โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปรับกาย ฮีลใจ ให้สมดุล” สร้างสุขภาพจิตดีที่ดีอย่างยั่งยืน เริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 03 มิ.ย. 2567 เวลา 15.42 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2567 เวลา 15.40 น.

คนจำนวนมากประสบปัญหาความเครียดจากสิ่งรอบตัวในโลกที่อยู่ยากขึ้นทุกวันทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องสุขภาพ เรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและคนรอบข้าง ฯลฯ จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายและจิตใจไม่สมดุลภายใน งาน SX Talk Series #3 บาลานซ์อยู่ไหน? ปรับกาย ฮีลใจ ให้สมดุลซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจึงมีคำแนะนำการปรับสมดุลชีวิตให้ลงตัวแนะแนวทางการดูแลสุขภาพจิตที่นำไปใช้ได้จริงและการใช้ศิลปะบำบัดเพื่อเยียวยาจิตใจจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านการฮีลใจ เปลี่ยน “Mental Health Ecosystem” สร้างสุขภาพจิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความสุขหรือความทุกข์ในชีวิต ไม่ได้เกิดจากตัวเราเพียงคนเดียวแต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่คนๆ นั้นใช้ชีวิตอยู่เหมือนวงหัวหอมไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ประเทศชาติ สิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด ส่งผลให้ชีวิตของเราไม่บาลานซ์ มีความสุขน้อยลง

ดังนั้น การจะเปลี่ยนแปลงให้คนกลับมามีบาลานซ์อีกครั้งต้องทำอะไรที่มากกว่าการเปลี่ยนที่ตัวคนเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องเปลี่ยน “Mental Health Ecosystem” ทั้งระบบเพื่อเอื้อให้เกิดความยั่งยืนต่อสุขภาพจิตของเรา เช่น การมีพื้นที่สีเขียวที่เพียงพอ มีสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัย มีแหล่งความช่วยเหลือที่คนเข้าถึงได้ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายส่วนตัวเรา ก็สามารถสร้างบาลานซ์ได้ด้วยการมีพื้นที่ปลอดภัยใกล้ตัว โดยการสร้าง Compassion หรือความเมตตากรุณาให้คนรอบตัว เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน รวมถึงการมีเมตตาและอ่อนโยนกับตัวเอง มีสติรับรู้ว่าตัวเรากำลังรู้สึกอย่างไร และรักตัวเองให้เหมือนกับที่เรามีความรักให้คนรอบตัว

สร้างสุขภาวะทางใจด้วย “จิตวิทยาเชิงบวก”

อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท มายด์เซ็ทเมคเกอร์ จำกัดกล่าวว่า การปรับสุขภาพจิตจะต้องมีจิตวิทยาเชิงบวกโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เป็นเชิงบวกแบบคณิตศาสตร์ไม่ใช่เชิงบวกแบบโลกสีชมพู ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อทำให้ภาวะติดลบในใจหายไป เช่น ความเครียดสามารถเยียวยาได้แบบระยะสั้นและระยะยาวโดยในระยะยาว เราต้องรู้จักเปลี่ยนมุมมองต่อวิถีชีวิต ฝึกคิดในรูปแบบใหม่ ๆ ฝึกจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองอย่างยั่งยืน และเครื่องมือที่ต้องมีคือ “ความงอกงามด้านจิตใจ” หรือที่เรียกว่า “Growth Mindset”

ทั้งนี้ จิตวิทยาเชิงบวกมีตัวแปรสำคัญ 5 ด้านชื่อว่า “PERMA” โมเดลที่จะช่วยให้เกิดสุขภาวะทางใจที่ดี ได้แก่ P คือ Positive Emotion อารมณ์เชิงบวกเช่น สนุก ตื่นเต้น ภูมิใจ เร้าใจ บันเทิงใจ มีความหวัง มีความรัก การนอน ฯลฯ เพื่อให้เราสามารถรับมือเมื่อต้องเจอกับเรื่องราวเชิงลบได้

