัยเชิงโครงสร้างเร่งให้ไทยเข้าสู่ “Deindustrialization” เร็วกว่าในอดีต
KKP Research ประเมินว่าสาเหตุที่ทำให้การหดตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งตัวขึ้น เกิดจาก 2 แนวโน้มสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ได้แก่
1) โลกาภิวัตน์ย้อนกลับ (Deglobalization) และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากจีน การชะลอตัวลงของโลกาภิวัฒน์สะท้อนชัดเจนจากการค้าโลกต่อขนาดเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงและแนวโน้มสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโดยอาศัยการส่งออกทำได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ในปัจจุบันจีนยังก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งสำคัญของภาคการผลิตทั่วโลกรวมทั้งไทย เนื่องจากจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมากโดยปัจจุบันการผลิตจีนคิดเป็นมากกว่า 30% ของการผลิตสินค้าทั้งโลก โดยจีนไม่สามารถขายสินค้าในประเทศได้จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯจากปัญหาสงครามการค้า ส่งผลให้จีนมีการส่งออกสินค้าราคาถูกไปยังประเทศต่าง ๆ และไทยเริ่มขาดดุลการค้ากับจีนมาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังโควิด-19 หรือมากขึ้นประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี
2.การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งสำคัญกำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น โครงสร้างการผลิตไทยมีความเปราะบางกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลกค่อนข้างมาก ตัวอย่างที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์จากเดิมที่ไทยอาศัยเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเป็นฐานการผลิตมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังเข้ามาตีตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาฐานการผลิตจากไทยอีกต่อไป ปัจจุบันจีนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในไทยเกือบ 20% ในปัจจุบันคือรถยนต์ไฟฟ้า เทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่อยู่ในระดับ 10% เท่านั้น
ภาพคล้าย ๆ กันนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ที่เผชิญความท้าทายจากกระแสพลังงานสะอาดในปัจจุบัน หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและฐานการผลิตบางส่วนถูกย้ายไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูกกว่าไทย
ประเทศไทยไม่ต้องมีภาคการผลิตได้หรือไม่?
คำถามต่อมา คือ เมื่อภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถดูดซับแรงงานหรือยกระดับรายได้อย่างในอดีตอีกต่อไป โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร? หรือทางออกของเศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ต้องพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมอีกต่อไปแล้ว?
เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนกลับไปจะพบว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ทยอยเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านทั้งการหดตัวลงของภาคการผลิตและการขยายตัวของภาคบริการจากภาคการท่องเที่ยว ความสำคัญที่มากขึ้นของภาคบริการมาทดแทนภาคอุตสาหกรรมเห็นได้ชัดจากทั้งในมิติของ
(1) แรงส่งต่อการเติบโตของ GDP (Contribution to growth) ที่ในช่วงปี 2011 – 2019 แรงส่งจากภาคบริการ คือ 3.2ppt เทียบกับภาคการผลิตที่ 0.5ppt
(2) สัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของภาคบริการต่อขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 55% ในปี 2011 เป็น 62% ในปัจจุบัน
และ (3) ในมิติของตลาดแรงงาน โดยในช่วงที่ผ่านมาที่แรงงานสามารถย้ายไปยังภาคบริการได้ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่อาศัยกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวขึ้นเร็ว ในช่วงหลังปี 2012 เป็นต้นมา แม้ว่ามูลค่าเพิ่มและผลิตภาพของแรงงานในภาคท่องเที่ยวอาจไม่สูงมากนักแต่ยังสูงกว่าภาคเกษตรและชดเชยการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเพื่อทดแทนภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว จากหลายเหตุผล เพราะการแข่งกันดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงของทุกประเทศ โดยมีจีนเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญด้วยมาตรการฟรีวีซ่าของจีนไปยังนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่งผลให้ล่าสุดคนไทยในปี 2024 หันไปเที่ยวจีนมากขึ้นประมาณ 3 เท่าเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 จากประมาณ 5 แสนคนต่อปี เป็นมากกว่า 2 ล้านคนในปีที่ผ่านมาและคาดว่าในปีนี้จะแตะถึง 3 ล้านคนในปีนี้ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยลดลงอย่างมีนัยวสำคัญเหลือเพียง 40% ของช่วงก่อนโควิด-19 เท่านั้นในปี 2025 (รูปที่ 16)
