ยอดยุทธ์ยุคดวงดาว
ข้อมูลเบื้องต้น
ยอดยุทธ์ยุคดวงดาว
超能星武
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 乱世狂刀 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
เรื่องย่อ
‘หลี่เซียวเฟย’ เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่คลั่งไคล้การต่อสู้แบบโบราณ ได้รับขนานนามว่าเป็นอัฉริยะ แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น มีสุนัขตัวหนึ่งเอากล่องมาให้แล้วพูดว่า “นายคือผู้ถูกเลือก” รู้ตัวอีกทีเขาก็มาอยู่ในโลกอนาคตในอีกห้าร้อยปีข้างหน้าแล้ว…
ในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายต่างดาว อารยธรรมโลกล่มสลาย เขาจะต้องเอาชีวิตรอด ฝึกฝน แข็งแกร่ง และปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ให้ได้!
บทที่ 1 กล่องแสงจันทร์
บทที่ 1 กล่องแสงจันทร์
ค.ศ. 2522 ดาวเคราะห์โลก
ทวีปเอเชีย
ภายในอาณาเขตสาธารณรัฐต้าเซี่ย
ฐานหลิวเหอ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ
“ฉันคงไม่ได้ถูกส่งมาในอีกห้าร้อยปีข้างหน้าจริง ๆ ใช่ไหม?”
หลี่เซี่ยวเฟยหันไปมองรอบ ๆ ตัวด้วยความมึนงงกับสภาพแวดล้อมแปลก ๆ
เขาพบว่าตัวเองถูกล็อกอยู่ในกรงสนิมเขรอะ
นอกกรง
มีกองศพไร้หัวหลายสิบศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่ในกองเลือด
ชายหน้าตาโหดเหี้ยมสวมชุดสีดำหลายคนยกศพไร้หัวขึ้นมาอย่างง่ายดาย จากนั้นก็โยนศพลงไปในเครื่องบดเนื้อที่ทำงานเสียงดังอยู่ด้านข้างจนถูกบดละเอียด
บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวสนิมจนรู้สึกแสบจมูก
ภาพอันน่าสยดสยองนี้ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยเกือบจะอาเจียนออกมา หายใจแทบไม่ออก
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ใจของเขากระตุกก็คือศพที่ถูกบดเป็นชิ้น ๆ เหล่านั้น สวมชุดสีขาวเหมือนกันกับเขา ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนต่างก็เป็นสมาชิกขององค์กรเดียวกัน
ไกลออกไป
มีเสียงระเบิดและเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การต่อสู้ที่ดูไม่ยุติธรรมกำลังดำเนินอย่างดุเดือด
คู่ต่อสู้ คือ ชายหญิงคู่หนึ่ง
หญิงสาวมีใบหน้าเรียบเฉย ผมยาวประบ่าถูกมัดเป็นหางม้า เธอสวมเสื้อเกราะสีดำ กางเกงขาสั้น และรองเท้าบูตยาว เผยให้เห็นผิวขาวเนียน เธอสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เรียกได้ว่ารูปร่างของเธอเปรียบดั่งนางปีศาจ
ส่วนชายอีกคนนั้นแต่งตัวเหมือนหลี่เซี่ยวเฟยทุกประการ ข้อเท้าของเขาถูกล่ามโซ่ไว้
ลำแขนทั้งสองข้างของเขาเหมือนดั่งเหล็กดำหลอมที่เต็มไปด้วยพลังอันน่าทึ่ง
ทันใดนั้น ขณะที่ชายหญิงสองคนออกแรงโจมตี ประกายระยิบระยับเบาบางพลันปรากฏบนกล้ามเนื้อของพวกเขา
ทำให้ความเร็วและพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมา ดูราวกับจอมยุทธ์ในตำนาน
ปัง!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง
ทันใดนั้นหญิงสาวพลันใช้เคล็ดวิชาแสนพิสดารออกมา
หมัดของเธอเปล่งแสงสีขาวจนแสบตา พร้อมกับความหนาวเหน็บที่แทรกซึมขึ้นในทุกอณู ทำให้ร่างของคู่ต่อสู้ถูกแช่แข็งเฉียบพลัน
จากนั้นเธอทำมือขวาของตนเป็นรูปจะงอยปากนกกระเรียน ก่อนใช้มันทุบหัวของคู่ต่อสู้จนแตกเป็นเสี่ยง ๆ
เศษกระดูกและเลือดกระจุยกระจาย
ศพไร้หัวล้มลงกับพื้น
ฉากนี้ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ
ฆ่าคนอีกแล้ว
เดี๋ยวนะ?
ทำไมฉันถึงพูดว่า ‘อีกแล้ว’?
ในหัวของเขารู้สึกสับสน
"ชนะแล้ว!"
"หมัดนกกระเรียนน้ำแข็งของหัวหน้าตู๋กูช่างไร้เทียมทานจริง ๆ"
"ฟางเซิ่ง 'มังกรแขนเหล็ก' ผู้โด่งดัง กลับถูกหัวหน้าตู๋กูฆ่าตายภายในสิบท่าได้ซะเนี่ย"
เหล่าอันธพาลจากกองกำลังโลหิตทมิฬกว่ายี่สิบถึงสามสิบคนที่เฝ้าดูอยู่ต่างก็ตะโกนแสดงความยินดีและสรรเสริญเธอ
แต่ใบหน้าอันเย็นชาของตู๋กูเจวียไม่มีความยินดีจากการชนะเลยแม้แต่น้อย
"ฟางเซิ่ง ขั้นกลั่นดาราระดับสอง สืบทอดศิลปะการต่อสู้โบราณ 'มังกรแขนเหล็ก' ของต้าเซี่ย…"
"ชื่อเสียงยิ่งใหญ่ซะเปล่า แต่ทักษะเชิงปฏิบัติไม่ได้เรื่องเลย!"