E คือ Engagementการรู้สึกมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชีวิตที่ทำให้เรียนรู้และเติบโตไปกับมัน, R คือPositive Relationship การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นซึ่งจะเป็นเกราะและตัวแปรให้เราอยากทำสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง, M คือ Meaning การรู้สึกถึงความหมายในชีวิตของตัวเอง, และ A คือ Accomplishment การรู้สึกถึงการเติบโตของตัวเองในแต่ละขั้นของชีวิต

อรุณฉัตร กล่าวว่า “หากทุกคนได้ลองพัฒนาสุขภาวะทางจิตของตัวเองแล้วเผื่อแผ่ไปสู่คนรอบข้าง จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่ไม่ดีได้ดีขึ้น
และเราก็จะมีพลังรับมือกับความท้าทายที่มากขึ้นในทุกวัน”

วิธีฮีลใจด้วย “ศิลปะ” ในโลกแห่งความยั่งยืน

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้ก่อตั้ง Empathy Sauce และนักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว กล่าวว่าความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแต่ทรัพยากร ต้นไม้ ใบหญ้า หรืออากาศเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วความยั่งยืนยังอยู่ในตัวทุกคน เพราะการที่เราพยายามจะช่วยให้แต่ละคนอยู่กันอย่างมีคุณภาพต่อกันไปเรื่อยๆ ก็ถือเป็นความยั่งยืนเช่นกัน

ดุจดาว แนะนำว่าการเยียวยาจิตใจตัวเองให้บาลานซ์ เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกวันไม่ต้องรอให้ใจเราร่วงแล้วค่อยซ่อม แต่ควรทำตั้งแต่เรายังไม่ได้เป็นอะไร เพื่อป้องกันไม่ให้ใจหล่นไปไกล อย่างเช่น การเยียวยาจิตใจตัวเองด้วยศิลปะโดยที่ Soulsmith by Empathy Sauce มีคลาสซ่อมใจสำหรับผู้คนที่มองหาบาลานซ์ในชีวิตผ่านศิลปะบำบัดใน 4 แขนงได้แก่ 1. Visual Arts การวาดเขียน การปั้น 2. Music ดนตรีเยียวยาจิตใจ 3. Dramaการ แสดงบทบาทเพื่อรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองและผู้อื่น และ 4. Dance Movement

นอกจากนี้ อยากให้ทุกคนเติมศิลปะเรื่องการมี Empathy เข้าไปในวิถีชีวิต ไม่มองโลกใบนี้แค่ในมุมของตัวเอง แต่ยังมองเห็นถึงความละเอียดอ่อนของคนอื่น และเห็นว่าความปลอดภัยทางใจของผู้คนในสังคม ก็เป็นเรื่องสำคัญเพราะการเติมศิลปะเข้าไปในชีวิต จะช่วยสร้างความเข้าอกเข้าใจไม่ทำให้ใจร่วงหล่นไปไกล เช่น การสื่อสารกับคนรอบข้างด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวลอ่อนโยนซึ่งจะช่วยโอบกอดให้เรามีแรงและซัปพอร์ตกันและกันได้มากขึ้นที่สำคัญคือ “การรับฟังให้เป็น” จะเป็นหนึ่งสิ่งที่ปลอดภัยมากๆ สำหรับจิตใจผู้คนลองทำกันเองในบ้าน ในครอบครัวให้ได้ หากทำมันได้อาจช่วยได้ดีกว่าการไปหาหมอที่คลินิก รวมไปถึงการสร้างศิลปะในการรักษาและเคารพขอบเขตของผู้อื่น บางครั้งเรารักและหวังดีกับคนอื่น โดยการคิดแทนคนอื่น ซึ่งอาจไม่ได้เป็นการเคารพขอบเขตของผู้อื่นอย่างแท้จริง

“จงค่อยๆ ใส่ศิลปะเข้าไปในชีวิตประจำวันเพราะมันสามารถป้องกันและเยียวยาจิตใจได้ โดยที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง”ดุจดาว กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...