โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บล.บัวหลวง กับกลยุทธ์สร้าง S-Curve

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 12.50 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 05.50 น.

“ตลาดหุ้นไทยอาจไม่กลับไปสู่ภาวะกระทิงเหมือนในอดีตได้ง่ายๆ ด้วยปัจจัยท้าทายเชิงโครงสร้างหลายประการ แต่ บล.บัวหลวง ยังคงมองเห็นโอกาสเติบโตด้วยการพาลูกค้าไปลงทุนต่างประเทศ”

ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง พร้อมควบตำแหน่ง รักษาการหัวหน้าสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ รับผิดชอบสายงานการตลาด

ชัยพร ร่วมงานกับ บล.บัวหลวง มานานกว่า 23 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ก่อนจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็น Head of Sales เนื่องจากเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและการลดลงของค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิสชั่น) ในอุตสาหกรรมโบรกเกอร์

ภารกิจสร้าง S-Curve ใหม่ให้องค์กร

“ผมเปลี่ยนขั้วจากฝั่งวิเคราะห์ข้อมูลมาดูแลงานฝ่ายขาย ด้วยเป้าหมายเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะผู้แนะนำการลงทุน ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะมาถึง”

ชัยพร เล่าถึงบทบาทหน้าที่ในปัจจุบันว่า เข้ามาดูแลรับผิดชอบงานด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นส่วนงานที่สำคัญในการสร้าง S-Curve ใหม่ให้กับองค์กร โดยมองว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีจะสร้างผลตอบแทนที่ดีตามมา ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันด้านค่าคอมมิสชั่นและปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ลดลงต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทย บล.บัวหลวง ได้กำหนดทิศทางการเติบโตที่เน้นความยั่งยืน ไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ ได้แก่

  • กระจายฐานรายได้ โดยไม่พึ่งพารายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว
  • พัฒนาบุคลากรให้ทันโลก มีการปรับปรุงและพัฒนาผู้แนะนำการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
  • นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน นอกจากทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ความพึงพอใจสูงสุด
  • ความมั่นคงและความโปร่งใส การเป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นกว่า 99.7% ทำให้ บล.บัวหลวง มีฐานเงินทุน (Equity) ที่แข็งแกร่งกว่า 9,000 ล้านบาท และสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าได้ในเรื่องความมั่นคง

เปิดประตูสู่โลกการลงทุนต่างประเทศ

สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ สร้างเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาทางเลือกในการลงทุนใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา บล.บัวหลวง จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเน้นการเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ได้แก่

1.ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt : DR) จำนวนบัญชีที่ลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ต่างประเทศของ บล.บัวหลวง เติบโตอย่างรวดเร็วจากหลักพันบัญชี เพิ่มเป็น 12,000 บัญชี

2.กองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวทฟันด์) บล.บัวหลวง เล็งเห็นช่องว่างในตลาดกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 30 ล้านบาท) จึงได้พัฒนาระบบเพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงบริการจัดพอร์ตระดับมืออาชีพได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท

ชัยพรกล่าวว่า บริการไพรเวทฟันด์ของ บล.บัวหลวง ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เช่น โปรแกรมการซื้อขาย ความสามารถในการเป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง และโนว์ฮาว หรือ ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ หรือขั้นตอนการทำงานของทีมวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยจุดเด่นที่สำคัญคือ การใช้ระบบเทคโนโลยี ในการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุน ทำให้ลูกค้าทุกคนได้รับการปรับพอร์ตพร้อมกันโดยไม่ต้องรอการทำงานแบบ Manual หรือใช้คน ซึ่งช่วยให้ลูกค้าไม่เป็น “คนหลังๆ” ที่ได้รับการดูแล โดยลูกค้าสามารถติดตามพอร์ตการลงทุน และดูผลตอบแทน ได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชั่น Wealth CONNEX

3.การเปลี่ยนบทบาทสู่ที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อยกระดับการบริการและช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้น โดย บล.บัวหลวง ได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการซื้อขาย (โบรกเกอร์) ไปสู่ที่ปรึกษาการลงทุน ผ่านเครื่องมือ “Top Fund” โดยระบบ Scoring : BLS โดยการให้คะแนนกองทุนรวมกว่าพันกองทุนในตลาด

อีกทั้งเมื่อลูกค้าต้องการลงทุนในสินทรัพย์ใด (เช่น หุ้นญี่ปุ่น หรือพันธบัตรสหรัฐฯ) ทีมงานจะคัดเลือกกองทุนที่ดีที่สุด 3 อันดับแรก มาแนะนำ โดยไม่ยึดติดว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์กองทุนรวมของค่ายเดียวกัน ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยจำกัดขอบเขต ทางเลือกของลูกค้า ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น และมั่นใจได้ว่าได้พิจารณากองทุนที่ผ่านการกลั่นกรองตามปัจจัยสำคัญแล้ว

“โบรกเกอร์หุ้นยุคใหม่ไม่ใช่คนรับคำสั่งซื้อขายอีกต่อไป แต่คือ ที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าให้ลูกค้า”

