โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พลิกมาตรการปราบ “นอมินี” โฟกัส 5 ธุรกิจ กทม.-จว.ท่องเที่ยว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ธ.ค. 2567 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2567 เวลา 02.58 น.
นภินทร ศรีสรรพางค์

ธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว “นอมินี” (Nominee) หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำลังเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของนักลงทุนต่างชาติ หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการ นักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น การมีกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้คนต่างชาติได้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย

ภายใต้รัฐบาลของ “นางสาวแพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปราบปราม “นอมินี” ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานร่วมมือกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อร่วมกันตรวจสอบพฤติกรรมอำพรางที่จะก่อให้เกิดนอมินีในประเทศไทย ทั้งนี้ เป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์และดึงดูดการลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับประเทศ

ใช้ข้อมูล ปปง.สกัดนอมินี

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2567 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (Nominee) ได้เปิดประชุมนัดแรกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีข้อสรุปแก้ปัญหาใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยระยะสั้นเป้าหมายต้องเห็นผลภายใน 1-3 เดือน จะใช้อำนาจของทุกหน่วยงานในการตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนบุคคล หรือธุรกิจเสี่ยง และดำเนินคดี รวมถึงแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแต่ละหน่วยงาน เพื่อสร้างฐานข้อมูลเดียวกันที่จะใช้สืบสวน สอบสวน ตรวจสอบหาธุรกิจที่กระทำผิดและเข้าข่ายนอมินี

ส่วนระยะกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อยู่ระหว่างจัดทำระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคลที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย (IBAS) เพื่อจับผิดนิติบุคคลเสี่ยง คาดว่าจะเสร็จในไม่เกิน 6 เดือน และระยะยาว จะแก้ไขกฎหมายสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่รับจดทะเบียนบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงตามกฎหมายของ ปปง. เช่น อาชญากรข้ามชาติ มีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทที่จะขอจดทะเบียนจัดตั้ง จากปัจจุบันที่ต้องรับจดให้ เพราะตามอำนาจหน้าที่แล้วจะไม่รับจดเฉพาะบุคคลล้มละลาย และบุคคลไร้ความสามารถเท่านั้น โดยการแก้ไขกฎหมายน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี รวมทั้งอาจเพิ่มบทลงโทษกรณีการเป็นนอมินีให้มากขึ้น เพื่อให้เกรงกลัวการกระทำผิด

“คนไทยคนใดที่มีพฤติกรรมเป็นนอมินีของต่างชาติ เพราะค่าตอบแทนน่าจะไม่คุ้มกับโทษอาญา กรณีนอมินี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ต้องระวางโทษปรับวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะยุติการฝ่าฝืน”

ขีดเส้น 1 ปี 9 เดือน นอมินีหมด

ล่าสุดการประชุมครั้งที่ 2 ของคณะอนุกรรมการ ได้ตั้งเป้าหมายจะปราบปรามและแก้ปัญหานอมินีให้หมดไปภายในระยะเวลา คือ 1 ปี 9 เดือน หรือภายในกลางปี 2569 ซึ่งจะร่วมมือทุกฝ่ายเข้าตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงนอมินี ให้ความสำคัญจังหวัดท่องเที่ยว เช่น กทม.และปริมณฑล ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ เป็นต้น และที่สำคัญได้เพิ่มธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และตราด รวมถึงภาคใต้บางจังหวัด

เนื่องจากตรวจพบการเข้ามาเช่าที่ดินเพื่อปลูกผลไม้เมืองร้อนของต่างชาติ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้เช่าได้ไม่เกิน 30 ปี และห้ามมิให้มีการซื้อขาย ส่วนธุรกิจอื่นก็จะให้ความเข้มงวด ไม่ว่าคลังสินค้า ธุรกิจขนส่ง

ลุยปราบบัญชีม้า 602 บัญชี

นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือตำรวจสอบสวนกลาง โดยร่วมกัน MOU แก้ปัญหาการเปิดบัญชีม้าของนิติบุคคลและการใช้คนไทยเป็นนอมินี ปัจจุบันมีบัญชีม้าที่เป็นนิติบุคคล 602 บัญชี สร้างมูลค่าความเสียหาย 680 ล้านบาท เพราะต้องยอมรับปัญหานอมินีมีการพัฒนารูปแบบโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ ทั้งการนำบัญชีนิติบุคคลไปทำเป็นบัญชีม้า หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจ (นอมินี) ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับบุคคลที่ถูกหลอก และธุรกิจ ความน่าเชื่อถือของนักลงทุนต่างชาติ

เปิดแผนตรวจ “นอมินี” ปี’68

ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงแผนการตรวจสอบธุรกิจที่มีลักษณะนอมินีในปี 2568 ว่า กรมมีเป้าหมายตรวจสอบนิติบุคคลจำนวน 26,830 ราย ซึ่งจะเน้นในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยพุ่งเป้าในทุกจังหวัด ตามที่ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชน ภาคธุรกิจ หรือมีข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวมาแอบอ้างใช้คนไทยเป็นนอมินี และทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย

สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบ จะตรวจตั้งแต่ขั้นการจดทะเบียน โดยก่อนจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล จะตรวจสอบเอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นคนไทยที่ลงทุนหรือถือหุ้นในนิติบุคคลร่วมกับคนต่างด้าว เพื่อแสดงความน่าเชื่อถือว่า คนไทยที่ร่วมลงทุนมีฐานะทางการเงินที่สามารถลงทุนด้วยตนเองได้ และเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว จะพิจารณาในเรื่องการถือหุ้น ซึ่งเดิมดูตั้งแต่สัดส่วน 40% ขึ้นไป ก็จะดูว่าควรจะปรับสัดส่วนหรือไม่ รวมไปถึงดูเรื่องกรรมการบริษัท อำนาจกระทำการ ทั้งสิทธิออกเสียง สิทธิรับเงินปันผล การรับคืนทุนเมื่อเลิกกิจการ เป็นต้น

สแกนเข้มสกัดนอมินีใน 5 ธุรกิจ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รายงานผลการตรวจสอบนอมินีปี 2567 ว่า ตรวจสอบทั้งสิ้นจำนวน 26,019 ราย ใน 5 ธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง 2.ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต 4.ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง และ 5. ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์และคลังสินค้า ได้คัดกรองตรวจสอบอย่างเข้มข้นเหลือ 498 ราย โดยใน 498 ราย ได้ยุติเรื่องไปแล้ว 371 ราย เพราะไม่พบความเสี่ยง

ส่วนอีก 64 ราย ได้แจ้งข้อกล่าวหากระทำผิดเกี่ยวกับบัญชี ซึ่งได้ส่งเรื่องต่อให้กรมสรรพากรดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบอีก 63 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ พบว่ามี 4 ราย ที่ต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเป็นนอมินี อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและจะส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายขยายผลการตรวจสอบต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลิกมาตรการปราบ “นอมินี” โฟกัส 5 ธุรกิจ กทม.-จว.ท่องเที่ยว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...