โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนตำนาน "วัดพระยาไกร" วัดร้างใจกลาง Asiatique ที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อทองคำ" ก่อนถูกย้าย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ม.ค. 2568 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2567 เวลา 05.20 น.

ย้อนตำนาน “วัดพระยาไกร” วัดร้างใจกลาง Asiatique ที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อทองคำ” ก่อนถูกย้าย

หนึ่งในวัดที่คนกรุงเทพฯ หลายคนจะต้องเคยได้ยินและรู้จักกัน คือ “วัดพระยาไกร” เพราะเป็นทั้งชื่อของชุมชน ชื่อแขวงการปกครอง ชื่อสถานีตำรวจนครบาล และยังเคยเป็นปลายทาง-ต้นทางของเรือด่วนสายนนทบุรี-วัดพระยาไกร (ซึ่งตอนนี้กลายเป็น นนทบุรี-วัดราชสิงขร แทน)

แต่เคยเอะใจหรือไม่ ว่าวัดพระยาไกรนี้ตั้งอยู่ตรงไหน ทำไมเวลาเข้าพรรษา ออกพรรษา ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน งานเทศกาลบุญต่าง ๆ ถึงไม่เคยมีข่าวคราวของงานวัดพระยาไกรให้ได้ยินบ้างเลย แม้ใครจะเคยบวชที่วัดนี้ก็ไม่มี

จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากว่า วัดพระยาไกรกลายเป็นวัดที่ร้างไปแล้วนั่นเอง

งานค้นคว้าโดยละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ รวมไปถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัดพระยาไกรนั้น พรรณี บัวเล็ก และอภิญญา นนท์นาท ได้เสนอไว้แล้วในบทความเรื่อง “เหลือเพียงนาม ‘วัดพระยาไกร’ ” ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2556) ดังนั้น ในบทความนี้คงเป็นการเพิ่มเติมข้อมูลบางอย่างเท่าที่พอจะสืบค้นได้ให้เห็นภาพของวัดพระยาไกรมากขึ้น

วัดพระยาไกร เป็นชื่อปากที่เรียกของคนทั่วไป แท้จริงแล้ววัดนี้เคยมีชื่อเป็นทางการว่า วัดโชตนาราม (บางที่เขียน วัดโชตินาราม) ด้วยเหตุที่ผู้สร้างคือ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (บุญมา) หรือเจ้าสัวสือ ซึ่งได้สถาปนาวัดขึ้นแล้วตั้งใจจะถวายให้เป็นวัดหลวงในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในรัชกาลนั้นงานก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดวาอารามมีอยู่ทั่วไปในพระนครและหัวเมือง เป็นที่โปรดปรานพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 3 โดยทรงรับเอาวัดที่เชื้อพระวงศ์ขุนนางข้าราชบริพารสร้างไว้เป็นวัดหลวงทั้งสิ้น วัดโชตนาราม จึงอาจเป็นหนึ่งในวัดที่สร้างขึ้นโดยเสด็จพระราชกุศลของรัชกาลที่ 3 เช่นเดียวกับวัดอื่น ๆ ในสมัยนั้น

และเหตุที่เรียกกันว่าวัดพระยาไกร เพราะราชทินนามของท่านผู้สร้างวัดได้เปลี่ยนเป็น พระยาไกรโกษา วัดแห่งนี้จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า วัดพระยาไกร ตามไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ของวัดพระยาไกรเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อได้ตัดถนนเจริญกรุงเข้ามาถึง มีผลให้ที่ดินของวัดถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ทางทิศตะวันตก (ริมแม่น้ำ) กับทิศตะวันออก ซึ่งในขณะนั้นชุมชนของกรุงเทพฯ เริ่มขยายตัวลงไปตามแม่น้ำทางใต้พระนครมากขึ้น จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยรอบของวัดพระยาไกรถูกระบุว่าเป็นย่านที่อยู่อาศัยและธุรกิจของชาวต่างชาติ