"ทำให้ฉันผิดหวังจริง ๆ"
ในฐานะลูกสาวของผู้นำกองกำลังโลหิตทมิฬ ซึ่งเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งในย่านสลัม เมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอได้เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะใหม่ โดยได้ฝังกระดูกสลักอักขระวิเศษของสัตว์ร้ายต่างดาว ‘วิหคน้ำแข็ง’ เข้าไปในร่างกาย และได้รับพลังเยือกแข็งของวิหคน้ำแข็ง หลังจากนั้น เธอก็ได้เสาะหาผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้โบราณที่แท้จริงมาประลองฝีมืออยู่ตลอด
น่าเสียดายที่คนที่เธอพบกลับเป็นพวกไร้ประโยชน์ที่มีชื่อเสียงเกินจริง
ศิลปะการต่อสู้โบราณของต้าเซี่ยเสื่อมถอยลงแล้วจริง ๆ
ยุคสมัยแห่งศิลปะการต่อสู้แบบใหม่กำลังมาถึงแล้ว
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ตู๋กูเจวียเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วมองไปที่หลี่เซี่ยวเฟยในกรง
"หลี่เซี่ยวเฟย ‘มังกรอมตะ’ อยู่ในขั้นกลั่นดาราระดับหนึ่ง เป็นหัวหน้าคนสุดท้ายของกองกำลังเมฆา"
ตู๋กูเจวียพิจารณาสักพัก แล้วพูดขึ้นว่า "หน้าตาหล่อเหลาจริง ๆ สมกับตำแหน่งหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งในกองกำลังเมฆา ฉันไม่อยากจะฆ่านายแล้ว งั้นให้โอกาสนายมีชีวิตอยู่ละกัน มาเป็นชายบำเรอของฉัน และช่วยฉันฝึกฝนวิชาคู่ ตกลงไหม?"
หลี่เซี่ยวเฟยตกตะลึง
ฝึกวิชา… คู่งั้นเหรอ?
เขาพิจารณาตู๋กูเจวียอย่างละเอียด
หญิงสาวคนนี้มีความงดงามสะสวย รูปร่างเซ็กซี่ ใบหน้าไร้อารมณ์ นั่นทำให้ผู้คนรู้สึกอยากพิชิต
แต่เธอโหดเหี้ยมเกินไป รับมือไม่ไหวแน่นอน
ยิ่งอย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง
แค่เธอหนีบขา ไม่ใช่แค่เอวของเขาเท่านั้น แม้แต่ก้อนหินก็คงจะถูกบีบให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ
การเป็นชายบำเรอและเป็นเตาหลอม สุดท้ายแล้วก็คงจะลงเอยด้วยการหมดเรี่ยวแรงจนตาย
ระหว่างที่ลังเล ทันใดนั้น
กริ๊ง กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจนแสบหู
ตู๋กูเจวียขมวดคิ้วแน่น จากนั้นรับสมาร์ตโฟนจากลูกน้องคนสนิท
หลังจากรับสาย สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย น้ำเสียงไม่เย็นชาเหมือนเดิม "ได้ค่ะ คุณพ่อ ทราบแล้วค่ะ… ฉันจะพาคนไปจัดการเดี๋ยวนี้ค่ะ"
เมื่อวางสายเสร็จ
"หนุ่มน้อยหน้าขาว ยังไงนายก็หนีไม่พ้นหรอก เป็นเด็กดีแล้วรอฉันกลับมา"
เธอหันไปมองหลี่เซี่ยวเฟย แล้วยิ้มเย็นพลางพูดว่า "ถึงตอนนั้น ถ้านายไม่คุกเข่าต่อหน้าฉัน ฉันจะสับนายเป็นชิ้น ๆ"
พอพูดจบ เธอก็รีบพาลูกน้องคนสนิทบางส่วนออกไป
ปึง!
ประตูกรงถูกล็อกอีกครั้ง
หลี่เซี่ยวเฟยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
รอดแล้ว
แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น
ด้านนอก ร่างของฟางเซิ่ง ‘มังกรแขนเหล็ก’ กำลังถูกสมาชิกกองกำลังลากไป
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับสอง โดนลากเข้าเครื่องบดเนื้อ อีกทั้งยังถูกบดจนแหลกละเอียดเป็นชิ้น ๆ
ฉากนองเลือดนี้ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยขนลุกซู่
เขาตระหนักชัดเจนว่า หากหาทางหนีไม่ได้ ชะตากรรมของเขาก็คงไม่ต่างกับฟางเซิ่ง
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ ต้องทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
หลี่เซี่ยวเฟยหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง เพื่อบังคับให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ลง
จากนั้นเขาก็หลับตา
พยายามอ่านความทรงจำของร่างนี้
ในเสี้ยววินาที ข้อมูลจำนวนมหาศาลก็มุ่งตรงเข้ามาเหมือนกับน้ำหลาก
สีหน้าของหลี่เซี่ยวเฟยเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
เดิมที…
ที่นี่คือดาวเคราะห์โลกในอีกห้าร้อยปีข้างหน้า
เพียงแต่ ดาวเคราะห์โลกในปัจจุบันได้กลายเป็นโลกหลังหายนะไปแล้ว เพราะเกิดการรุกรานของสัตว์ร้ายต่างดาว
อารยธรรมในอดีตพังทลายลงในสงครามระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดที่กินระยะเวลายาวนานหลายร้อยปี
