โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. จับตาเงินบาทแข็งค่า เกินปัจจัยพื้นฐาน หั่นจีดีพีปี 69 เหลือ 1.5% เกาะติดเงินฝืด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ธ.ค. 2568 เวลา 16.46 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568 เวลา 09.46 น.

กนง. ชี้ เงินบาทเทียบดอลลาร์ฯแข็ง 8%จากต้นปี 68 ส่อเค้าเกินปัจจัยพื้นฐาน ยกระดับคุมธุรกรรมทองคำแกะรอยหาต้นตอแรงกดดันค่าเงิน หั่นจีดีพีปี 69 เหลือ 1.5% พร้อมจับตาภาวะเงินฝืด

17 ธ.ค. 2568 - นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงภายหลังการประชุมกนง. ว่า กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยจะขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยประมาณการ GDP ปี 2568 ยังคงอยู่ที่ 2.2% แต่ปี 2569 คาดการณ์ว่าจะเติบโต 1.5%

โดยมาจากการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวตามแนวโน้มของรายได้ที่ขยายตัวต่ำ ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯและการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากนี้สถานการณ์ของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และครัวเรือนเปราะบางยังไม่ดีขึ้น โดยสินเชื่อของ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องเกือบ 3 ปี และกลุ่ม SME ถูกกดดันอย่างหนักจากปัญหาขาดสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อยาก และการแข็งค่าของเงินบาท

“กนง. ได้ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปลง โดยคาดว่าในปีนี้จะอยู่ที่ -0.1% และปี 2569 อยู่ที่ 0.3% โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาพลังงานและอาหารสด ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้แรงกดดันด้านอุปสงค์มีจำกัด กนง. จึงให้ติดตามความเสี่ยงของภาวะเงินฝืด ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด”

นายสักกะภพ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการได้มีการพูดคุยอย่างมากเกี่ยวกับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและแข็งขึ้นมาก โดยพบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน และประเมินว่าการแข็งค่าดังกล่าวอาจเริ่มเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทเกิดจากหลายปัจจัย รวมถึงการที่ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีการปรับลดดอกเบี้ย รวมถึงปัจจัยเฉพาะจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งนำมาสู่ ธุรกรรมทองคำในบางช่วงเวลาที่สูงค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับธุรกรรมปกติ

“กนง.ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท โดยมาตรการที่ดำเนินการไปแล้วและกำลังดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่การคุมธุรกรรมทองคำ ที่ ธปท. ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือแนวปฏิบัติในการตรวจสอบเอกสารก่อนทำธุรกรรมอัตราแลกลเปลี่ยน (FX) ที่เกี่ยวกับทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมขายทองคำ”

โดย ธปท. ขอให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำให้มีความละเอียดมากขึ้นเพื่อวิเคราะห์แรงกดดันต่อค่าเงินบาท และตรวจสอบพฤติกรรมธุรกรรมการซื้อขาย FX อย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์ และประสานงานให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบธุรกรรมที่มีความผิดปกติและกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งรวมถึงธุรกรรม Stable Coin ด้วย

“ยืนยันว่าได้เข้าดูแลความผันผวนของค่าเงินบาทตามปกติ และในช่วงที่มีความผันผวนมากก็มีการดำเนินการมากกว่าปกติ พร้อมทั้งพยายามดูในแง่ของต้นตอของเงินที่เข้ามาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพื่อดูแลแรงกดดันต่อค่าเงินบาท”

นายสักกะภพ กล่าวอีกว่า จากการติดตามการส่งผ่านนโยบายทางการเงินที่ผ่านมา หลังจากการลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา 1% แล้วนั้นได้ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ปล่อยใหม่และภาระดอกเบี้ยโดยรวม (Effective Interest Rate) แต่ผลของการส่งผ่านไม่ได้เท่าเทียมกันในทุกกลุ่ม กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับผลประโยชน์ในการลดดอกเบี้ยมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มรายย่อยและ SMEs

การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้โดยรวม แม้ว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้มากกว่ารายย่อยและ SME แต่ก็ช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยสินเชื่อเดิมที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ของ SME และครัวเรือนได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญเนื่องจากมีความเสี่ยงทางเครดิต (Credit Risk) สูง ดังนั้น นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินแล้ว กนง. เห็นว่าจำเป็นต้องมีกลไกอื่นเข้ามาช่วย เช่น กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตของ SME และเพิ่มประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน โดย ธปท. กำลังดำเนินการเกี่ยวกับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อที่คาดว่าจะออกมาในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยกลุ่ม SME ที่มีศักยภาพในการปรับตัว

“นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท การขยายตัวของสินเชื่อ SME และภาวะเงินฝืด”

อย่างไรก็ดี ผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...