เซินเจิ้นร่วมขับเคลื่อนการค้าจีน-ไทย นำเข้าสินค้าเกษตรพรีเมียม ส่งออก EV-อุปกรณ์อัจฉริยะ
× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป
เซินเจิ้น, 17 พ.ย. (ซินหัว) — เมื่อไม่นานนี้ มะพร้าวน้ำหอมสดจากไทยถูกขนส่งถึงท่าเรือเสอโข่วในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน และทีมเจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นอย่างว่องไว ทำให้ผลไม้ไทยได้ปรากฏบนชั้นจำหน่ายสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊าอย่างรวดเร็วทันใจ ขณะเดียวกันแขนกลหุ่นยนต์ที่โรงงานประกอบขั้นสุดท้ายของบีวายดี (BYD) ในเขตผิงซานทำงานประกอบยานยนต์พลังงานใหม่อย่างแข็งขันเพื่อส่งออกสู่กรุงเทพมหานคร
การนำเข้าและส่งออกที่เกิดขึ้นพร้อมกันเหล่านี้ช่วยฉายภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเซินเจิ้นกับไทยที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นในปี 2025 โดยข้อมูลสถิติจากศุลกากรเซินเจิ้นระบุว่าการนำเข้าและส่งออกระหว่างเซินเจิ้นกับไทยในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคมของปี 2025 สูงถึง 9.28 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.24 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 เมื่อเทียบปีต่อปี และครองอันดับหนึ่งบนแผ่นดินใหญ่ของจีนทั้งด้านการนำเข้าและส่งออก
หลิวเฟิง ผู้จัดการฝ่ายศุลกากรของบีวายดี เปิดเผยว่าปริมาณการส่งออกยานยนต์พลังงานใหม่ของบีวายดีสู่ไทยตั้งแต่ต้นปี 2025 สูงถึง 11,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนการเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน กอปรกับความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งส่งมอบผลประโยชน์เชิงนโยบายร่วมกัน
ศุลกากรเซินเจิ้นได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแก่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และชิ้นส่วนยานยนต์ที่บีวายดีส่งออกสู่ไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้มากกว่า 700 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 690 ล้านหยวน (ราว 3.15 พันล้านบาท) ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางภาษีศุลกากรของบริษัทผู้ประกอบการกว่า 30 ล้านหยวน (ราว 137 ล้านบาท)
ขณะเดียวกันมูลค่าการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าจากเซินเจิ้นสู่ไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้รวมอยู่ที่ 1.28 พันล้านหยวน (ราว 5.85 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 99.1 เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์จีนระดับไฮเอนด์ในกระแสการเปลี่ยนผ่านสีเขียวอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก
จุดเด่นของการส่งออกจากเซินเจิ้นสู่ไทยไม่ได้อยู่ที่ยานยนต์พลังงานใหม่อย่างเดียว แต่ยังมีสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ก้านควบคุมโทรศัพท์มือถือประสิทธิภาพสูงของบริษัท เล่อฉาง เทคโนโลยี จำกัด ที่มียอดส่งออกสู่ไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเป็นอานิสงส์จากกระแสนิยมผลิตคลิปวิดีโอสั้นที่พุ่งสูงในไทย
อนึ่ง วงจร “อุปสงค์ขับเคลื่อน+อุปทานตอบรับ” ลักษณะนี้เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ของการเชื่อมโยงการผลิตอัจฉริยะของเซินเจิ้นกับบรรดาตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อมูลสถิติระบุว่าช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ เซินเจิ้นส่งออกอุปกรณ์ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ 4.13 พันล้านหยวน (ราว 1.89 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 และส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า 2.45 พันล้านหยวน (ราว 1.12 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.1 โดยผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงและที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกำลังกลายเป็นกำลังหลักของการส่งออกสู่ไทย
สำหรับการนำเข้าของเซินเจิ้น มีสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากไทยทยอยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น เฉกเช่นมะพร้าวน้ำหอมสดใหม่ที่บริษัท การนำเข้าและส่งออกโอวเหิง จำกัด นำเข้าจากไทยโดยผ่านพิธีการศุลกากรที่สะดวกรวดเร็วของเซินเจิ้น ซึ่งเอื้อให้การนำเข้าในปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบปีต่อปี
ด้านบริษัท เทคโนโลยีอุตสาหกรรมผลไม้จอย วิง เมา จำกัด (Joy Wing Mau) ได้รับประโยชน์จากพิธีการศุลกากรที่สะดวกรวดเร็วของเซินเจิ้นเช่นกัน ทำให้ทุเรียนสดที่นำเข้าจากไทยถูกกระจายสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ทั่วจีนภายในวันเดียว และปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคมได้เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 15 เมื่อเทียบปีต่อปี
รายงานระบุว่าโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (AEO) ซึ่งจีนและไทยบังคับใช้ร่วมกันตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2025 เพื่อรับรองผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ ได้ส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองประเทศ เนื่องจากมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วม ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันการค้าระหว่างเซินเจิ้นกับไทยได้ก้าวหน้าสู่การบูรณาการห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเซินเจิ้นที่อาศัยนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นแกนหลักได้ส่งออกยานยนต์พลังงานใหม่และอุปกรณ์อัจฉริยะ ส่วนไทยที่มีทรัพยากรการเกษตรอุดมสมบูรณ์และตลาดผู้บริโภคที่ขยายตัวรวดเร็วกลายเป็นจุดหมายสำคัญของสินค้าจีนที่มีคุณภาพสูง ซึ่งโมเดลที่เกื้อกูลและส่งมอบผลประโยชน์แก่ทุกฝ่ายนี้ไม่เพียงเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการค้าทวิภาคี แต่ยังเพิ่มพูนพลังสดใหม่สู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคด้วย