บ้านเมืองล่มสลาย
ประชากรลดลง
การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์แบบไม่เลือกหน้า ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถกำจัดสัตว์ร้ายต่างดาวได้อย่างสิ้นซาก แต่ยังทำให้ดาวเคราะห์โลกเข้าสู่ยุคฤดูหนาวนิวเคลียร์*[1]อันยาวนาน
โชคดีที่ในช่วงที่โหดร้ายและมืดมนที่สุด ได้มี 'เทพ' หลายร้อยคนถือกำเนิดขึ้นทั่วโลก
เหล่าเทพได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสัตว์ร้ายต่างดาว และได้คิดค้นระบบการต่อสู้ด้วยพลังดวงดาวขึ้นมา แล้วก็แพร่มันออกไปทั่วโลก
ต่อมา พวกเขาก็ได้ร่วมมือกันก่อตั้งองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของโลก นั่นก็คือ ‘สภาสวรรค์แห่งดวงดาว’
ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ‘สภาสวรรค์แห่งดวงดาว’ ได้ชี้นำให้มนุษยชาติทั้งมวลสร้างเมืองฐาน เพื่อต่อต้านสัตว์ร้ายต่างดาว และต่อสู้เพื่อเอาชีวิตอยู่รอด
ตลอดเวลาหลายร้อยปี ระเบียบใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนเถ้าถ่านของโลกใบเก่า
ซึ่งประเทศที่หลี่เซี่ยวเฟยอาศัยอยู่ในตอนนี้ชื่อว่าต้าเซี่ย
อยู่ในเขตปกครองภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในหกเขตการปกครองขององค์กรที่มีอำนาจสูงสุด ‘สภาสวรรค์แห่งดวงดาว’
อาณาเขตของประเทศนี้กว้างใหญ่ไพศาล
มีประชากรมากกว่าหนึ่งร้อยล้านคน
มีฐานทั้งสิ้นเก้าสิบเอ็ดฐาน
ฐานหลิวเหอคือ ‘ฐานระดับต่ำ’ หนึ่งในสามสิบเจ็ดฐาน
ในยุคที่กฎหมายเสื่อมโทรมลง อำนาจของคนบางกลุ่มจึงถูกขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แม้ว่าอำนาจของรัฐยังคงอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าก็ตาม…
แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการดำรงอยู่ของตระกูลผู้ฝึกยุทธ์และกลุ่มอันธพาลจะผงาดขึ้นมามีอิทธิพล
ซึ่งฐานหลิวเหอก็ไม่ใช่เว้น
ภายในฐานมีตระกูลผู้ฝึกยุทธ์หลักอยู่ห้าตระกูล ได้แก่ ตระกูลตู้ ตระกูลฉี ตระกูลมู่ ตระกูลเยี่ย และตระกูลโจว
และยังมีกองกำลังทรงอิทธิพลที่ถูกกฎหมายอยู่สามสิบหกแห่ง
กองกำลังเมฆาที่หลี่เซี่ยวเฟยสังกัดอยู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
กองกำลังเมฆา ซึ่งตั้งชื่อตามสำนวนจีนโบราณที่ความหมายว่า ความภักดีที่ยิ่งใหญ่ดุจท้องฟ้า
เมื่อวานนี้ กองกำลังเมฆาถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวจาก ‘กองกำลังโลหิตทมิฬ’ ซึ่งเป็นกองกำลังใหญ่ในสลัม
ทำให้กองกำลังเมฆาพ่ายแพ้ยับเยินและสมาชิกจำนวนมากกลายเป็นเชลย
รวมถึงหลี่เซี่ยวเฟย ซึ่งเป็นหนึ่งในหกหัวหน้ากองกำลังเมฆา
หลังจากนั้น หลี่เซี่ยวเฟยจากเมื่อห้าร้อยปีก่อน ก็ข้ามเวลามายังยุคสมัยนี้ และเข้ามาอยู่ร่างของคนที่มีชื่อและแซ่เดียวกับเขา
ส่วนสาเหตุที่ข้ามเวลามา?
พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว มันก็ช่างน่าเหลือเชื่อสิ้นดี
เมื่อสิบนาทีก่อน หลี่เซี่ยวเฟยยังอยู่ในห้วงเวลาของวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 2022
ขณะนั้น เขาในฐานะประธานชมรมศิลปะการต่อสู้แห่งมหาวิทยาลัยหนานจิง กำลังฝึกซ้อมท่าเตะกับรุ่นน้องหญิงคนหนึ่งในห้องเรียนอยู่
ในระหว่างการฝึกซ้อมจุดสำคัญ จู่ ๆ น้องหมาพันธุ์ฮัสกีตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับยัด ‘กล่องแสงจันทร์’ ใส่มือเขา
"นายคือผู้ที่ถูกเลือก"
"หนุ่มน้อย ชะตาของวรยุทธ์แห่งต้าเซี่ยในอีกห้าร้อยปีข้างหน้าขึ้นอยู่กับนายแล้ว"
สิ่งที่ออกมาจากปากของมันกลับเป็นภาษาจีนกลาง
คุณนึกภาพออกไหมว่าสีหน้าและความรู้สึกของหลี่เซี่ยวเฟยในตอนนั้นเป็นยังไง?
แต่ในเสี้ยววินาทีถัดมา ‘กล่องแสงจันทร์’ ก็ได้เปลี่ยนเป็นอุโมงค์กาลเวลาหลากสีดูดเขาเข้าไป
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็มาอยู่ในโลกที่โกลาหลในอีกห้าร้อยปีข้างหน้าแล้ว
‘จริงสิ แล้วกล่องแสงจันทร์อยู่ที่ไหน?’
หลี่เซี่ยวเฟยคิดในใจ
แล้วฉากที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น
ราวกับเล่นมายากล กล่องแสงจันทร์ได้ปรากฏอยู่ในมือของเขา
มันซ่อนอยู่ในร่างกายของฉันงั้นเหรอ?
