โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คลัง-ธปท. เร่งสกัดเงินเทา-คุมธุรกรรมทองคำ ปักธงไทย "นรกของการฟอกเงิน"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 12.32 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. เวลา 11.20 น.

คลัง-ธปท. ลุยปิดช่องโหว่ฟอกเงิน เร่งสกัดเงินเทา คุมเข้มธุรกรรมทองคำคาดหลัง 20 ม.ค. นี้เห็น จ่อออกประกาศ “บัญชีพิเศษ” รายงานข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำ ทุกกรณี ย้ำไทยเป็น “นรกของการฟอกเงิน”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อช่วงเช้ากระทรวงการคลัง ได้มีการประชุมเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยความคืบหน้าล่าสุด นายเอกนิติยอมรับว่า ยังมีช่องโหว่ในการแก้ไขปัญหาฟอกเงินและทุนเทา ที่มาจากทั้ง การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล e-Wallet เงินตราต่างประเทศ และเงินสด รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ เป็นต้น

ดังนั้น หลังจากนี้ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเข้าไปปิดช่องโหว่ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปกำกับดูแล โดยเฉพาะธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบจริงและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยการจัดตั้งระบบ Data Bureau ที่เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ที่เดียว โดยไม่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ซึ่งจะทำให้สวรรค์ของการฟอกเงินหลังจากนี้กลายเป็นนรกของการฟอกเงิน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศควบคุมการแลกเปลี่ยนและซื้อขายทองคำในลักษณะที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง หรือในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ โดยขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้หารือรายละเอียดร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วเสร็จ และได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ร่างประกาศดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาลงนาม ซึ่งเมื่อได้รับความเห็นชอบก็สามารถประกาศใช้ได้ทันที

สำหรับประเด็น “บัญชีพิเศษ” ที่มีการหารือกันก่อนหน้านี้ ที่จะต้องรายงานข้อมูลการซื้อขายทองคำมาให้ทราบทุกกรณี จะต้องดำเนินการผ่านประกาศของกรมสรรพากร ซึ่งขั้นตอนใช้เวลาไม่นาน โดยเป็นการออกประกาศกรมสรรพากรภายใต้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอการออกประกาศดังกล่าว กรมสรรพากรจะเริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าทองคำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะร้านที่มีแพลตฟอร์มเป็นของตนเอง เพื่อตรวจสอบลักษณะธุรกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จำนวนการซื้อขายของลูกค้า และความถูกต้องของข้อมูลทางภาษี ซึ่งสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ทันที และยืนยันว่าจะเริ่มตรวจภายในเดือนนี้อย่างแน่นอน

ส่วนจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax : SBT) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ซึ่งต้องออกในรูปแบบพระราชกฤษฎีกา และอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะต้องพิจารณาขอบเขตอำนาจของรัฐบาลรักษาการว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะต้องมีการหารือในรายละเอียดต่อไป

ขณะเดียวกันก็ได้สั่งการให้กรมศุลกากร พิจารณาเรื่องการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำว่า ควรจะดำเนินการได้หรือไม่ แล้วจะสามารถดำเนินการได้เมื่อไหร่ โดยต้องมีการพิจารณาข้อดีข้อเสียให้รอบคอบก่อนว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้าการกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายที่กระทบต่อค่าเงินบาทว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการทางยกร่างกฎหมาย โดยประกาศของกระทรวงการคลังที่ให้อำนาจ ธปท. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เสร็จแล้วเมื่อวานและภายใน 1-2 วันนี้ จะส่งเรื่องขอความเห็นชอบไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

หลังจากได้รับความเห็นชอบ จะใช้ระยะเวลาในการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะออกประกาศของธปท.เพิ่มเติม ซึ่งในขั้นตอนนี้ยังต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในรายละเอียดอีกเล็กน้อย โดยภาพรวมทั้งหมด หากเป็นไปตามกรอบเวลาที่เร็วที่สุด คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในช่วงประมาณวันที่ 20 กว่าของเดือนมกราคม 2569 นี้