สถานภาพของวัดพระยาไกรดูจะไม่มั่นคงตั้งแต่ผู้สถาปนาถึงแก่กรรมลงโดยยังไม่ทันฉลองวัด แต่ได้กัลปนาข้าพระครัวเรือนทาสไว้กับวัดแล้ว อีกทั้งวัดแห่งนี้ยังมิได้รับเข้าเป็นพระอารามหลวง จึงมิได้มีการอุปถัมภ์โดยเจ้านายแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 วัดแห่งนี้จึงทรุดโทรมลง เพราะทายาทของพระยาไกรโกษา ซึ่งเหลืออยู่ในขณะนั้นคือจมื่นเด็กชายสมบูน ไม่สามารถรับภาระการซ่อมแซมดูแลวัดได้ ประกอบกับเหลือพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียง 4-5 รูป

ทั้งนี้ ยังมีเรื่องข้อพิพาทในการถือครองที่ดินหลวงภายในเขตวัดพระยาไกรอีกมาก ซึ่งรายละเอียดได้รับการค้นคว้าไว้แล้วในบทความที่กล่าวมา

ดังนั้น เมื่อ พ.ศ. 2440 ทางราชการจึงให้สิทธิ์ในการเช่าที่ดินของวัดพระยาไกรเพื่อเป็นท่าเรือและคลังสินค้าของบริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก จึงเป็นช่วงเวลาที่นับได้ว่าวัดพระยาไกรหมดสภาพความเป็นวัดแต่นั้นเป็นต้นมา และทางบริษัทฯ ได้ใช้ประโยชน์จากอาคารอุโบสถ-วิหารเป็นสำนักงาน แล้วในภายหลังคงจะรื้อถอนลงจนหมดสิ้น สำหรับพื้นที่ก่อสร้างโกดังสินค้าต่าง ๆ

การศึกษาวัดพระยาไกรจึงต้องรวบรวมจากสิ่งต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายกันอยู่ดังนี้

ภาพถ่ายและแผนที่เก่า บอกเล่าวัดพระยาไกร

ที่ตั้งของวัดพระยาไกร แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานที่เป็นสิ่งก่อสร้างอยู่แล้วก็ตาม แต่จากแผนที่กรุงเทพฯ ฉบับเก่า ๆ ก็พอจะระบุคร่าว ๆ ได้ว่าตั้งลงไปทางทิศใต้ของวัดราชสิงขรเล็กน้อย และเหนือวัดลาดบัวขาวขึ้นมาทางเหนือตามแม่น้ำเจ้าพระยา หรือปัจจุบันคือ แนวของถนนเจริญกรุงตอนล่าง และเป็นที่รู้จักกันดีในนามของศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่ชื่อ Asiatique the Riverfront นั่นเอง

สิ่งก่อสร้างของวัดพระยาไกร เท่าที่จะสืบทราบได้ คือ อุโบสถและวิหาร ซึ่งไม่เหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ยังพอมีภาพถ่ายเก่าในราวสมัยรัชกาลที่ 5-6 ให้พิจารณาบ้าง

ภาพถ่ายภาพแรก แสดงให้เห็นแผนผังของวัดพระยาไกรเท่าที่ยังเหลืออยู่ในขณะนั้นว่า มีอาคาร 2 หลัง คือ อุโบสถกับวิหาร มีขนาดไล่เลี่ยกัน อาคาร 2 หลังตั้งอยู่ในแนวที่ตัดแกนทิศกัน คล้ายรูปตัว T ในอักษรโรมัน (ไม่ทราบว่าอาคารหลังใดคืออุโบสถและวิหาร) ซึ่งได้พบแผนผังของเขตพุทธาวาสเช่นนี้ในวัดซึ่งออกแบบสร้างหรือปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 บางแห่งด้วย เช่น วัดราชโอรสาราม วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นต้น