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกประหลาดใจมาก
เวลานั้น ก็เกิดรอยแยกปรากฏขึ้นในหมู่เมฆบนท้องฟ้า
แสงจันทราสาดส่องลงมาตกกระทบข้างบนกล่อง
สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น
บทที่ 2 วิหารกาลเวลา
บทที่ 2 วิหารกาลเวลา
แสงจันทราสาดส่อง
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดปรากฏขึ้น
แสงสีรุ้งหลากสีอ่อน ๆ พาดผ่านกล่องแสงจันทร์
“ติ๊ง”
[เปิดใช้งานสำเร็จ]
[ตรวจสอบโฮสต์…]
[กำลังเชื่อมต่อ]
[พลังงานของโฮสต์ต่ำเกินไป ไม่สามารถข้ามเวลาได้]
[สถานะปัจจุบันอยู่ในระหว่างการคัดกรองฟังก์ชันที่สามารถใช้งานได้…]
[สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน ‘วิหารกาลเวลา’ ได้]
ทันใดนั้น เสียงไร้อารมณ์ของผู้หญิงดังขึ้นจากกล่องแสงจันทร์อย่างชัดเจน
ในเสี้ยววินาทีถัดมา สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกดวงตาพร่าเบลอ จากนั้นเขาก็ปรากฏตัวในวิหารสีขาวพิสุทธิ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ทั้งผนัง พื้น เสา และโดมของวิหาร ล้วนเป็นสีขาวบริสุทธิ์
แผ่ประกายกลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์
นอกจากนี้ ก็มีแต่ความว่างเปล่า
เงียบสงบเป็นอย่างมาก
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
หลี่เซี่ยวเฟยตกใจ
แต่เขาก็ตระหนักได้ว่า เหมือนตัวเองได้เปิดนิ้วทองคำ*[1]?
วิหารสีขาวอันลึกลับตรงหน้าคงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'วิหารกาลเวลา'
เป็นไปได้ว่ากล่องแสงจันทร์ไม่ได้มีฟังก์ชันถ่ายโอนเวลาเพียงอย่างเดียวใช่ไหม?
ต่างจากในหนังลิบลับเลย
หลี่เซี่ยวเฟยตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบ แล้วถามขึ้นอย่างลังเล "วิหารกาลเวลาคืออะไร?"
เสียงเย็นชาของผู้หญิงดังขึ้นจากกล่องแสงจันทร์อีกครั้ง [คือพื้นที่ฝึกฝนต่างมิติที่กล่องสมบัติสร้างขึ้น เมื่อเข้ามาแล้ว คุณจะได้รับเวลาพิเศษเพิ่มขึ้นอีกสามสิบวัน]
หลี่เซี่ยวเฟยถาม "เวลาพิเศษหมายความว่ายังไง?"
เสียงเย็นชาของผู้หญิงตอบว่า [อธิบายง่าย ๆ ก็คือ โฮสต์สามารถใช้เวลาสามสิบวันในวิหารกาลเวลา โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์ของโลกแห่งความเป็นจริง]
เฮ้ย!
คำตอบนี้ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยตกใจ
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าหากเขาเข้าไปใน 'วิหารกาลเวลา' ณ จุดเวลาใดก็ตาม เมื่อเขาใช้เวลาสามสิบวัน เวลาในโลกแห่งความจริงจะยังคงเป็นจุดเวลาเดิม
มันเหมือนแถบสถานะบันทึกความคืบหน้าในเกม
นิ้วทองคำอันนี้มันสุดยอดมากจริง ๆ
หากใช้อย่างชาญฉลาด ก็สามารถทำอะไร ๆ ได้อีกเยอะแน่เลย
"ฟังก์ชันวิหารกาลเวลาสามารถใช้ได้ไม่จำกัดหรือเปล่า?"
หลี่เซี่ยวเฟยยังคงถามต่อ
[ไม่ได้ ตอนนี้มีคูลดาวน์สามวัน]
เสียงของผู้หญิงตอบ
หลี่เซี่ยวเฟยครุ่นคิด
มันมีคูลดาวน์ด้วยสินะ
แต่เวลาก็สั้นกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่รุนแรงในใจ เมื่อมองไปยังกล่องแสงจันทร์ในมือ
คงกลับไปเมื่อห้าร้อยปีก่อนไม่ได้แล้ว
แต่ไม่เป็นไร
เมื่อมาถึงแล้วคงอยู่เฉย ๆ ไม่ได้
สำหรับคนที่คลั่งไคล้ในการต่อสู้แล้ว ความสุข 996*[2] ของการเป็นมนุษย์เงินเดือนหลังเรียนจบนั้นไม่ดีไปกว่าโลกแห่งความโกลาหลที่สามารถฝึกฝนวิชาได้ในเวลานี้
ตอนนี้ยังมีนิ้วทองคำติดตัวอยู่ หัวใจของหลี่เซี่ยวเฟยทั้งรู้สึกตื่นเต้นและยินดีอย่างยิ่ง
“แต่ว่าฉันต้องมีชีวิตรอดให้ได้ก่อน”
“ฉันสามารถอยู่ในวิหารกาลเวลานี้ได้สามสิบวัน และเวลาภายนอกจะไม่เดินเลย”
“สามสิบวันนี้คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้”
“มาลองฝึกดูก่อนว่า พลังแห่งดวงดาวในยุคนี้คืออะไรกันแน่”
หลี่เซี่ยวเฟยคิดในใจ กล่องแสงจันทร์ก็หายเข้าสู่ร่างของเขา จากนั้นเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ หลับตาลง
เริ่มรวบรวมและจัดระเบียบความทรงจำ
ตามระบบการฝึกฝนของรัฐบาลต้าเซี่ยที่เผยแพร่ออกมา ระดับขั้นการบำเพ็ญพลังแห่งดวงดาวแบ่งออกเป็นเก้าขั้น ได้แก่ กลั่นดารา ทลายพันธะ ทะลวงเส้นวิถี ทวีดารา เบญจธาตุ กายาทองคำ หลอมกลืน ปาฏิหาริย์ และเหนือนภา
หลี่เซี่ยวเฟยคนเก่า ฝึกมานานถึงเจ็ดปี จนสามารถบ่มเพาะพลังดวงดาวในตันเถียนได้สำเร็จ
ซึ่งนี่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการกลั่นดาราทั้งเก้า
แล้วกลั่นดาราอย่างไร?