นายวิทัยกล่าวว่า ผลสำคัญของมาตรการดังกล่าว คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีอำนาจเรียกดูข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ดำเนินการเป็นเงินบาทบนแอปพลิเคชั่น ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท โดยจะสามารถตรวจสอบข้อมูลว่าใครเป็นผู้ซื้อขาย ปริมาณการซื้อขายเป็นเท่าใด มีความเหมาะสมหรือเกินความจำเป็นหรือไม่ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อการกำหนดนโยบายควบคุมในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ธปท.มีแนวทางพิจารณา กำหนดเพดาน (Limit) การซื้อขายทองคำที่สูงเกินความเหมาะสมกับสถานะของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดาที่มีการซื้อขายหรือเทรดทองคำในระดับวันละหลาย 10 ล้านบาท หรือสูงถึงระดับ 100 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงและอาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยกรณีดังกล่าวอาจต้องมีการจำกัดวงเงิน หรือกำหนดให้ต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ไม่ใช่เปิดเสรีอย่างไม่มีขอบเขต ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดแรงกดดันและความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง

สำหรับมาตรการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเงินตราต่างประเทศนั้น นายวิทัยกล่าวว่า ได้มีการออกประกาศและเริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น การกำหนดให้การนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องมีการตรวจสอบเอกสารแหล่งที่มาของรายได้และวัตถุประสงค์การนำเงินเข้า ซึ่งในอดีตตั้งแต่วิกฤตปี 2540 ประเทศไทยตรวจเฉพาะขาออก แต่แทบไม่เคยตรวจสอบขาเข้า

รวมถึงมาตรการกำหนดให้ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตรา (Exchange) ไม่สามารถรับแลกเงินเกิน 800,000 บาทต่อรายต่อวัน และการเริ่มควบคุมการใช้งาน e-Wallet โดยกำหนดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดต่อวัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศมาตรฐานเกณฑ์ เพื่อให้ทุกผู้ให้บริการปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน จากเดิมที่ให้แต่ละแห่งกำหนดลิมิตของตนเอง

“ในระยะต่อไป ธปท. จะออกมาตรฐานกลาง เพื่อกำหนดแนวทางว่า โปรไฟล์ผู้ใช้งานในลักษณะใด ควรมีวงเงินซื้อขายหรือใช้จ่ายต่อวันได้ในระดับเท่าใด เพื่อให้การกำกับดูแลมีความสอดคล้องและเป็นระบบเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการซื้อขายทองคำในระดับมูลค่าสูง 100 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับร้านทองรายใหญ่และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและเร่งดำเนินการในขั้นตอนถัดไป”

นายวิทัยระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจทองคำ รวมถึงการซื้อขายทองคำ ยังไม่มีหน่วยงานใดมีอำนาจกำกับดูแลโดยตรง ขณะที่อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งทำให้การดูแลจะพิจารณาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อค่าเงินบาทเท่านั้น

ประเด็นที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทคือการซื้อขายทองคำที่ใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งมีปริมาณธุรกรรมค่อนข้างมาก ธปท.จึงเลือกเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เนื่องจากการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาทจะก่อให้เกิดแรงซื้อหรือแรงขายเงินตราต่างประเทศทุกครั้งที่มีธุรกรรม ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและเพิ่มความผันผวนของตลาดในทันที

ในทางตรงกันข้าม หากเป็นการซื้อขายทองคำที่กำหนดราคาเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ จะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากผู้ซื้อจะแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์เพียงครั้งเดียว จากนั้นการซื้อขายทองหรือการขายทองที่ได้รับดอลลาร์จะถูกเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit : FCD) โดยเงินจะไม่ถูกแปลงกลับเป็นเงินบาทระหว่างการซื้อขาย ทำให้กระบวนการเทรดในช่วงดังกล่าวไม่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

สำหรับการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท เมื่อมีการขายจะเกิดแรงขายดอลลาร์และซื้อเงินบาท และเมื่อมีการซื้อจะเกิดแรงซื้อดอลลาร์และขายเงินบาท ซึ่งล้วนส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ธปท.จึงเลือกพิจารณาดูแลเฉพาะการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชั่นที่ใช้เงินบาทเป็นหลัก

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) ในฐานะผู้แทนจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาธุรกรรมผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศไทย ผ่านการใช้นวัตกรรมทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบการทำธุรกรรมต้องสงสัยนั้น

นายปิติกล่าวว่า สาเหตุที่ประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของเงินเทา เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีความสะดวก และเป็นประเทศเปิดที่รายล้อมไปด้วยแหล่งที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสแกมเมอร์ หรือการหลอกลวงต่าง ๆ ทำให้สินทรัพย์ที่เกิดจากการทุจริตวิ่งเข้าหาไทย และวิ่งออกไปค่อนข้างง่าย

