โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ดัชนี FTSE 100” พุ่งแรงสุดในรอบ 16 ปี แซงทั้งสหรัฐและยุโรป

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 16.35 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 09.35 น.

"ดัชนี FTSE 100" พุ่งแรงสุดในรอบ 16 ปี แซงทั้งสหรัฐและยุโรป แต่หุ้นอังกฤษที่พึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง ภาษีเพิ่ม และการเติบโตที่อ่อนแรง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 15.44 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หลังจาก FTSE 100 ทำผลงานแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 16 ปี หุ้นอังกฤษที่พึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า มีแนวโน้มจะยังคงเคลื่อนไหวอย่างซบเซาต่อไปอีกระยะ ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแรง

ดัชนีหุ้นบลูชิพของสหราชอาณาจักรทำผลงานสวนกระแสในปี 2568 โดยปรับขึ้นถึง 19% และเอาชนะทั้งดัชนี S&P 500 และ Euro Stoxx 50 อย่างไรก็ดีหุ้นขนาดกลางที่เน้นตลาดในประเทศกลับถูกทิ้งห่าง โดย FTSE 250 เพิ่มขึ้นเพียง 6.5% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจที่ซบเซา และภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน

มิสลาฟ มาเทจกา นักกลยุทธ์จาก JPMorgan Chase & Co. กล่าวว่า “นักลงทุนกังวลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเติบโต ภาษี และการเมืองของสหราชอาณาจักร ขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยดึงดูดที่ชัดเจน และไม่เห็นสัญญาณการเร่งตัวของเศรษฐกิจ”

ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้ โดยตลาดเกือบจะสะท้อนความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยไว้แล้ว และคาดว่าจะมีการลดอีกครั้งภายในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะหนุนตลาด หากไม่มีสัญญาณฟื้นตัวของการเติบโตที่ชัดเจน โดยเศรษฐกิจอังกฤษมีความเสี่ยงเผชิญการหดตัวรายไตรมาสเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่รัฐบาลพรรคแรงงานเข้าบริหาร หลังข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจเดือนตุลาคมอ่อนแอลง ก่อนการประกาศงบประมาณขึ้นภาษีของรัฐมนตรีคลัง เรเชล รีฟส์

ในทางตรงกันข้าม หุ้นขนาดกลางในยูโรโซนกลับโดดเด่น โดยปรับขึ้นถึง 17% จากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายกว่า และคำมั่นด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของกำไรปีหน้าของ FTSE 250 อยู่ที่เพียง 7.5% เทียบกับ 27% ของดัชนี Euro Stoxx Mid-Cap ตามข้อมูลของ Bloomberg นอกจากนี้ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังถูกคาดว่าจะมีกำไรเติบโตระดับใกล้หรือมากกว่าเลขสองหลักในปี 2569

เอ็มมานูเอล โก นักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ซึ่งให้น้ำหนักลงทุนหุ้นอังกฤษต่ำกว่าตลาด กล่าวว่า“จากแรงกดดันเชิงโครงสร้างหลัง Brexit และการขาดนโยบายส่งเสริมการเติบโตระยะยาวจากรัฐบาล ทำให้ยากที่จะมองเชิงบวกต่อหุ้นอังกฤษโดยรวม แม้จะมีประเด็นด้านมูลค่าที่น่าสนใจ” และเสริมว่า จากการพบปะนักลงทุนกว่า 100 ราย ความกังวลยังรวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อพรรคแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านการคลังและการเติบโตที่ยังคงอยู่

สำหรับ FTSE 100 นักกลยุทธ์มองว่าโครงสร้างที่เน้นหุ้นเชิงรับ (defensive) และหุ้นมูลค่า (value) รวมถึงระดับราคาที่น่าสนใจ ทำให้ดัชนีนี้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดี อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวตามคาด และเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตดีกว่า FTSE 100 อาจกลับมาเคลื่อนไหวช้ากว่าตลาดอื่น ดัชนีนี้มักถูกมองเป็นสินทรัพย์หลบภัย จากสัดส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณสุขและสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูง และมักทำผลงานได้ดีในช่วงที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยบางอุตสาหกรรมอาจเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเมื่อดอกเบี้ยเริ่มลดลง BOE อาจมีเหตุผลมากขึ้นในการผ่อนคลายนโยบาย หากเศรษฐกิจแสดงสัญญาณอ่อนแรงชัดเจน มาเทจกาเห็นว่ายังมีพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ยในปี 2569 มากกว่า 2 ครั้งที่ตลาดการเงินคาดไว้ ซึ่งอาจช่วยหนุนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และหุ้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภค

มาร์ติน วอล์กเกอร์ ผู้ร่วมดูแลการลงทุนหุ้นอังกฤษและยุโรปของ Invesco กล่าวว่า “ความมองลบในปัจจุบันกำลังปูทางไปสู่โอกาสฟื้นตัวในอนาคต อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอาจช่วยกระตุ้นให้ครัวเรือนที่ยังลังเล กลับมาใช้จ่ายมากขึ้น”

วอล์กเกอร์ระบุว่า ครัวเรือนอังกฤษมีเงินออมคิดเป็น 14% ของ GDP ซึ่งอาจถูกนำออกมาใช้เมื่อความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น เขามองเห็นโอกาสในกลุ่มสาธารณูปโภค บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีฐานรายได้ต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มสาธารณสุขและธนาคารในประเทศ

โดยรวมแล้ว มูลค่าหุ้นอังกฤษยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่การปรับตัวขึ้นในปีนี้ทำให้ความน่าสนใจบางส่วนลดลง ปัจจุบันดัชนี FTSE 350 ซื้อขายที่ประมาณ 13 เท่าของกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 12 เท่า หุ้นขนาดใหญ่ช่วยพยุงตลาดผ่านเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน ขณะที่ประมาณการกำไรเริ่มปรับดีขึ้น

นักลงทุนหุ้นอังกฤษได้รับผลตอบแทนรวมจากผู้ถือหุ้นถึง 6.5% จากเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน และการควบรวมกิจการ ตามข้อมูลของรัส มูลด์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ AJ Bell ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อ พันธบัตรรัฐบาล และเงินสด

“ตลาดหุ้นอังกฤษเป็นเหมือนเครื่องผลิตเงินสด” มูลด์กล่าว พร้อมเสริมว่า โมเมนตัมของกำไรและผลตอบแทนเงินสดจะเป็นจุดตั้งต้นสำหรับปี 2569 โดยสรุปแล้ว หุ้นอังกฤษ ไม่แพงตามมาตรฐานประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ถูกเหมือนในอดีตอีกต่อไป

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...