โดยอาศัยการหายใจ
ปลายลิ้นแตะเพดานปาก
ใต้ลิ้นเกิดน้ำลาย
รสชาติหวาน
จากนั้นก็เริ่มหายใจตามจังหวะที่แปลกประหลาด
ในขณะเดียวกัน ให้จินตนาการว่าทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้า เป็นการสูดน้ำบริสุทธิ์เข้าปอด เปรียบเสมือนการชำระปอดให้สะอาด เช่นเดียวกับการซาวข้าว
จากนั้นให้หายใจออกเหมือนกับการคายน้ำทิ้ง เพื่อเอาสิ่งสกปรกออกมา
ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ
ซึ่งเรียกว่า 'เทคนิคการหายใจขั้นพื้นฐาน'
เป็นเทคนิคการหายใจพื้นฐานทั่วไปที่แพร่หลายในกลุ่มอันธพาลย่านสลัม
หลี่เซี่ยวเฟยเข้าสู่สภาวะนี้ได้อย่างรวดเร็ว
เขาตั้งสมาธิอย่างเต็มที่ เพื่อตรวจสอบร่างกายของตนเองจากภายใน
เขา 'เห็น' ก้อนพลังสีทองอ่อน ๆ กำลังหมุนช้า ๆ อยู่ในตันเถียน
นั่นเป็นสัญลักษณ์ของขั้นตอนการกลั่นดาราขั้นตอนหนึ่ง
ก้อนพลังสีทองอ่อนหมุนช้า ๆ เหมือนกับเนบิวลา
กลิ่นอายพลังจาง ๆ กระจายเข้าสู่ร่างกาย บำรุงเลือด เนื้อ หนังและกระดูกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
เวลาผ่านไปช้า ๆ
กลุ่มก้อนพลังสีทองอ่อนก็ดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นทีละนิด
แต่ในไม่ช้า หลี่เซี่ยวเฟยก็ลืมตาขึ้นอย่างครุ่นคิด
“ข่าวดีหนึ่ง ข่าวร้ายหนึ่ง”
“ข่าวดี คือ ยุคนี้สามารถฝึกปราณได้จริง ๆ”
“ส่วนข่าวร้ายก็คือ ความเร็วในการฝึกช้าเกินไป”
“การฝึกพลังดวงดาวก็เหมือนกับการฝึกปราณเมื่อห้าร้อยปีก่อน ต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน”
“ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้มีเวลาสามสิบวันหรือสามเดือน ก็ไม่มีทางที่จะบรรลุไปถึงขั้นกลั่นดาราระดับสองได้หรอก”
“ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่าจะบรรลุระดับนั้นได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก”
“เพราะ ‘มังกรแขนเหล็ก’ ฟางเซิ่ง ก็อยู่ในขั้นกลั่นดาราระดับสอง และยังเชี่ยวชาญวิชาโบราณแขนเหล็กอีก แต่ก็ยังถูกตู๋กูเจวียฆ่าตายด้วยหมัดเดียว”
“ดูเหมือนว่าจะต้องหาวิธีการเปิดทางลัดแล้วล่ะ”
“กล่องแสงจันทร์ ออกมา!”
เขาเรียกร้องในใจ
เสียงเย็นชาของผู้หญิงดังขึ้นทันที [ขอแนะนำให้โฮสต์เปิดใช้งานฟังก์ชันการสุ่มพิเศษ ‘วิหารกาลเวลา’ ซึ่งจะสุ่มวิชาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาของทั้งสามพันโลก เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเอง]
“สามารถสุ่มวิชาได้ด้วยเหรอ”
หลี่เซี่ยวเฟยดีใจมาก “ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกเล่า”
[นี่คือการชดเชยพิเศษให้กับโฮสต์…]
เสียงไร้อารมณ์ของผู้หญิงพูดได้เพียงครึ่งประโยค ก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา จึงปิดปากเงียบ
“อ้อ? ชดเชยงั้นเหรอ?”
หลี่เซี่ยวเฟยจับจุดที่น่าสงสัยได้ทันที
เขาถามต่อ “ทำไมต้องชดเชยให้ฉัน บอกมาสิ ว่าแต่คุณคือเจ้าหมาโง่ที่โผล่ขึ้นมาเมื่อกี้ใช่รึเปล่า? ก่อนหน้านี้จำคนผิดสินะ?”
เสียงเย็นชาของผู้หญิงปฏิเสธที่จะตอบ
[โปรดให้โฮสต์เริ่มสุ่มวิชา]
ทันใดนั้น มีวังวนน้ำสีครามใสปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้า
หลี่เซี่ยวเฟยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เอื้อมมือเข้าไปในนั้น
“ติ๊ง”
[โฮสต์ได้รับการสุ่มวิชา ‘หมัดวัชระ’]
[วิชานี้มาจากจักรวาลของกิมย้ง เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองวิชาเอกของวัดเส้าหลิน ตัวละครเอกแห่งวัดเส้าหลิน คือ เสวียนเซิง และ พระธรรมจักรใหญ่ จิวหมอจื้อ (ปลอม)]
[1] นิ้วทองคำ เป็นสำนวนที่มักใช้ในนิยาย หนังสือการ์ตูน และภาพยนตร์ ซึ่งหมายถึง นิ้วที่มีพลังวิเศษ สามารถทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ตามต้องการ
[2] ความสุข 996 หรือ "996福报" แปลตรงตัวก็คือ "996 คือความสุข" หมายถึง การทำงาน 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นสิ่งที่ดีและนำความสุขมาให้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทำงานหนักในบริษัทเทคโนโลยีของจีน
บทที่ 3 เทพแห่งความตายออกจากกรง
บทที่ 3 เทพแห่งความตายออกจากกรง
กระแสน้ำวนสีครามหายไป
ในมือของหลี่เซี่ยวเฟยมีคัมภีร์ลับวิชากำลังภายใน
มิติบู๊ลิ้ม*[1] ของกิมย้ง?
หมัดวัชระ?
เสวียนเซิง พระแห่งวัดเส้าหลินและพระธรรมจักรใหญ่ จิวหมอจื้อ?
เขาคุ้นเคยดี
ในเรื่องราวของแปดเทพอสูรมังกรฟ้า พระธรรมจักรใหญ่ จิวหมอจื้อใช้พลังไร้ลักษณ์น้อยขับเคลื่อนหมัดวัชระ เอาชนะเสวียนเซิงจากวัดเส้าหลิน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาหมัดวัชระ
'วิหารกาลเวลา' สามารถดึงเคล็ดลับวิชาจากนวนิยายกำลังภายในได้อย่างนั้นเหรอ?
