กนง. จับตาเงินบาทแข็งค่า เกินปัจจัยพื้นฐาน หั่นจีดีพีปี 69 เหลือ 1.5% เกาะติดเงินฝืด
กนง. ชี้ เงินบาทเทียบดอลลาร์ฯแข็ง 8%จากต้นปี 68 ส่อเค้าเกินปัจจัยพื้นฐาน ยกระดับคุมธุรกรรมทองคำแกะรอยหาต้นตอแรงกดดันค่าเงิน หั่นจีดีพีปี 69 เหลือ 1.5% พร้อมจับตาภาวะเงินฝืด
17 ธ.ค. 2568 - นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงภายหลังการประชุมกนง. ว่า กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยจะขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยประมาณการ GDP ปี 2568 ยังคงอยู่ที่ 2.2% แต่ปี 2569 คาดการณ์ว่าจะเติบโต 1.5%
โดยมาจากการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวตามแนวโน้มของรายได้ที่ขยายตัวต่ำ ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯและการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากนี้สถานการณ์ของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และครัวเรือนเปราะบางยังไม่ดีขึ้น โดยสินเชื่อของ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องเกือบ 3 ปี และกลุ่ม SME ถูกกดดันอย่างหนักจากปัญหาขาดสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อยาก และการแข็งค่าของเงินบาท
“กนง. ได้ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปลง โดยคาดว่าในปีนี้จะอยู่ที่ -0.1% และปี 2569 อยู่ที่ 0.3% โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาพลังงานและอาหารสด ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้แรงกดดันด้านอุปสงค์มีจำกัด กนง. จึงให้ติดตามความเสี่ยงของภาวะเงินฝืด ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด”
นายสักกะภพ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการได้มีการพูดคุยอย่างมากเกี่ยวกับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและแข็งขึ้นมาก โดยพบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน และประเมินว่าการแข็งค่าดังกล่าวอาจเริ่มเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทเกิดจากหลายปัจจัย รวมถึงการที่ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีการปรับลดดอกเบี้ย รวมถึงปัจจัยเฉพาะจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งนำมาสู่ ธุรกรรมทองคำในบางช่วงเวลาที่สูงค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับธุรกรรมปกติ
“กนง.ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท โดยมาตรการที่ดำเนินการไปแล้วและกำลังดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่การคุมธุรกรรมทองคำ ที่ ธปท. ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือแนวปฏิบัติในการตรวจสอบเอกสารก่อนทำธุรกรรมอัตราแลกลเปลี่ยน (FX) ที่เกี่ยวกับทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมขายทองคำ”
โดย ธปท. ขอให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำให้มีความละเอียดมากขึ้นเพื่อวิเคราะห์แรงกดดันต่อค่าเงินบาท และตรวจสอบพฤติกรรมธุรกรรมการซื้อขาย FX อย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์ และประสานงานให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบธุรกรรมที่มีความผิดปกติและกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งรวมถึงธุรกรรม Stable Coin ด้วย
“ยืนยันว่าได้เข้าดูแลความผันผวนของค่าเงินบาทตามปกติ และในช่วงที่มีความผันผวนมากก็มีการดำเนินการมากกว่าปกติ พร้อมทั้งพยายามดูในแง่ของต้นตอของเงินที่เข้ามาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพื่อดูแลแรงกดดันต่อค่าเงินบาท”
นายสักกะภพ กล่าวอีกว่า จากการติดตามการส่งผ่านนโยบายทางการเงินที่ผ่านมา หลังจากการลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา 1% แล้วนั้นได้ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ปล่อยใหม่และภาระดอกเบี้ยโดยรวม (Effective Interest Rate) แต่ผลของการส่งผ่านไม่ได้เท่าเทียมกันในทุกกลุ่ม กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับผลประโยชน์ในการลดดอกเบี้ยมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มรายย่อยและ SMEs
การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้โดยรวม แม้ว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้มากกว่ารายย่อยและ SME แต่ก็ช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยสินเชื่อเดิมที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ของ SME และครัวเรือนได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญเนื่องจากมีความเสี่ยงทางเครดิต (Credit Risk) สูง ดังนั้น นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินแล้ว กนง. เห็นว่าจำเป็นต้องมีกลไกอื่นเข้ามาช่วย เช่น กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตของ SME และเพิ่มประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน โดย ธปท. กำลังดำเนินการเกี่ยวกับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อที่คาดว่าจะออกมาในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยกลุ่ม SME ที่มีศักยภาพในการปรับตัว
“นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท การขยายตัวของสินเชื่อ SME และภาวะเงินฝืด”
อย่างไรก็ดี ผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที