โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

20 มี.ค 1995 : โอมชินริเกียว ถล่มรถไฟใต้ดินญี่ปุ่นด้วย "ซาริน" โกลาหลทั่วโตเกียว!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 23.57 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2567 เวลา 23.12 น.
(/ AFP PHOTO / JIJI PRESS / JIJI PRESS)

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) สมาชิกลัทธิ “โอมชินริเกียว” หรือโอมปรมัตถ์สัจจะ ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “โอม” ได้ก่อวินาศกรรมอันน่าสะพรึงกลัวกลางกรุงโตเกียว โดยการใช้ “ซาริน” ความเข้มข้น 30% ไร้สีไร้กลิ่น มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่าครึ่งหมื่น

เจ้าลัทธิชื่อดังคือ “โชโกะ อาซาฮาร่า”

เจ้าลัทธินี้คือโชโกะ อาซาฮาร่า มีชื่อจริงว่า ชิซูโอะ มัตสึโมโตะ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1955 ที่เกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่นในครอบครัวยากจน เขาตาบอดเกือบสนิทแต่ข้างขวายังพอมองเห็นเลือนราง เมื่อโตขึ้นได้เปิดคลินิกฝังเข็มด้วยการรักษาด้วยวิธีฝังเข็ม โยคะ และสมุนไพร โดยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากภรรยาคือ “โทโมโกะ”

ชิซูโอะทำตัวเป็นหมอเถื่อนรักษาคนไปทั่วด้วยการต้มยาทำเองแต่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง แม้จะถูกตำรวจจับในปี ค.ศ. 1982 ฐานกระทำการฉ้อโกงและถูกปรับเงินจำนวนหนึ่ง แต่เขาก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำไปเรียบร้อยแล้ว ชิซูโอะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เป็นครั้งแรกที่ถามตัวเองว่าทำไมจึงมีชีวิตอยู่? อะไรคือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ? เพียงเอาชนะความว่างเปล่า? ข้าพเจ้าจะหาให้พบ บางสิ่งบางอย่างที่สมบูรณ์ที่สุด”

ช่วงเวลานั้นในสังคมญี่ปุ่นมีการเติบโตของลัทธิต่าง ๆ อย่างมาก อันเนื่องมาจากการล่มสลายของ “รัฐชินโต” คือพุทธศานานิกายชินโตของญี่ปุ่นที่จักรพรรดิมีสถานภาพเป็นเทพเจ้า ซึ่งถูกลบทิ้งไปโดยสหรัฐอเมริกาหลังจากชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ชิซูโอะจึงเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความคิดจะผสมผสานจับเอาแก่นของลัทธิศาสนาเดิมเข้ากับเสน่ห์แห่งความเพ้อฝันมาผสมกันเป็นลัทธิของเขาเอง

ราวปี ค.ศ. 1985 เกิดการตื่นตัวเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ เช่น ยูเอฟโอ การหยั่งรู้ กายทิพย์ การลอยตัว และโทรจิต ชิซูโอะก็อาศัยความตื่นตัวนี้ลงภาพเขากำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศลงบนนิตยสารฉบับหนึ่งในปี ค.ศ. 1986 พร้อมตีพิมพ์คำพูดว่า “ข้าพเจ้าสามารถลอยตัวอยู่ราว 3 วินาที และจะเพิ่มนานขึ้นเรื่อย ๆ”

เมื่อแนวคิดของชิซูโอะมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น เขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โชโกะ อาซาฮาร่า พร้อมกับเริ่มไว้หนวดเคราและสวมเสื้อคลุมขาวเหมือนผู้ทรงศีล อาซาฮาร่าปรับเอาแนวคิดจากความเชื่อ ลัทธิ แนวคิด จากศาสนาต่าง ๆ มาเป็นลัทธิของเขา เช่น พุทธศาสนา นิกายเซน โยคีฮินดู ลัทธิบำเพ็ญตบะ พราหมณ์-ฮินดู ลัทธิอะกอนชู นอสตราดามุส คริสตศาสนา-ไบเบิ้ล เป็นต้น