ส่วนอีกภาพถ่ายหนึ่ง เห็นรูปแบบของอุโบสถ เป็นอาคารแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 คือเป็นอาคารทรงสูง มีเสารองรับพาไลรอบ หลังคาเครื่องบนซ้อน 3 ชั้น อาจเคยมีตัวลำยอง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์อยู่ แต่หักหายไป จึงเป็นอาคารแบบกึ่งรูปแบบประเพณีและกึ่งพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ซึ่งก็พบการสร้างอยู่ทั่วไปในสมัยนั้น เช่น อุโบสถวิหารของวัดราชนัดดา เป็นต้น

ภาพถ่ายเก่าอีกภาพหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก แสดงภายในของวิหารขณะที่ถูกใช้เป็นสำนักงานของโรงเลื่อยบริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก มีพระประธานขนาดใหญ่ ฐานยกสูง และมีร่องรอยของจิตรกรรมฝาผนังด้านหลังพระประธานและเหนือช่องหน้าต่าง ยังพอสังเกตเห็นรูปแบบได้ว่ามีการวาดวิวทิวทัศน์และบ้านเรือนเป็นตึกอย่างฝรั่งอันเป็นอิทธิพลตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายในจิตรกรรมแบบประเพณีของไทยช่วงรัชกาลที่ 3 ลงมาเช่นกัน แต่ก็ไม่อาจระบุได้ชัดว่าเป็นจิตรกรรมเล่าเรื่องอะไรกันแน่

ภาพถ่ายเหล่านี้น่าจะเป็นหลักฐานเพียงไม่กี่ชิ้นที่ระบุถึงถาวรวัตถุแท้ ๆ ของวัดพระยาไกรว่าเคยมีอยู่จริง และสามารถวิเคราะห์ได้ถึงรูปแบบศิลปกรรมของวัดพระยาไกรที่ถูกบันทึกเอาไว้ในภาพถ่ายนั้นสอดคล้องกับประวัติที่กล่าวว่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย

พระพุทธรูป 2 องค์

มรดกสำคัญของวัดพระยาไกรที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน คือพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยจำนวน 2 องค์ ที่ได้อัญเชิญมาจากวัดร้างแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2478

พระพุทธรูปองค์แรก ภายนอกเป็นปูนปั้น ถูกอัญเชิญไปไว้ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม แล้วเมื่อจะเคลื่อนย้ายไปประดิษฐานยังวิหารที่สร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2498 ปูนที่หุ้มอยู่กะเทาะออกจนเห็นว่าภายในเป็นโลหะมีสีสุกปลั่ง จึงเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่หล่อจากทองคำ และสามารถถอดออกเป็นหลายชิ้นได้ เมื่อนำเอาปูนที่ปั้นหุ้มออกจนหมดจึงพบว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยงดงามมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” ปัจจุบันประดิษฐานภายในวิหารยอดมณฑปของวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งสร้างแล้วเสร็จไม่นานมานี้เอง ทางวัดไตรมิตรวิทยาราม ได้มีนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้โดยจัดอยู่ในวิหารนั้นเอง ยังนำเอาวัตถุเช่นชิ้นส่วนฐานพระพุทธรูปสลักจากหินอ่อนที่ได้จากวัดพระยาไกร และเศษปูนที่พอกองค์พระเดิมนำมาจัดแสดงอยู่ด้วย

ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ศิลปะสุโขทัย ถูกอัญเชิญไปยังวัดไผ่เงิน ย่านตรอกจันทน์ และยังได้รับความนับถือบูชาจากประชาชนทั่วไป ชื่อว่า “หลวงพ่อสัมฤทธิ์”