ปัจจุบันรูปแบบของเงินเปลี่ยนไปหลายรูปแบบ ทั้งสินทรัพย์ดิจิทัล เงินที่อยู่ในบัญชีธนาคาร เงินสด ไม่ได้มีแค่เงินบาท รวมถึงสกุลเงินต่าง ๆ อีวอลเลต (e-Wallet) และทองคำ แต่สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปแทนกันได้ ซึ่งประเทศไทยสามารถดำเนินการได้อย่างเสรี โดยเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นเงินผิดกฎหมายได้

“โดยที่ระบบนิเวศทางการเงินของไทยมีประสิทธิภาพที่สูงจึงเป็นดาบสองคม รวมถึงมีหน่วยงานการกำกับค่อนข้างแยกส่วน ดังนั้นมีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน“

ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ทำงานร่วมกัน เรื่องการเปิดบัญชีธนาคารต้องมีการทำ KYC หรือการรู้จักลูกค้า เพื่อยืนยันตัวตนป้องกันการทุจริต และ KYM คือ การรู้จักร้านค้า เพื่อยืนยันตัวตนผู้ประกอบธุรกิจที่ให้บริการรับชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

โดยแนวคิดอาจจะให้มีการการสร้างโปรไฟลิ่ง (Profiling) การสร้างโปรไฟล์ข้อมูลเชิงลึกโดยวิเคราะห์พฤติกรรมเฉพาะของบุคคล บนเงินโอนดิจิทัล ตัวอย่าง ลูกค้า มีรายได้น้อยก็ควรโอนเงินได้จำนวนน้อย เพราะหากไม่มีการจำกัด มิจฉาชีพอาจจะมาจากกลุ่มคนเหล่านี้ให้เป็นบัญชีม้า เพื่อโอนเงินออกเป็นจำนวนมากได้

สำหรับโปรไฟลิ่ง (Profiling) ประกอบด้วย 3 แกน ที่มองหาความไม่สอดคล้องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ประกอบด้วย 1.ตัวตนสอดคล้องหรือไม่ 2.พฤติกรรมสอดคล้องหรือไม่ และ 3.ปริมาณสอดคล้องหรือไม่

อาทิ นาย ก. ได้เปิดบัญชีธนาคารในแต่ละแห่ง แต่บอกอาชีพไม่ตรงกัน ซึ่งเงินเดือนประจำ 10,000 บาท แต่มีบัญชีธนาคารเป็นสิบ ๆ บัญชี และมีบัญชีวอลเลตเพิ่มขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ หากนาย ก. ระบุมีเงินเดือนประจำเป็นรายเดือน แต่ทำไมมีเงินโอนเข้าเป็นรายวัน อันนี้จะเป็นพฤติกรรมไม่สอดคล้อง สำหรับปริมาณเงินไม่สอดคล้อง คือ นาย ก. บอกว่ามีเงินเดือนหลักหมื่น แต่ทำไมมีเงินโอนเข้าบัญชีหลักแสน-หลักล้านบาท

“ก่อนหน้านี้ระบบธนาคารพาณิชย์ไม่มีเครื่องมือที่จะทำสิ่งนี้ได้ วันนี้ด้วยการกำกับดูแลของ ธปท. ให้ธนาคารพาณิชย์รีบทำเกณฑ์นี้บนพร้อมเพย์ก่อน เพราะเงินเข้าเร็วและออกเร็ว แต่ระบบยังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะยังไม่มีการกำกับว่าแต่ละบุคคลควรถอนเงินได้เท่าไหร่“

ทั้งนี้ การกำกับดูแลจะเน้นเรื่องการพิจารณาข้อมูลลูกค้าเป็นหลัก เพื่อดูข้อมูลลูกค้าว่าสอดคล้องกับการทำธุรกรรมหรือไม่ ทั้งด้านอาชีพ พฤติกรรม และการโอนปริมาณของเงินจะสอดคล้องกันหรือไม่ สิ่งนี้จะสนับสนุนให้การทำ KYC/KYM เข้มข้นขึ้น

“หากทำ KYC/KYM แล้วไม่ดีขึ้น จะทำให้คนดีเดือดร้อนและโจรยังหลุดได้อยู่ดี ดังนั้น มันเป็นเหรียญสองด้านหากเข้มเกินไปคนดีอาจจะเดือดร้อน หากอ่อนเกินไปโจรจะหลุดรั่วได้ จึงจะไม่ใช่เกณฑ์ที่กำหนดมาให้เสร็จสิ้นทีเดียว แต่ต้องเรียนรู้และศึกษาต่อไป เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลัง-ธปท. เร่งสกัดเงินเทา-คุมธุรกรรมทองคำ ปักธงไทย “นรกของการฟอกเงิน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...