อาซาฮาร่ามุ่งเน้นไปที่“วันสิ้นโลก” ที่จะเกิดเหตุการณ์ล้างบางมนุษย์ทุกคน แล้วอ้างว่าจะยุติหรือหลีกเลี่ยงได้หากมานับถือลัทธิของเขา ช่วงเวลานั้นอาซาฮาร่ามักจะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เขาทำนายไว้ เช่น สงครามนิวเคลียร์ สงครามโลกครั้งที่ 3 และเหตุการณ์แผ่นดินไหวโกเบเมื่อต้นปี ค.ศ. 1995 ซึ่งเขาก็ได้เคยทำนายไว้ว่าจะเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างรุนแรงในญี่ปุ่น นั่นจึงทำให้ลัทธิโอมฯ เป็นที่นิยมและศรัทธามากยิ่งขึ้น

ลัทธิโอมฯ มีผู้เข้าร่วมหลายพันคนทั่วญี่ปุ่น มีศูนย์แพร่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก อาซาฮาร่ามาตั้งฐานปฏิบัติการของลัทธิใกล้กับภูเขาฟูจิ เรียกว่า “ศูนย์ฟูจิ” โดยใช้เงินกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1993 โดยฐานปฏิบัติการแห่งนี้มีทั้งสำนักงาน แผนกวิจัยวิทยาศาสตร์ ห้องขัง โรงพิมพ์ คลินิก รวมทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แทบจะไม่มีใครเข้าไปถึงส่วนนี้ เป็นอาณาจักรครบวงจรเลยก็ว่าได้

นักวิทยาศาสตร์ของลัทธิโอมฯ มุ่งผลิตซารินด้วยความกระตือรือร้น โดยได้รับวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องกำเนินไฟฟ้าขนาดใหญ่ เครื่องวิเคราะห์และแยกส่วนประกอบก๊าซ เครื่องวัดปริมาณสีของสารละลาย และนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในทุก ๆ ส่วนเพื่อควบคุมการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ เสมือนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม ๆ

“ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า และคุณภาพดีกว่าโรงงานก๊าซเคมีของอิรัก” คือคำพูดของสมาชิกระดับผู้เชี่ยวชาญที่มาตรวจฐานปฏิบัติการแห่งนี้ กลุ่มมีการตั้งเป้าไว้ว่าต้องการผลิตให้ได้ก๊าซทำลายประสาทวันละ 2 ตัน และจะใช้ซารินจำนวน 70 ตันจึงจะพอสังหารผู้คนได้หลายล้านคน

ซาริน มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทโดยเบื้องต้นเมื่อสูดดมก๊าซนี้จะทำให้น้ำมูกน้ำลายไหล แน่นหน้าอก ม่านตาหดเหลือเท่าหัวเข็มหมุด ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อเกร็ง เหงื่อออกมากผิดปกติ คลื่นเหียน อาเจียน หายใจลำบาก ไม่สามารถกลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะได้ จากนั้นอาการจะรุนแรงมากขึ้นจนเริ่มชักกระตุก ซวนเซ สับสน ปวดหัวรุนแรง อัมพาต โคม่า และจะเสียชีวิตเนื่องจากหายใจไม่ออกเพราะซารินไปทำลายระบบหายใจ

ซารินถล่มโตเกียว

สมาชิกลัทธิโอมจำนวน 5 คน มีเป้าหมายในการใช้ก๊าซพิษนี้โจมตีประชาชนชาวญี่ปุ่นที่กำลังเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในกรุงโตเกียว โดยเลือกช่วงเวลาประมาณ 8 โมงเช้า เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุด ทั้ง 5 คนเลือกนั่งขบวนรถไฟที่จะผ่านย่านคาซูมิกาเซกิในเวลาพร้อม ๆ กันเพื่อปฏิบัติการ เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านที่ตั้งของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลญี่ปุ่น

