โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อหิวาตกโรค VS ท้องเสียโนโรไวรัส อาการและแนวทางการรักษา

The Bangkok Insight

อัพเดต 24 ธ.ค. 2567 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2567 เวลา 02.35 น. • The Bangkok Insight

ดร.อนันต์ ชี้ความแตกต่างระหว่างอหิวาตกโรค VS ท้องเสียโนโรไวรัส อาการและแนวทางการรักษา

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เรื่อง อหิวาตกโรค VS ท้องเสียโนโรไวรัส โดยระบุว่า

อหิวาตกโรค VS ท้องเสียโนโรไวรัส

อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน (ครั้งแรกในไทยน่าจะปี 2360) แต่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อสาธารณสุขในหลายประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสะอาดและสุขอนามัยที่ดี เช่นที่กำลังเกิดการระบาดในเมียนมาในปัจจุบัน

โรคนี้เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า วิบริโอ คอเลรี (Vibrio cholerae) ซึ่งแตกต่างจากโรคท้องเสียที่เกิดจากไวรัส อย่างโนโรไวรัสอย่างสิ้นเชิง

เชื้อ Vibrio cholerae เป็นแบคทีเรียที่มีลักษณะพิเศษ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในน้ำกร่อยและทะเล มักอาศัยอยู่ร่วมกับแพลงก์ตอนและสัตว์ทะเลจำพวกหอย ซึ่งต่างจากโนโรไวรัสที่เป็นเชื้อไวรัสและไม่สามารถเจริญเติบโตได้นอกร่างกายมนุษย์

เชื้ออหิวาตกโรคสามารถสร้างสารพิษ ชื่อว่า Cholera toxin ที่ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง ในขณะที่โนโรไวรัสทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหารโดยตรง

เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้ออหิวาตกโรคเข้าไป มักจะเริ่มมีอาการภายใน 18 ชั่วโมงถึง 5 วัน โดยจะมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง อุจจาระเป็นน้ำสีขาวขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว และอาจมีอาเจียนร่วมด้วย ความอันตรายของโรคนี้อยู่ที่การสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็วมาก ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ความน่ากลัวของอหิวาตกโรคอยู่ที่ การแพร่กระจายที่รวดเร็วผ่านน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วย ต่างจากโนโรไวรัสที่มักติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน

นอกจากนี้ อหิวาตกโรคยังตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การให้ยาปฏิชีวนะจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการเจ็บป่วย และที่สำคัญคือช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น อย่างไรก็ตาม การรักษาหลักยังคงเป็นการให้สารน้ำทดแทนอย่างเพียงพอและทันท่วงที

ในทางตรงกันข้าม โนโรไวรัสซึ่งเป็นเชื้อไวรัส จะไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะใด ๆ เลย เพราะยาปฏิชีวนะถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่ติดเชื้อโนโรไวรัสจึงไม่เกิดประโยชน์ และอาจก่อให้เกิดผลเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เช่น การเกิดเชื้อดื้อยา หรือผลข้างเคียงจากยา

การรักษาโนโรไวรัสจึงเน้นการรักษาตามอาการ ให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอง และป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นเองภายใน 1-3 วัน ในขณะที่อหิวาตกโรคหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมทั้งด้วยสารน้ำและยาปฏิชีวนะ อาจมีอาการรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การแยกแยะระหว่างอาการท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัส จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในกรณีของอหิวาตกโรคที่มีลักษณะอาการเฉพาะ เช่น อุจจาระเป็นน้ำสีขาวขุ่นคล้ายน้ำซาวข้าว และมีการสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วรุนแรง การวินิจฉัยที่แม่นยำจะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม ทั้งการให้ยาปฏิชีวนะและการรักษาประคับประคองอื่นๆ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...