นั่นหมายความว่า หลังจากนี้อาจจะมีโอกาสได้วิชาที่เก่งกว่านี้อีก อย่างเช่น สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร คัมภีร์เก้าอิม คัมภีร์เก้าเอี้ยง สิบเจ็ดฝ่ามือสลายวิญญาณ?
หรือแม้กระทั่งดึงเคล็ดลับวิชาจากโลกแห่งนวนิยายกำลังภายในเรื่องอื่น ๆ ได้อีก?
ยอดเยี่ยมมาก
หลี่เซี่ยวเฟยดีใจจนตัวสั่น
สำหรับคนคลั่งไคล้กำลังภายในคนหนึ่ง เขาเคยฝันอยากเป็นจอมยุทธ์ต่อสู้โลดแล่นทั่วยุทธภพ นี่มันมีความสุขมากกว่าการได้นอนกับสาวบริสุทธิ์ซะอีก
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาในนวนิยายกำลังภายในเหล่านี้ เมื่อนำมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วจะมีพลังมากน้อยแค่ไหน?
หลี่เซี่ยวเฟยตั้งสมาธิ
เขาเปิดคัมภีร์ บทนำของวิชากำปั้นมีสิบหกตัวอักษรปรากฏขึ้น
"พลังวัชระ ฤทธิ์เดชสะท้านฟ้า มิมีสิ่งใดอาจต้าน ไร้เทียมทาน"
บทนำสิบหกตัวอักษรนี้ บอกเล่าถึงลักษณะและพลังของหมัดวัชระได้ครบถ้วน
คัมภีร์ลับมีทั้งหมดสิบหน้า บันทึกภาพประกอบอธิบายท่วงท่าต่าง ๆ พร้อมทั้งรายละเอียดของการปล่อยกระบวนท่า เทคนิคการเปลี่ยนท่า การโคจรพลัง และการผสานท่าต่าง ๆ
วิชากำปั้นนี้มีทั้งหมดสี่ท่า
ประกอบด้วย หมัดสายฟ้าวัชระ ค้อนวัชระระเบิดฟ้า พลังเทพสามทบ และ วัชระทลายภูผา
ในแต่ละกระบวนท่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายแบบ
แม้ว่าภาพประกอบจะดูเรียบง่าย แต่คำอธิบายการฝึกนั้นมีความยุ่งยากซับซ้อน
หากเป็นคนอื่นอาจจะต้องใช้เวลาเป็นหลายสิบวันกว่าจะเข้าใจทั้งหมด
แต่หลี่เซี่ยวเฟยดูเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
ประการแรก เพราะเมื่อก่อนเขาคลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้โบราณ ทั้งอ่านและศึกษาหาความรู้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น พื้นฐานทางทฤษฎีของเขาจึงแน่นมาก
ประการที่สอง เป็นเพราะพรสวรรค์ของเขานั้นน่าทึ่ง
เมื่อห้าร้อยปีก่อน หลี่เซี่ยวเฟยหลงใหลในวิทยายุทธ์โบราณ
เพื่อให้ได้รับการสืบทอดวิทยายุทธ์โบราณ เขาจึงกราบไหว้อาจารย์ถึงหนึ่งร้อยเก้าท่าน
ยกเว้นท่านหนึ่งที่ไม่ยอมชมเชยเขาจนถูกจับได้ว่าเป็นคนหลอกลวง ท่านอาจารย์อื่นอีกหนึ่งร้อยแปดท่านต่างก็ยกย่องพรสวรรค์ของเขา จนยกให้เขาเป็นอัจฉริยะด้านวิทยายุทธ์ที่หาได้เพียงหนึ่งในหมื่นคน
ผ่านไปสิบห้าวันแล้ว
"แปลกแฮะ"
"อยู่ใน 'วิหารกาลเวลา' ไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้พักผ่อน แต่กลับไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย?"
ในที่สุด หลี่เซี่ยวเฟยก็ฝึกฝนท่าแรกหมัดสายฟ้าวัชระได้ในระดับเบื้องต้นแล้ว
พูดตามตรง กระบวนท่าต่อสู้ของเพลงหมัดนี้ไม่ใช่เรื่องยาก
สิ่งที่ยากคือการเปลี่ยนแปลงเทคนิคการใช้พลัง และจังหวะการควบคุมพลังดวงดาว
หลี่เซี่ยวเฟยไม่รู้เรื่องวิชากำลังภายในของวัดเส้าหลิน
แต่เขาบ่มเพาะพลังดวงดาวมาถึงระดับหนึ่งแล้ว
ภายในตัวเขามีพลังแห่งดวงดาวที่คล้ายคลึงกับพลังลมปราณ
ในนิยาย พระธรรมจักรใหญ่ จิวหมอจื้อใช้พลังไร้ลักษณ์น้อยของเต๋าขับเคลื่อนหมัดวัชระ จนสามารถใช้พลังมหาศาลเต็มรูปแบบ และเอาชนะเสวียนเซิง ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวิชานี้มาทั้งชีวิต
ดังนั้น พลังแห่งดวงดาวจึงสามารถขับเคลื่อนหมัดวัชระได้เช่นกัน
"ลองฝึกใช้ท่านี้ดูก่อน"
หลี่เซี่ยวเฟยหลับตาลง นึกทบทวนเคล็ดวิชาของกระบวนท่าแรกนี้อย่างละเอียดในใจ จากนั้นก็ควบคุมพลังแห่งดวงดาวในตันเถียน
เหนือหมัดทั้งสองข้าง ปรากฏแสงสีทองเรืองรองขึ้น
นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพลังแห่งดวงดาวได้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว
ออกหมัด
ร่างของเขามีความเร็วดุจสายฟ้า พุ่งไปข้างหน้าราวสิบเมตรในทันที แล้วส่งพลังหมัดออกไป
นี่คงเป็นลักษณะเด่นของหมัดสายฟ้าวัชระ
ความเร็วดุจสายฟ้า พุ่งทะลวงได้ฉับพลัน
แรงหมัดหนักหน่วง พลังศักดิ์สิทธิ์ของวัชระ
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังกึกก้องราวฟ้าร้อง
หมัดพุ่งกระแทกอากาศ สร้างรอยยุบก่อเกิดพื้นที่สุญญากาศเป็นทางยาวถึงสิบเมตร
กระแสลมปั่นป่วน กระโชกแรงดั่งคลื่นยักษ์
"โอ้โห นี่เป็นพลังหมัดที่ฉันชกออกไปจริง ๆ เหรอ?"