สมาชิก 5 คน ประกอบไปด้วย

รถไฟสายชิโยดะ – อิกุโอะ ฮายาชิ ศัลยแพทย์โรคหัวใจ

รถไฟสายฮิบิยะ – มาซาโตะ โยโกยาม่า จบการศึกษาด้านฟิสิกส์ประยุกต์

รถไฟสายฮิบิยะ – โตรุ โตโยดะ กำลังศึกษาปริญญาโทฟิสิกส์โมเลกุล

รถไฟสายมารุโนอุชิ – เคนิชิ ฮิโรเซ่ จบการศึกษาด้านฟิสิกส์ประยุกต์

รถไฟสายมารุโนอุชิ – ยาสุโอะ ฮายาชิ วิศวกรไฟฟ้า

ผู้ปฏิบัติการทั้ง 5 คน ใน 5 สายรถไฟใต้ดินได้บรรทุกถุงใส่ซารินขึ้นไป พวกเขาจะห่อถุงก๊าซด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะนำไปวางในขบวนรถไฟแล้วใช้ของปลายแหลม เช่น ปลายร่ม ทิ่มถุงให้ทะลุ จากนั้นเวลาประมาณ 8.10 ทีมทั้ง 5 คนได้ขึ้นจากสถานีรถไฟใต้ดินแล้วก็แยกกันขึ้นรถที่คอยเตรียมไว้หลบหนีไปเซฟเฮาส์

ซารินมีสถานะเป็นของเหลว มันเจิ่งนองไปทั่วทั้งขบวนรถไฟแต่ไม่มีใครสงสัย กลับเหยียบย่ำของเหลวเหล่านั้นซึ่งยิ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาและเกิดก๊าซพิษอย่างรวดเร็ว ผู้โดยสารในขบวนรถไฟเริ่มมีอาการเบื้องต้นตามที่กล่าวมาแล้ว กระทั่งเกิดความวุ่นวายโกลาหล มีการประกาศผ่านลำโพงในขบวนรถไฟว่าเกิดเหตุก๊าซระเบิด ชาวญี่ปุ่นเริ่มอพยพออกไปจากสถานีในสภาพน่าเวทนา บางคนล้มลงน้ำลายฟูมปาก บางคนมีอาการชักอย่างรุนแรง

เมื่อขึ้นมาบนถนนก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างก็อาเจียนออกมาเป็นเลือด บางคนเลือดออกจมูกและปาก คนจำนวนมากล้มตัวลงนอนเกลื่อนทางเท้า แต่กลับไม่มีเสียงร้องโอดโอยเพราะก๊าซพิษได้ทำลายระบบปอดจนเป็นอัมพาตทำให้พูดไม่ได้ เจ้าหน้าที่รถไฟได้รีบอพยพผู้คนออกมาจากสถานีแล้วปิดป้ายประกาศที่ทำอย่างลวก ๆ แปะว่า “ปิดบริการเนื่องจากถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี”

มีชายคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่มีอาการอะไรมากกลับบ้านไปแล้วให้ภรรยารีดสูทเพื่อใส่ในวันรุ่นขึ้น แต่ปรากฏว่าสารซารินเพียงเล็กน้อยที่ติดอยู่ตามสูททำให้ทั้งคู่มีอาการคลื่นเหียนและปวดศีรษะมากพอ ๆ กัน ในโรงพยาบาลจึงมีการใช้มาตรการเผาเสื้อผ้าทิ้งให้หมด

ประหาร โอมชินริเกียว

จากเหตุวินาศกรรมนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน บาดเจ็บมากกว่า 6,000 คน มีสตรีคนหนึ่งที่โดนก๊าซพิษละลายคอนแทกต์เลนส์ถึงลูกตาจนแพทย์ต้องผ่าตัดควักออกทั้งสองข้าง พวกลัทธิโอมฯ พยายามย้ายของออกจากศูนย์ฟูจิ และพยายามทำตัวให้ “ปกติ” เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทางตำรวจและผู้สื่อข่าวต่างสงสัยว่าวินาศกรรมครั้งนี้ต้องมาจากพวกลัทธิใดลัทธิหนึ่ง แต่ไม่ได้พุ่งประเด็นว่า อาซาฮาร่ากับลัทธิโอมฯ จะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