แนวโน้มทั้งหมดนำมาสู่คำถามที่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนี้หากเศรษฐกิจไทยไม่มีภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้วและภาคการท่องเที่ยวไม่สามารถขยายตัวได้ดีเหมือนเดิม หรือหากภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้จริงภาครัฐควรทำอย่างไร KKP ประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันไทยยังไม่พร้อมในการทิ้งให้ภาคอุตสาหกรรมหายไปทันทีจากหลายเหตุผล คือ
- ภาคบริการที่ไทยพึ่งพาแทนภาคอุตสาหกรรมเป็นบริการมูลค่าเพิ่มต่ำ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งโดยปกติมักมีระดับรายได้ต่อหัวเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม และลักษณะของภาคบริการเป็นภาคบริการที่ให้บริการเฉพาะในประเทศและไม่สามารถส่งออกหรือขยายกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้แบบการส่งออกสินค้า โดยจะพบว่าภาคบริการส่วนใหญ่ในไทยเป็นบริการแบบเก่าต่างจากบริการในประเทศพัฒนาแล้ว
- ภาคบริการโดยปกติมีการเติบโตของผลิตภาพที่ต่ำกว่าภาคการผลิต เนื่องจากภาคบริการส่วนใหญ่เป็น Non-tradable goods และไม่มีแรงกดดันในการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภาพมีไม่มาก
- ไทยขาดแรงงานทักษะสูงที่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ภาคบริการมูลค่าเพิ่มสูง แม้ว่าภาคบริการหลายกลุ่มในสมัยใหม่จะมีลักษณะที่สามารถเติบโตและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น การให้บริการทางการเงิน การให้บริการด้านคำแนะนำทางกฎหมาย แต่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมจากทั้งแรงงานทักษะสูงที่อยุ่ในระดับต่ำและความสามารถในการดึงดูดแรงงานทักษะสูงที่ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
นอกจากนี้การปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไป อาจเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดโดยในทางปฏิบัติภาครัฐควรพิจารณาสาเหตุของการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมผ่านการศึกษาเชิงลึก เพื่อแยกกลุ่มว่าอุตสาหกรรมใดไม่สามารถแข่งขันได้ หรืออุตสาหกรรมใดยังมีศักยภาพในการแข่งขันได้และมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างเหมาะสมในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนทางตรงในอุตสาหกรรมใหม่
ในมุมกลยุทธ์การพัฒนา KKP ประเมินว่าไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการแต่สามารถพัฒนาควบคู่กันไปได้ ซึ่งในหลายประเทศมีภาคบริการและการท่องเที่ยวที่โตไปพร้อมกับภาคอุตสาหกรรม
3 กลยุทธ์ภาครัฐไทย เตรียมรับมือช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ
ทางออกสำหรับปัญหานี้ คือ เศรษฐกิจต้องคิดอย่างจริงจังถึงโมเดลการพัฒนาใหม่ที่ไปมากกว่าการผลิตเพื่ออาศัยตลาดส่งออกตามแบบเดิม KKP มีข้อเสนอแนะว่ามีนโยบาย 3 ด้านที่ภาครัฐไทยต้องเร่งดำเนินการในปัจจุบัน
ด้านแรก คือ การทำความเข้าใจภาคอุตสาหกรรมและหานโยบายช่วยชะลอตัวหดตัวของภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ โดยเน้นความเข้าใจในมิติความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
ด้านที่สอง คือ การหาเครื่องยนต์ใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังชะลอตัวลง โดยแบ่งเป็นทั้งนโยบายดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง และพิจารณานโยบายส่งเสริมทางเลือกในการเติบโตใหม่ ๆ โดยเฉพาะพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงและบริการมูลค่าเพิ่มสูงที่เป็นตัวนำการเติบโตได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ IT Outsourcing / Software engineering ในอินเดีย ธุรกิจ Finance / Tech services ในสิงคโปร์ ธุรกิจ IT Export ใน Ireland โดยต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าไทยมีโอกาสสร้างความสามารถการแข่งขันในด้านใด
ด้านที่สาม คือ การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจใหม่ได้จริง ทั้งในมิติของแรงงานที่ต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษา นโยบายปรับปรุงคุณภาพแรงงาน พิจารณาผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศ และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านความง่ายในการทำธุรกิจ ลดการคอร์รัปชัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ
ในสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไป การหวังพึ่งพาเครื่องจักรเดิม ๆ ในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และหากไทยไม่เตรียมพร้อมรับมือให้ดีเรากำลังจะเจอกับสถานการณ์ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังแย่ลงเรื่อย ๆ พร้อมกับปัจจัยเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังกดดันศักยภาพของเศรษฐกิจอยู่
ถึงเวลาแล้วที่เราควรต้องช่วยกันคิดอย่างจริงจังว่าทางออกของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้าคืออะไร (เพิ่มเติม…)