หลี่เซี่ยวเฟยตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
นี่ไม่ใช่วิทยายุทธ์ที่มีแค่ในนิยายกำลังภายใน!
ในที่สุดฉันก็ฝึกสำเร็จแล้ว
เขาตื่นเต้นดีใจจนแทบบ้า
เมื่อห้าร้อยปีก่อน เขาคลั่งไคล้และหมกมุ่นอยู่กับการฝึก
แต่ฝึกจนถึงขั้นสุดท้าย ก็ทำได้แค่ทุบแผ่นไม้บาง ๆ ได้เท่านั้น
ฝึกพลังลมปราณแบบในนิยายกำลังภายในไม่ได้ บินทะยานไปบนกำแพงก็ไม่ได้
แต่เมื่อครู่ กระบวนท่าหมัดสายฟ้าวัชระ ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยเห็นหนทางในการฝึกวิทยายุทธ์ที่ไม่มีเมื่อห้าร้อยปีก่อน
หลี่เซี่ยวเฟยคิดทบทวนกลับไป จึงมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าหมัดเมื่อครู่ของเขามีพลังการเทียบขั้นกลั่นดาราระดับสาม
พลังนี้สามารถสังหารมังกรแขนเหล็ก ฟางเซิ่งได้ในทันที
นั่นหมายความว่า เขามีไพ่ลับที่จะต่อกรกับปีศาจสาวตู๋กูเจวียแล้ว
"วิทยายุทธ์ในโลกนิยายกำลังภายใน เมื่อรวมกับพลังแห่งดวงดาวในยุคนี้ พลังช่างน่าทึ่งจริง ๆ"
"ฉันเพิ่งฝึกกระบวนท่าแรกของหมัดวัชระสำเร็จ แต่มีพลังต่อสู้ที่อาจต่อกรกับตู๋กูเจวียได้แล้ว"
"ถ้าฝึกครบทั้งสี่กระบวนท่า ฉันอาจกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในสลัมแห่งนี้ก็ได้?"
หลี่เซี่ยวเฟยดีใจจนตัวสั่น
ผู้ที่เดินทางข้ามเวลามานั้นคู่ควรกับการเป็นตัวละครเอกที่มาพร้อมพรสวรรค์โดยกำเนิด
ยังเหลือเวลาอีกสิบห้าวัน
หลี่เซี่ยวเฟยระงับความตื่นเต้นไว้ในใจ
เขาไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย จึงรีบใช้เวลาที่มีฝึกฝนไปอย่างต่อเนื่อง
และสิ่งที่เขากลับไปฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็คือกระบวนท่าหมัดสายฟ้าวัชระนี้
ตามที่กล่าวกันว่า ฝึกศาสตร์หนึ่งให้เชี่ยวชาญแม่นยำ ย่อมดีกว่าฝึกหลายศาสตร์แต่ไม่ชำนาญ
แต่ก็มีที่เรียกว่า การโลภมากมักเสีย
เขาเชื่อว่า หากฝึกกระบวนท่าแรกให้เชี่ยวชาญจนไร้ที่ติในเวลาอันสั้นนี้ ก็สามารถเอาชนะตู๋กูเจวียได้อย่างแน่นอน
สำหรับท่าที่เหลืออีกสามท่า ค่อยฝึกฝนในภายหลังก็ยังไม่สาย
เมื่อเวลาผ่านไป
อีกสิบห้าวันก็ผ่านไปอีกครั้ง
ในที่สุดหลี่เซี่ยวเฟยก็ฝึกหมัดสายฟ้าวัชระได้อย่างเชี่ยวชาญ
และขีดจำกัดของการอยู่ใน 'วิหารกาลเวลา' ก็มาถึง
ปรากฏแสงทอประกาย
ภาพในพื้นที่สีขาวเริ่มเลือนรางราวกับระลอกคลื่น
วินาทีต่อมา ภาพก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง
หลี่เซี่ยวเฟยกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ด้านนอกกรงขัง
สมาชิกของกองกำลังโลหิตทมิฬกำลังจัดการกับศพ หลายคนล้อมวงสนทนากันโดยใช้กองไฟเป็นศูนย์กลาง…
เส้นเวลาในโลกแห่งความเป็นจริง ยังเป็นช่วงก่อนที่เขาจะเข้าสู่ 'วิหารกาลเวลา' สามสิบวัน
ในขณะที่ประสบการณ์ ความคิด และพลังที่ได้รับมาจากการฝึกฝนใน 'วิหารกาลเวลา' ล้วนกลายเป็นความสามารถของเขาอย่างแท้จริง
ความรู้สึกนี้ช่างน่าอัศจรรย์
หลี่เซี่ยวเฟยเงยหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้า
จากนั้นก็หลับตาลง ค่อย ๆ สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียด
เล่ากันว่า วัชระเป็นเทพผู้พิทักษ์ในศาสนาพุทธตันตระ เป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งแสงสว่างที่สามารถปราบภูตผีและปีศาจ
ในคัมภีร์ยังระบุไว้อีกว่า การฝึกหมัดวัชระสามารถเสริมสร้างเจตจำนงและจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งขึ้นได้
ถึงแม้จะฝึกได้เพียงกระบวนท่าแรก แต่หลี่เซี่ยวเฟยก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ภายใต้เจตจำนงแห่งหมัด ห้วงจิตสำนึกของเขานั้นกระจ่างใสราวกับแก้ว
ภายในจิตใจ ความขลาดกลัวล้วนถูกขจัดไปหมดสิ้น
เขาเกิดความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะกำจัดศัตรูที่ขวางหน้า
ในตอนนี้ เขามีความผูกพันกับร่างกายนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
ยอมรับความทรงจำต่าง ๆ เข้ามา
สืบทอดพลังทั้งหมด
