โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจรายเล็ก พึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มสัดส่วนเป็น 42.8% เดิม 21.3%

Positioningmag

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 16.28 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2567 เวลา 16.28 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ข้อมูลสินเชื่อธุรกิจ จากฐานข้อมูลบัญชีลูกหนี้นิติบุคคล ซึ่งเป็นข้อมูลสถิติที่ไม่ระบุตัวตนของเครดิตบูโร (NCB) เฉลี่ย 1.7-1.8 ล้านบัญชีต่อไตรมาส (ข้อมูลถึง ณ ไตรมาส 2/2567) พบอินไซด์น่าสนใจ ดังนี้

คุณภาพหนี้ถดถอยยาวตั้งแต่ปลายปี 66

ช่วงหลังเกิดโควิด สัดส่วนหนี้ค้างชำระตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป ขึ้นจุดสูงสุดที่ 7.18% ณ ช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ก่อนจะค่อย ๆ เข้าสู่ทิศทางดีขึ้น โดยในช่วงปี 2566 อยู่ระหว่าง 4.60-4.70%

แต่ในปีนี้คุณภาพหนี้ได้ถดถอย จนสัดส่วนหนี้ค้างชำระกลับมาแตะระดับ 5.02% ณ ไตรมาส 2 ปี 2567 จากการหมดแรงส่งของมาตรการช่วยเหลือ และเศรษฐกิจเปราะบาง ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

ธุรกิจยิ่งเล็ก หนี้เสียยิ่งสูง

เมื่อพิจารณาสัดส่วนหนี้ค้างชำระ ทั้งกลุ่มหนี้ที่เพิ่งมีวันค้างชำระ (1-30 วัน) และหนี้เอ็นพีแอล (ค้างชำระเกิน 90 วัน) เรียงตามสัดส่วนมากไปหาน้อย จะเป็นธุรกิจขนาดยิ่งเล็กยิ่งมีปัญหา ดังนี้

  • Super Micro (มียอดสินเชื่อคงค้างน้อยกว่า 5 ล้านบาท)

  • Micro (มียอดสินเชื่อคงค้าง 5-20 ล้านบาท)

  • Small (มียอดสินเชื่อคงค้าง 20-100 ล้านบาท)

  • Medium (มียอดสินเชื่อคงค้าง 100-500 ล้านบาท)

“คุณภาพหนี้เริ่มถดถอยลง ไล่เรียงจากธุรกิจขนาดจิ๋วมาที่ขนาดเล็กและกลาง สะท้อนความอ่อนไหวของภาคธุรกิจต่อปัจจัยแวดล้อมที่มากขึ้นเมื่อธุรกิจมีขนาดที่เล็กลง”

อสังหา-ที่พัก-อาหาร-ค้าปลีก เป็นหนี้เรื้อรัง มากสุด

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีสัญญาณของ “ปัญหาหนี้เรื้อรัง” มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระทุกระยะต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ประมาณ 9.47% ในไตรมาส 2/2567 เพิ่มขึ้นชัดเจนจากระดับ 5.50% ณ ไตรมาส 2/2564 ตามหนี้ชั้นเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น

สะท้อนว่า ลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ หรือการเยียวยาปัญหาหนี้ของภาครัฐและสถาบันการเงินระหว่างทางเท่าที่ควร

ในแง่หนี้เรื้อรังส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง บริการที่พักและอาหาร ค้าส่งค้าปลีก และภาคการผลิต หลัก ๆ มาจาก

  • ปัญหาหนี้ครัวเรือนกดดันอำนาจการซื้อ

  • สงครามการค้า ส่งผลให้สินค้าต่างประเทศราคาถูกมาทุ่มตลาดในไทย หลังจากส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ลดลง อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ธุรกิจรายเล็ก พึ่งหนี้นอกระบบสัดส่วน 42.8% จากเดิม 21.3%

อย่างไรก็ดี หากต้นเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ปี 2568 จะเป็นอีกปีที่เราจะเผชิญกับปัญหาสินเชื่อใหม่ที่เติบโตต่ำท่ามกลางตลาดผู้กู้ที่มีศักยภาพในการชำระหนี้ที่จำกัดลง และหนี้ด้อยคุณภาพที่ยังจะมีทิศทางเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ผู้ประกอบการและครัวเรือนที่ประสบปัญหาเรื้อรังอาจต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งผลสำรวจของ สสว.ในไตรมาส 3/2567 ชี้ว่าธุรกิจเอสเอ็มอีพึ่งพำหนี้นอกระบบเพิ่มมากขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ดังนี้

  • ภาพรวม MSME ใน Q3/67 พึ่งพาหนี้นอกระบบสัดส่วน 42.8% จาก Q2/67 อยู่ที่ 21.3%

  • กลุ่ม Micro (ธุรกิจรายย่อย) ใน Q3/67 พึ่งพาหนี้นอกระบบสัดส่วน 46.6% จาก Q2/67 อยู่ที่ 20.3%

  • กลุ่ม Small (ธุรกิจขนาดย่อม) ใน Q3/67 พึ่งพาหนี้นอกระบบสัดส่วน 45.1% จาก Q2/67 อยู่ที่ 27.8%

  • กลุ่ม Medium (ธุรกิจขนาดกลาง) ใน Q3/67 พึ่งพาหนี้นอกระบบสัดส่วน 19.7% จาก Q2/67 อยู่ที่ 17.4%

ผลสำรวจ ชี้ เอสเอ็มอี ต้องการภาครัฐหนุนเศรษฐกิจ-อยากให้แบงก์ปรับโครงสร้างหนี้

ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำนวน 400 ตัวอย่าง (ณ สิ้นเดือน พ.ย. 67) ชี้ถึงความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แบ่งเป็น

1.ความต้องการต่อภาครัฐ

  • การสนับสนุนเศรษฐกิจภาพรวม เพื่อให้เกิดผลดีต่อรายได้ของธุรกิจ (28.5%)

  • การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสและความสะดวกในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน (22.7%)

  • การช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อลดภาระหนี้/ปรับโครงสร้างหนี้ (22.0%) ต่อลมหายใจเฉพาะหน้า

2.ความต้องการต่อสถาบันการเงิน

  • การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือนสอดคล้องกับรายได้ (21.2%)

  • การปรับเงื่อนไขและขั้นตอนการขอสินเชื่อให้เหมาะกับลูกค้า (20.0%)

  • การกำหนดค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงกับลูกค้าแต่ละราย (17.5%)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...