โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำนานใน "กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร" พระราชธิดาที่ร.5 ออกพระโอษฐ์ "งามเหมือนเทวดา"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 ก.ค. 2567 เวลา 04.30 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2567 เวลา 22.20 น.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ที่ชาววังเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมหญิง” เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของทูลกระหม่อมหญิง ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงภาคภูมิพระราชหฤทัยยิ่ง

ทูลกระหม่อมหญิง

ทูลกระหม่อมหญิงประสูติแต่ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) เมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ขึ้น 7 ค่ำ ปีฉลู นพศก จ.ศ. 1239 วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2420 สิทธิพร ณ นครพนม บรรยายไว้ว่า ถือเป็นทูลกระหม่อมหญิงพระองค์แรกในเศวตฉัตร (เมื่อทรงครองราชย์แล้ว) ชาววังจึงเรียกว่า“ทูลกระหม่อมหญิง” โดยไม่ต้องเอ่ยพระนาม เนื่องจากทรงอาวุโสสูงสุดพระองค์แรก

สำหรับ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี เป็นพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับเจ้าคุณจอมมารดาสำลี (บุนนาค) ธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (สมเด็จองค์น้อย ทัด บุนนาค) ซึ่งเกี่ยวดองกับราชินิกุล ณ บางช้าง และเป็นสมเด็จเจ้าพระยาถึง 3 คน รับผิดชอบราชการสำคัญในแผ่นดินยุคนั้น รัชกาลที่ 5 พระราชทานเครื่องยศพระราชเทวีให้เป็นสิทธิ์ขาด และเพิ่มเงินเดือนจากเดือนละ 2 ตำลึงเป็น 5 ตำลึงพระองค์แรก ส่วนเบี้ยหวัดเท่าเดิมทุกพระองค์ 20 ชั่งต่อปี ครั้นประสูติทูลกระหม่อมทุกพระองค์แล้วเงินเดือนจึงเท่ากัน ตามพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2421 และทูลกระหม่อมหญิงได้รับพระราชทานเดือนละ 3 ตำลึงเป็นพระองค์แรกเช่นกัน

งามเหมือนเทวดา

สิทธิพร ณ นครพนม ผู้เขียนบทความ “สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ‘งามเหมือนเทวดา'” เล่าไว้ว่า ความงดงามบริสุทธิ์ผุดผ่องและโสภาคย์ของทูลกระหม่อมหญิงยังความปีติโสมนัสให้สมเด็จพระบรมชนกนาถและพระชนนีเป็นอย่างยิ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้ทรงวิตกกังวลอย่างยิ่ง เพราะความงามบริสุทธิ์ พระฉวีผุดผ่องไม่มีไฝฝ้าราคี ในสมัยโบราณถือความเชื่อกันว่า ผู้ที่เกิดมางดงามมากยากจะเลี้ยงให้รอดชีวิตต่อมา ดังนั้น จึงมีพระกระแสรับสั่งพระชนนี พระพี่เลี้ยง พระนม และแพทย์หลวง ให้ระวังใกล้ชิด หากทรงพระประชวรแม้เพียงนิดจะต้องรีบกราบบังคมทูลในทันที

เวลาผ่านมาจนพระชนมายุขวบเศษ สิทธิพร บรรยายเหตุการณ์ที่เล่ากันว่า ขณะสมเด็จพระบรมชนกนาถกำลังอุ้มส่งให้พระชนนีนั้น ได้ทรงดิ้นไปมาจนพระขนง (คิ้ว) ถูกชามแก้วบนโต๊ะเสวยถึงกับเป็นแผลพระโลหิตตก กันแสงลั่นพระตำหนัก พระบรมวงศ์ฝ่ายในจึงปลอบว่า “ความวิตกกังวลว่าจะมีพระชนมายุสั้นนั้น เป็นอันผ่านไปแล้วเพราะทรงมีบาดแผลแล้ว” เมื่อเป็นดังนั้น ทั้ง 2 พระองค์จึงคลายพระปริวิตก

เมื่อพระชนม์ได้ 11 พรรษา ได้รับพระราชพิธีโสกันต์เต็มยศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีสวด 3 วัน สมโภช 3 วัน เสร็จพระราชพิธีแล้วตอนฟังสวดทรงเครื่องขาวพระเกี้ยวยอด เสด็จขึ้นพระยานมาศจากเกยหน้าสวนศิวาลัย ผ่านพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เข้าประตูพิมานไชยศรี เทียบเกยพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ (แห่รอบนอก) สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงรับและส่งพระกรทุกคราว ระหว่างสมโภชทรงแต่งพระองค์สีต่างกันทั้ง 3 วัน

ชาววังลือกันว่างามหนักหนา รัชกาลที่ 5 ถึงกับออกพระโอษฐ์ว่า “ลูกพ่องามเหมือนเทวดา” ปกติแห่โสกันต์เวลาเย็น แต่คราวนี้บังเอิญพระชนนีป่วย จึงเลื่อนไปแห่เกือบค่ำ ราษฎรที่มาชื่นชมพระบารมีขบวนแห่เมื่อเห็นพระพักตร์ทูลกระหม่อมหญิง ถึงกับว่า “ลูกท่านงามอย่างนี้ มิน่าท่านจึงแห่จนค่ำ”

สิทธิพร เล่าต่อมาว่า ตามโบราณราชประเพณี พระขัตติยราชนารีต้องงดเสด็จออกข้างนอกเมื่อทรงโสกันต์แล้ว ต้องเก็บตัวอยู่ฝ่ายในและต้องทรงสะพัก (ห่มผ้า) แต่ทูลกระหม่อมหญิงทรงกันแสง เพราะปรารถนาจะรับใช้สมเด็จพระบรมชนกนาถทางฝ่ายหน้าอีก ถึงกับไปกราบบังคมทูลพระกรุณา “ให้รับสั่งเป็นเด็กอีกต่อไป” พระองค์โปรดไปตามนั้น แต่ยอมเพียง“เมื่ออายุครบ 18 เมื่อใดพ่อจะไม่ยอมลูกหญิงอีก” ทูลกระหม่อมหญิงจึงได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด

เมื่อครั้งเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) กับฝรั่งเศส สิทธิพร ยังเล่าว่า สมเด็จพระบรมโอรสธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หรือทูลกระหม่อมใหญ่ กับทูลกระหม่อมหญิง โปรดทรงงานแก้ไขวิกฤตการณ์ร่วมกัน ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระประชวรหนักถึงกับไม่ยอมเสวยพระกระยาหาร พระโอสถใดๆ

ชาววังเล่ากันว่า โปรดให้ทูลกระหม่อมหญิงประทับนั่งบนที่สูงแล้วรำพันว่า “หน้าลูกหญิงเหมือนย่า (สมเด็จพระเทพศิรินทราฯ) พ่ออยากจุดธูปเทียนบูชาเหลือเกิน” และพระราชทานพระธำมรงค์เพชรให้

ทูลกระหม่อมหญิงได้ศึกษาตามโบราณราชประเพณีกุลสตรีชาววังโดยสมบูรณ์ ทั้งภาษาอังกฤษจาก “ครูมีทินและครูทิม” จนแตกฉาน โปรดของสวยงามและประดิษฐ์ของหลายอย่าง สิทธิพร เล่าว่า ทรงถักโครเชต์และแทตติ้งยอดเยี่ยมที่สุดในยุคนั้น จนได้รับรางวัลงานประจำปีวัดเบญจมบพิตร โดยทรงแปลงวิธีปักดอกไม้ขวดซึ่งแต่ก่อนปักเสมอกันเป็นพุ่มมาแบบสูงข้างต่ำข้าง และปักใบไม้แซมหรือปล่อยให้ดอกห้อยลงมาบ้างกระจายกันไป มีบันทึกว่า “พวงมาลัยที่ผูกห้อยจากริบบิ้น” ที่นิยมกันในเวลาต่อมานั้นก็ทรงประดิษฐ์ขึ้นเอง

ทูลกระหม่อมหญิงยังโปรดการฉายภาพ และทรงเข้าห้องล้างอัดเอง อีกทั้งยังชนะรางวัลในการประกวดภาพประจำปีด้วย วิชาการเรือนเหล่านี้ทรงถ่ายทอดให้พระภาติยะ (ลูกของพี่ชายหรือน้องชาย) ราชสกุลบริพัตรและกุลสตรีแห่งวังของสมเด็จพระอนุชาจนเป็นที่เลื่องลือ

กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร

ในเวลานั้น ราชสำนักสยามกำลังปรับปรุงธรรมเนียมหลายประการ ราชสำนักยุโรปมักเรียกขานสมเด็จพระราชธิดาพระองค์แรกว่า “ปรินเซสรอยัล” (คาดว่าใกล้เคียงกับสมเด็จพระบรมราชกุมารี) อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้น สมเด็จพระราชธิดาชั้นทูลกระหม่อมซึ่งประสูติแต่พระมเหสีชั้นลูกหลวงต่างสิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์ มีทูลกระหม่อมหญิงพระองค์เดียว จึงจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร” (กรุงเทพมหานคร)

ทรงศักดินา 40,000 ไร่ เป็นปรินเซสรอยัลโดยสมบูรณ์ หลายปีต่อมาทูลกระหม่อม (หญิง) รับกรมอีกพระองค์คือ สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิริธร ในสมเด็จพระอัครมเหสี

หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล บันทึกไว้เมื่อครั้งเกษากันต์ว่า “ข้าพเจ้าพอใจจะอยู่กับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร เมื่ออยู่ในวังเคยทรงเล่าประทานว่า ข้าพเจ้าไปเดินตามทูลกระหม่อมหญิงติดอกต้องใจที่จะอยู่กับท่าน ไปงานในวังครั้งใดก็มุ่งที่จะไปเฝ้าทูลกระหม่อมนี้อยู่เสมอ”

หม่อมเจ้ามารยาตรกัญญา ดิศกุล บันทึกไว้ว่า “ในชั่วชีวิต 5 ขวบของข้าพเจ้า ยังไม่เคยเห็นใครที่งามและน่ารักเหมือนพระองค์ท่านเลย”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ บันทึกไว้ใน “เกิดวังปารุสก์” ว่า “ข้าพเจ้าจำได้ว่าท่านงามมาก แต่ค่อนข้างจะน่ากลัว ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าไปเรียกท่านผิดว่าทูลหม่อมป้าหญิง เลยถูกท่านเอ็ดเอาว่า อะไรทูลหม่อมป้าชายมีที่ไหน”

สิทธิพร บรรยายเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งพระชันษาเยาว์กว่าเพียงไม่กี่เดือน ออกบทสักวาหน้าพระที่นั่งคราวหนึ่ง เชื่อว่าเป็น พ.ศ. 2437 สมเด็จพระบรมชนกนาถฟังแล้วปรมพระหัตถ์ชมเชยแล้วก็เสด็จขึ้น งานชุมนุมสักวาจึงเลิกโดยปริยาย ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ดอกฟ้าศรีแห่งรัตนโกสินทร์ต้องเสาวรจนีชมโฉม โดยพระขัตติยบุรุษผู้ทรงศักดิ์

หลังจากนั้นก็ทรงปฏิบัติตามโบราณราชประเพณีของเจ้านายฝ่ายในอย่างเคร่งครัด จนเป็นที่เกรงพระทัยทุกฝ่าย

สิทธิพร เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเจ้าคุณจอมมารดาสำลี เจ้าขรัวยาย ถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ. 2443 ว่า

“ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 โปรดพระราชทานโกศทองบำเพ็ญกุศล ณ พระบรมมหาราชวังเป็นพิเศษ (เป็นสามัญชนคนเดียว) เพราะ ‘เพื่อความสะดวกแก่ลูกหญิงไม่ต้องข้ามฟาก’ ทั้งยังโปรดพระราชทานเพลิงศพ ณ ทุ่งพระสุเมรุ (สนามหลวง) โดยทรงพระภูษาขาว (ทรงนับเป็นญาติผู้ใหญ่) อีก ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ทูลกระหม่อมชาย) ซึ่งเป็นพระอนุชาทูลกระหม่อมหญิงเสด็จกลับจากเยอรมนีมาพอดี ชาววังจึงลือเลื่องเรียกเกร็ดประวัติศาสตร์ตอนนี้ว่า ‘อิเหนามาเผายาย’ (พิราลัยเสมอกับสมเด็จเจ้าพระยาและเจ้าประเทศราช)

ด้วยเหตุนี้ทูลกระหม่อมทั้งสองจึงต้องระมัดระวังพระองค์ยิ่ง เพราะทรงเป็นญาติกับ ‘ตระกูลบุนนาค’ ผู้เกรียงไกรยุคนั้น ถึงแม้ว่าเจ้าขรัวยายเจ้าคุณจอมมารดาสำลี (บุนนาค) จะไม่ค่อยพอใจญาติวงศ์ของท่านก็ตาม โชคดีที่ทรงมีพระชนนีผู้สุขุมคัมภีรภาพสมพระนาม ซึ่งทรงตระหนักถึงความเกรงกลัวของคนทั้งหลายในฐานะที่ทูลกระหม่อมหญิงเป็นสมเด็จพระราชธิดาเอกอุ ทูลกระหม่อมชายก็ทรงเป็นสมเด็จพระราชโอรสอันดับ 3 รองจากสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศและสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ จึงทรงสั่งสอนอบรมทูลกระหม่อมทั้ง 2 พระองค์ (สุทธาทิพยรัตน-บริพัตรสุขุมพันธ์) อย่างดียิ่ง ดังจดหมายส่วนพระองค์ที่เผยแพร่แล้ว ถึงกระนั้นยังไม่วายถูกสงสัยร่ำไป ถึงล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 โปรดสถาปนาเป็น ‘สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า (ป้า) สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี’ โดยทรงรับเป็นพระญาติวงศ์ก็ยังไม่คลาย จนถึงคณะราษฎรยึดวังบางขุนพรหมและเชิญเสด็จทูลกระหม่อมชายไปประทับต่างประเทศเพราะเกรงบารมีจนสิ้นพระชนม์”

ภายหลังสมเด็จพระบรมชนกนาถสวรรคตแล้ว ทูลกระหม่อมหญิงทรงประทับอยู่พระบรมมหาราชวังเป็นศรีแห่งรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 6 ทรงประทับอยู่พระราชวังพญาไท) จน พ.ศ. 2458 จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาไปประทับอยู่วังบางขุนพรหมกับทูลกระหม่อมชายพระอนุชา ตราบจนสิ้นพระชนม์เมื่อวันอังคาร เดือนยี่ แรม 1 ค่ำ ปีจอ จัตวาศก จ.ศ. 1246 วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2468 พระชันษา 46 อย่างสงบ

ในสยามเป็นดินแดนแห่งกวีก็ว่าได้ แต่ในรัชสมัยนั้น มีเพียงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกผู้ทรงศักดิ์คู่กันทรงพระราชนิพนธ์ชมโฉมปรินเซสรอยัล บทสักวาเสาวรจนีนี้มีว่า

ได้ยลพักตร์ลักขณาสุดาพี่ จะหาไหนไม่มีเสมอสอง
เสงี่ยมงามทรามสงวนนวลละออง ไฉนน้องไร้คู่อยู่เอกา
ถ้าอยู่ได้ก็จะอยู่เป็นคู่ชื่น สำราญรื่นร่วมจิตขนิษฐา
จะบนบวงสรวงเหล่าเทวา ขอให้สมปรารถนาคราวนี้เอยฯ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากบทความ “สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ‘งามเหมือนเทวดา'” เขียนโดย สิทธิพร ณ นครพนม ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2538

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 เมษายน 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตำนานใน “กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร” พระราชธิดาที่ร.5 ออกพระโอษฐ์ “งามเหมือนเทวดา”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...