ในวันที่ 22 มีนาคม ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ที่ทำการของลัทธิโอมฯ ทั่วประเทศ โดยที่ศูนย์ฟูจิพบสารเคมีจำนวนมาก มีทั้งโซเดียมไซยาไนด์-ไฮโดรคลอริก แอซิด-คลอโรฟอร์ม-ฟีนีลาเซโทนีทริล สำหรับทำสารกระตุ้น กลีเซอรินสำหรับทำวัตถุระเบิด เป๊ปโทนจำนวนมากสำหรับเพาะเชื้อแบคทีเรีย และสารต่าง ๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งรวมไปถึงสารประกอบสำคัญสำหรับซาริน

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้กับอาซาฮาร่าได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื่องหลังการโจมตีด้วยซารินที่รถไฟใต้ดินกรุงโตเกียว ตำรวจตรวจค้นศูนย์ของลัทธิไปหลายวัน และยิ่งพบความดำมืดของลัทธินี้มากขึ้น เช่น การลักพาตัว มีห้องเผาศพ พบถังสารเคมีนับพันถัง และพบเงินจำนวนมหาศาล ตำรวจดำเนินการจับกุมสมาชิกลัทธิโอมฯ กว่า 100 คน แต่ยังไม่ได้ตัวอาซาฮาร่า กระทั่งตำรวจสามารถจับกุม โชโกะ อาซาฮาร่า ได้ในวันที่ 16 พฤษภาคม และทำงานอย่างหนักในการสืบหาข้อมูลเชื่อมโยงลัทธิโอมฯ กับวินาศกรรมที่เกิดขึ้น

ชาวญี่ปุ่นไม่ได้วางใจว่าการจับกลุ่มหัวหน้าลัทธิโอมฯ จะทำให้พวกเขาหายห่วงไปได้ จากวินาศกรรมที่เกิดขึ้นทำให้ธุรกิจรถแท็กซี่เติบโตขึ้นอย่างมากเพราะคนหวาดกลัวการใช้รถไฟใต้ดินจึงหันไปใช้รถแท็กซี่แทน บางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินก็เกิดความรู้สึก “ระแวง” ที่จะใช้บริการ

ชาวญี่ปุ่นจะดมกลิ่นในขบวนรถไฟ และมักตื่นตระหนกเมื่อได้กลิ่นแปลก ๆ ทั้งที่เป็นกลิ่นโชยมาจากห่อปลา บางคนจากที่เคยนั่งหลับก็จะตื่นตัวเสมอ เมื่อมีเสียง ไอ จาม หรือของตกพื้นก็ทำให้คนสะดุ้งทั้งขบวน

ท้ายที่สุด โชโกะ อาซาฮาร่า โดนดำเนินคดี 10 ข้อหา รวมทั้งฆ่าคนตาย 23 กระทง แต่ตัวเขายังปฏิเสธข้อกล่าวหา ทั้ง ๆ ที่สมาชิกลัทธิโอมฯ กว่า 99% สารภาพ

ปลายปี ค.ศ. 1995 ตำรวจยังจับกุมสมาชิกลัทธิโอมฯ ได้อีกกว่า 350 คน บางคนถูกปล่อยตัว บางคนก็ถูกดำเนินคดี และได้เริ่มดำเนินคดีทางกฎหมายกับอาซาฮาร่าและแกนนำคนสำคัญของลัทธิเมื่อปี ค.ศ. 1996 ในข้อหาฆ่าและพยายามฆ่า ลักพา ผลิตยาต้องห้าม และข้อหาอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อหาหนักทั้งสิ้น

กระทั่งได้มีการตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแกนนำลัทธิโอมฯ 13 คน เมื่อ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2018 ปิดฉากลัทธิโอมชินริเกียวที่ดำเนินมาเกือบ 30 ปี

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

David E. Kaplan and Andrew Marshall. (2544). โอมชินริเกียว ลัทธิมหาภัย. แปลโดย โรจนา นาเจริญ. กรุงเทพฯ: มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มีนาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 20 มี.ค 1995 : โอมชินริเกียว ถล่มรถไฟใต้ดินญี่ปุ่นด้วย “ซาริน” โกลาหลทั่วโตเกียว!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...