วัดไผ่เงิน เดิมชื่อวัดไผ่ล้อม ประวัติวัดกล่าวว่าเมื่อ พ.ศ. 2482 ได้มีการยุบวัดเงินจากคลองเตยเพื่อเวนคืนที่สร้างท่าเรือกรุงเทพฯ มารวมเสนาสนะด้วยกัน แล้วใน พ.ศ. 2486 จึงอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อสัมฤทธิ์จากวัดพระยาไกรมาประดิษฐาน จึงนำเอาชื่อวัดเดิมทั้ง 2 แห่ง นั้นมาเป็นสร้อยชื่อวัดด้วยว่า “วัดไผ่เงินโชตนาราม” และที่น่าสนใจ คือวิหารหลวงพ่อสัมฤทธิ์ที่สร้างในปี พ.ศ. 2501 (ตามจารึกหินอ่อนในวิหาร) นั้นมีชื่อของคณะผ้าป่าสามัคคีชาววัดพระยาไกรติดตามมาร่วมสมทบทุนด้วย

พุทธลักษณะของพระพุทธรูป 2 องค์นี้ตรงกับแบบที่เรียกว่าพระพุทธรูปสุโขทัยหมวดใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยรุ่นที่สวยสมบูรณ์มากที่สุด กำหนดอายุได้ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19-20 โดยพระพุทธรูปขนาดใหญ่นั้นเมื่อหล่อจะแยกกันเป็นชิ้น ๆ แล้วประกอบกันในภายหลัง ดังเช่นกรณีของพระพุทธรูปทองคำ ที่พบว่าถอดออกจากกันได้

พระพุทธรูปเหล่านี้เชื่อกันว่า คงจะถูกเคลื่อนย้ายจากหัวเมืองเหนือ (สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย) ลงมายังกรุงเทพฯ ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เช่นเดียวกับหมู่พระพุทธรูปนับพันองค์ภายในอารามต่าง ๆ ของพระนคร และมีบางส่วนซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานให้ไปประดิษฐานไว้ตามวัดที่เชื้อพระวงศ์ขุนนางสร้างปฏิสังขรณ์ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าพระยาไกรโกษาซึ่งเป็นข้าหลวงรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของรัชกาลที่ 3 คงจะได้รับพระราชทานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 2 องค์นี้มาเพื่อเป็นประธานภายในวัดที่ตนสร้างด้วย

แต่ในสมัยนั้นคงจะยังไม่ทราบกันว่าพระพุทธรูปองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะมีค่ามหาศาล เพราะถูกปูนพอกหุ้มจนมีพุทธศิลป์เปลี่ยนไป มิฉะนั้นวัดพระยาไกรก็คงไม่ต้องสูญเสียสถานภาพความเป็นวัดไปเพราะขาดแคลนบุคลากรและทุนทรัพย์ในการบำรุงรักษาตัววัดเช่นนี้

สรุป

ปัจจุบัน วัดโชตนาราม หรือวัดพระยาไกร เหลืออยู่เพียงชื่อติดปากของย่านสถานที่และเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร แต่ตัววัดนั้นไม่มีแม้แต่หมุดหมายให้ชี้ได้เลยว่า บริเวณใดเคยเป็นอุโบสถ-วิหาร เพราะผ่านการเปลี่ยนแปลงมานานนับร้อยปี จากการเป็นวัด สู่ท่าเรือ-โรงเลื่อย ของบริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก จนกระทั่งพื้นที่บริเวณนี้จะต้องผันหน้าที่ใช้งานจากเขตอุตสาหกรรมมาเป็นย่านการค้าสมัยใหม่ โดยมีชื่อล้อกันกับของเดิมคือ Asiatique the Riverfront

และยังถือว่าเป็นโชคดีกว่าวัดร้างอีกหลายแห่งในบางกอก ที่ยังมีการสนใจค้นคว้าบันทึกเรื่องราวของวัดพระยาไกรจัดแสดงเอาไว้ ทั้ง ณ สถานที่จริงในปัจจุบันและที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ที่ได้จากวัดนี้ เพื่อให้ผู้คนทราบถึงความเป็นมาของวัดที่ไร้ร่องรอยแห่งนี้สืบไปภายหน้า

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 พฤษภาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนตำนาน “วัดพระยาไกร” วัดร้างใจกลาง Asiatique ที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อทองคำ” ก่อนถูกย้าย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...