Top Fund-ไพรเวทฟันด์

ตอบโจทย์รายย่อย

ชัยพร กล่าวถึงเป้าหมายระยะยาวของ บล.บัวหลวง ว่า จะกระจายรายได้จากบริการผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ และสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ระดับโลก เพื่อขยายขอบเขตการลงทุนของลูกค้าไทยให้กว้างขึ้น

“ที่ผ่านมา ลูกค้าจำนวนมากมักบอกว่า เลือกกองทุนไม่ถูก เพราะในตลาดมีกว่า 2,000 กอง เราจึงพัฒนาระบบ Top Fund มานานกว่า 17 ปี เพื่อช่วยจัดสรรพอร์ตที่เหมาะสมกับแต่ละคน”

นอกจากนี้ บล.บัวหลวง ต้องการลดช่องว่างระหว่างนักลงทุนรายใหญ่กับรายย่อย ด้วยการออกแบบบริการไพรเวทฟันด์ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท ภายใต้การบริหารจัดการจริงด้วยใบอนุญาตกองทุนส่วนบุคคล โดยมีความโดดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยีบริหารพอร์ตแบบเรียลไทม์ ระบบสามารถปรับน้ำหนักการลงทุนของลูกค้าทุกคนพร้อมกันทันที แตกต่างจากระบบที่ใช้คนดำเนินการซึ่งล่าช้าและไม่เท่าเทียม และลูกค้าสามารถตรวจสอบผลการดำเนินงานของพอร์ตได้ตลอดเวลา ผ่านแอป Wealth CONNEX โดยไม่ต้องรอรายงานประจำปี ถือเป็นความเท่าเทียมของเทคโนโลยี ที่ช่วยให้บริการบริหารความมั่งคั่งคุณภาพสูงเข้าถึงได้ทุกคน

“การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงานเพื่อลดขั้นตอน ประหยัดค่าใช้จ่าย และที่สำคัญคือ การมอบบริการที่ตรงใจและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ระบบอัตโนมัติในการปรับพอร์ตของบริการไพรเวทฟันด์ ซึ่งทำให้ลูกค้าทุกคนได้รับการปรับพอร์ตพร้อมกันอย่างเท่าเทียม”

เมื่อหุ้นไทยกลับมา วงเงินมาร์จิ้น 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อม

ชัยพร กล่าวถึงการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญของบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อรับมือกับภาวะตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา ด้วยแนวทาง เปลี่ยนบทบาทจากโบรกเกอร์ สู่ที่ปรึกษาการลงทุนเต็มรูปแบบ โดยมุ่งใช้ เทคโนโลยีและฐานข้อมูล ขับเคลื่อนการขยายรายได้ ทั้งจากตลาดต่างประเทศและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก

“แม้โครงสร้างธุรกิจในฝั่งตลาดทุนไทยภาพรวมจะชะลอตัว แต่ บล.บัวหลวง ยังคงรักษาฐานรายได้หลักไว้ได้ ผ่านการบริหารความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมเชิงรุก เช่น บริการสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ และ Block Trade ปัจจุบัน บล.บัวหลวง มีวงเงินมาร์จิ้น 12,000 ล้านบาท แต่ลูกค้าใช้จริงเพียง 3,000 ล้านบาท หมายความว่า มีกำลังซื้อที่ยังไม่ถูกใช้กว่า 9,000 ล้านบาท ถ้าตลาดกลับเข้าสู่ภาวะกระทิงเมื่อไร กำลังซื้อส่วนนี้จะกลายเป็นแรงหนุนสำคัญทันที”

สำหรับธุรกรรม Block Trade ชัยพรกล่าวว่า ในตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันลดลงเหลือราว 10,000-13,000 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนลดการใช้เงินกู้ยืม (Leverage) อย่างระมัดระวัง แต่เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา Block Trade จะเป็นธุรกรรมที่ฟื้นเร็ว และบล.บัวหลวงอยู่ในกลุ่มผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ด้วย

“ตลาดหุ้นไทยไม่ดึงดูดเหมือนในอดีต เราไม่สามารถรอให้ตลาดกลับมาเองได้อีกต่อไป การพาลูกค้าไปลงทุนต่างประเทศคือคำตอบที่ยั่งยืน บล.บัวหลวง มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่พาลูกค้าไปเทรดหุ้นต่างประเทศโดยขาดข้อมูลวิจัยรองรับ ทุกการลงทุนต้องมีข้อมูลสนับสนุน เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจบนพื้นฐานของความเข้าใจจริง”

ชัยพรกล่าวทิ้งท้าย แม้จะยอมรับว่า ตลาดหุ้นไทยอาจไม่กลับไปสู่ภาวะกระทิงร้อนแรงเหมือนในอดีตได้ง่ายๆ ด้วยปัจจัยท้าทายเชิงโครงสร้างหลายประการ แต่ บล.บัวหลวง ยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโต โดยเชื่อว่า การพาพนักงานและลูกค้าร่วมกันเรียนรู้ และก้าวข้ามสู่โลกการลงทุนต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดนิ่ง จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ บล.บัวหลวง สามารถรักษาความเป็นผู้นำและเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนในภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนธันวาคม 2568 ฉบับที่ 524 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...