บันทึกหน้า 4
..การเลือกตั้งครั้งนี้ 8 ก.พ. หลายคนจับตามองบทบาทการทำหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ชุดปัจจุบันที่มีณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน กกต.กันมากว่าจะทำหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง และบริหารจัดการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้ออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้มีการซื้อเสียง-ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลังมีการประเมินกันว่าการหาเสียงรอบนี้น่าจะมีการซื้อเสียงกันอย่างหนักในหลายพื้นที่ รอดูกันว่า กกต.ภายใต้การนำของอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา “ณรงค์-ประธาน กกต.” จะแสดงฝีมือตรงนี้ให้สังคมได้เห็นหรือไม่
หาก กกต.ทำหน้าที่ได้ดี เสียงชื่นชมก็จะตามมาอย่างมาก ที่จะเป็นเครดิต-ผลงานที่สำคัญของ กกต.ทุกคน แต่หากทำหน้าที่แบบสังคมคาใจ ผลจะออกมาตรงกันข้าม คือ รับก้อนอิฐและทัวร์ลงอย่างหนัก ผลจะออกมาแบบไหนติดตามกัน…
…การหาเสียงเลือกตั้งทุกครั้ง สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นเป็นเรื่องปกติก็คือการหาเสียงของแกนนำพรรคการเมือง-ผู้สมัคร สส.ที่จะออกมาแสดงวิสัยทัศน์ หรือแถลงนโยบายของพรรคในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านความมั่นคง-การต่างประเทศ-เศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-การศึกษา-การลงทุน เป็นต้น บนการตั้งคำถามของประชาชนทุกครั้งเช่นกันว่า สิ่งที่นักการเมืองหาเสียงทำได้จริงหรือไม่ หรือแค่โม้ขอคะแนนเสียง เพราะตัวอย่างก็มีให้เห็นกันตลอดว่า หาเสียงไปแล้ว พอเข้าไปเป็นรัฐบาลไม่สามารถทำได้จริง ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 2566 ที่เพื่อไทยหาเสียงเรื่อง “แจกเงินหมื่น-ดิจิทัลวอลเล็ต” ให้กับคนไทยทุกคนที่อายุเกิน 16 ปี แต่สุดท้าย เพื่อไทยเป็นรัฐบาลสองปี ก็ทำไม่ได้จริง แจกได้เฉพาะบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้แจกให้กับคนไทยที่อายุเกิน 16 ปีได้ทุกคนแบบที่หาเสียง เพราะทำไม่ได้จริง ติดขัดทั้งเรื่องกฎหมาย-งบประมาณ ที่ไม่แตกต่างอะไรกับการโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวงประชาชนเพียงเพื่อหวังคะแนนเสียง..จุดนี้ทำให้สังคมต้องการเห็นการขยับของ กกต.ในการติดตามตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงครั้งนี้ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ล่าสุด นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาออกมาแล้ว กรรมการชุดนี้มี แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นประธานกรรมการ-วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เป็นต้น โดยให้มีอำนาจหน้าที่ อาทิ ตรวจสอบรายการนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาตามที่พรรคการเมืองรายงานต่อ กกต. เช่น ตรวจสอบวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ, ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินการนโยบาย, ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย เป็นต้น ..ทว่าของแบบนี้ต้องบอกไว้ว่า มันก็ต้องดูผลการทำงานเช่นกัน ว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะทำหน้าที่ได้ดีมากน้อยแค่ไหน หรือแค่ตั้งมาเพื่อให้สังคมเห็นว่า กกต.ขยับแล้ว ไม่ได้อยู่เฉยๆ ปล่อยให้พรรคการเมืองอยากหาเสียงอะไรก็ได้ เพราะบอกตรงๆ ประชาชนไม่อยากโดนพรรคการเมือง-นักการเมืองมาโฆษณาชวนเชื่อ หลายคนเข็ดแล้วกับการหาเสียงแบบมักง่าย เพียงเพราะหวังคะแนนอย่างเดียว..
ปิดท้ายที่การเตรียมพร้อมของ กกต. กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ล่าสุดต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-war Room) โดย กกต.บอกว่า วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและเป็นไปได้ด้วยดี และปกป้องผู้สมัคร-พรรคการเมือง และผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้ศูนย์จะมีการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีโปรแกรมตรวจจับว่าใครโพสต์ข้อความเฟกนิวส์ หรือใส่ร้ายผู้สมัคร พรรคการเมือง ทำให้เกิดความเสียหาย หรือการใช้ข้อความอันเป็นเท็จ และเมื่อได้รับข้อมูลพวกนี้จากสิ่งที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.เอง หรือผู้สมัคร-พรรคการเมือง ได้รับผลกระทบ ก็สามารถแจ้งมาที่ศูนย์นี้ได้ ซึ่ง กกต.ก็จะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย สำหรับขั้นตอนในการคัดกรองข้อความ มีโปรแกรม จะมีระบบตรวจจับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องมาดูว่าข้อความเหล่านั้นจะเข้าข่ายการใส่ร้ายหรือไม่ตามกฎหมายการหาเสียง โดยเป้าหมายของ กกต. คือการใส่ร้าย ไม่ใช่การหมิ่นประมาท ซึ่งถ้าหากเป็นหมิ่นประมาท เข้าข่ายเป็นคดีอาญา พรรคการเมืองจะต้องไปจัดการกันเอง.
พยัคฆ์ขาว