ย่อมต้องแบกรับภาระและผลจากการกระทำก่อนหน้า
สำหรับเจ้าของร่างเดิม ศพที่ถูกบดขยี้เหล่านั้น ล้วนเป็นเพื่อนร่วมกองกำลังของเขาในอดีต
ดังนั้นหลี่เซี่ยวเฟยจึงติดร่างแหไปด้วย
ความคิดที่จะฆ่าตู๋กูเจวียลุกโชนในใจ ราวกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำและพร้อมแผดเผาอย่างบ้าคลั่ง
"มีเพียงการล้างแค้นด้วยมือของตนเอง และสังหารตู๋กูเจวียเท่านั้น ถึงจะลบล้างหนี้แค้นนี้ได้"
หลี่เซี่ยวเฟยเข้าใจแจ่มแจ้ง
ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนความคิด
เขาไม่ได้ใช้หมัดสายฟ้าวัชระทะลวงกรงขังหลบหนี
แต่เลือกที่จะรอ
เวลาผ่านไปช้า ๆ
ราตรีอันยาวนานผ่านพ้นไป
หมอกสีขาวเริ่มปรากฏ
ไอหมอกยามเช้าพัดโชยมาเป็นระลอก
ล่วงเลยไปจนถึงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
ยามท้องฟ้าทางทิศตะวันออกแปรเปลี่ยนเป็นสีขาว ปีศาจสาวตู๋กูเจวียก็กลับมาที่ฐานแห่งนี้อีกครั้ง
พร้อมกับพาตัวเชลยกลุ่มใหม่เข้ามา
เชลยครั้งนี้มีมากกว่ายี่สิบคน ล้วนเป็นหญิงสาว บางคนตัวเล็กจนมองออกได้ว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ
พวกเธอล้วนเป็นชาวบ้านในสลัม
สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไร้ซึ่งความงาม ร้องไห้คร่ำครวญ และดูหวาดกลัว
พวกเธอถูกมัดเข้าด้วยกันราวสัตว์ มีสมาชิกของกองกำลังโลหิตทมิฬคุมตัวมายังกรงขัง
"ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ ที่บ้านยังมีลูกวัยหนึ่งขวบ ถ้าฉันไม่กลับไป เขาจะต้องอดตายแน่ ๆ"
"ฮือ ๆ ๆ พ่อ แม่ อยู่ที่ไหน รีบมาช่วยที หนูกลัว"
บรรดาหญิงสาวอ้อนวอนและร้องไห้คร่ำครวญ
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถูกชกต่อย
ชะตากรรมของหญิงสาวเหล่านี้ ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ที่พวกเธอถูกกองกำลังโลหิตทมิฬจับตัวแล้ว
พวกเธอจะถูกขายราวกับสินค้าราคาถูกให้กับสถานบริการ นรกบนดินสำหรับมนุษย์ จะต้องตายด้วยความทุกข์ทรมานและความอัปยศอดสูไร้ที่สิ้นสุด
"รีบฝึกพวกเธอให้เป็นงานซะ… ลูกค้ารอรับของอยู่"
แม้ตู๋กูเจวียจะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่กลับเฉยเมยกับคำวิงวอนของหญิงสาวอันน่าสงสารเหล่านี้
ใบหน้าอันงดงามของเธอไร้ซึ่งความรู้สึก เธอเร่งเร้าชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ที่มีผมสีแดงข้างกายอย่างเข้มงวด และกล่าวว่า "ฉันอยากให้พวกเธอลืมทุกอย่างในอดีตและเชื่อฟังคำสั่งอย่างซื่อสัตย์ภายในหนึ่งวัน"
"ได้ ๆ ๆ"
"หัวหน้าตู๋กูวางใจได้เลยครับ"
ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ผมสีแดงตอบอย่างรวดเร็ว
เขาชื่อกงซุนอวิ่น ฉายาฝ่ามือเพลิง
เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับสอง
แม้ว่าเขาจะเป็นหัวหน้าของกองกำลังโลหิตทมิฬเช่นเดียวกัน แต่ความแข็งแกร่งของเขากลับด้อยกว่าตู๋กูเจวียมาก ท่าทางที่เขาพยักหน้าและค้อมหัวนั้นราวกับสุนัขที่กระดูกสันหลังหัก
"พี่ชาย โปรดปล่อยลูกสาวของฉันไปเถอะ เธออายุแค่หนึ่งเดือน… ขอร้องล่ะ อย่าฆ่าเธอเลย ฉันยอมทำทุกอย่าง"
หญิงสาวที่อุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน เธอฝืนยิ้มและรีบปลดเสื้อผ้าออกเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มของตน
เธอพยายามเอาอกเอาใจสมาชิกโลหิตทมิฬ ละทิ้งความอับอาย และใช้ความอัปยศอดสูในการปกป้องลูกสาวของตน
เมื่อตู๋กูเจวียเห็นเช่นนี้ ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ "ทำไมถึงพาเด็กมาด้วย?"
กงซุนอวิ่นตกใจรีบพูด "ผมจะจัดการเด็กนั่นเดี๋ยวนี้เลยครับ…"
เขาชักดาบยาวออกและฟันไปที่เด็กทารกในทันที
"อย่า…"
หญิงสาวส่งเสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง
ขณะเฝ้ามองลูกน้อยที่กำลังจะตายด้วยคมดาบ
ทันใดนั้น บางสิ่งก็เกิดขึ้นเฉียบพลัน
[1] มิติบู๊ลิ้ม คือ โลกเสมือนที่ปรากฏในนิยายกำลังภายในของกิมย้ง ซึ่งเป็นโลกที่เต็มไปด้วยจอมยุทธ์ ศิลปะการต่อสู้ และเรื่องราวอันน่าทึ่งมากมาย