4 นายกฯ กุนซือปรองดอง รอยอดีตกลางสงครามขัดแย้ง
การฟอร์มคณะกรรมการสมานฉันท์ปรองดองยังเดินหน้า เมื่อ “ชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภา ต่อสายตรงถึงประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์-สมชาย วงศ์สวัสดิ์-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
โปรไฟล์อดีตนายกฯ 4 คน ผ่านร่องรอยความขัดแย้งทางการเมืองมาแล้วนักต่อนัก
เริ่มจาก “พล.อ.สุรยุทธ์” ประธานองคมนตรี หรือ “บิ๊กแอ้ด” อดีตนายกฯคนที่ 24 ที่ชะตาพัดให้ “พล.อ.สุรยุทธ์” ต้องมาเป็น “นายกฯจำเป็น” หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลงมือทำรัฐประหาร และขอให้ “บิ๊กแอ้ด” ซึ่งขณะนั้นเป็นองคมนตรีเข้ามารับตำแหน่ง
ชอตสำคัญของ“บิ๊กแอ้ด” ขณะเป็นนายกฯ หนีไม่พ้นภาพจำที่เขาได้เอ่ยปาก “ขอโทษ” ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2549
“ผมขอโทษแทนรัฐบาลชุดที่แล้ว ผมเป็นคนผิด ผมขอโทษ ผมเคยเป็น ผบ.ทบ.มาก่อน และเคยพยายามคัดค้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ไม่เป็นผล ถือว่าผมมีส่วนผิดด้วย ที่คัดค้านการยุบ ศอ.บต.ไม่สำเร็จ”
ด้าน“อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯคนที่ 27 กลายเป็นนายกฯท่ามกลางความขัดแย้งที่มีมวลชนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมขับไล่ 2 ปีซ้อน จนเกิดเหตุกระชับพื้นที่-สลายการชุมนุมทั้งปี 2552-2553
ชอตที่เป็น “ภาพจำ” คือการที่ “อภิสิทธิ์” พร้อมด้วย “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี“นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์” รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ฝั่ง นปช.มี วีระ มุสิกพงศ์ (ชื่อในขณะนั้น) ในฐานะประธาน นปช. “จตุพร พรหมพันธุ์” และ “นพ.เหวง โตจิราการ” นั่งเจรจากัน เมื่อ 28 มีนาคม 2553
โดยฝ่าย นปช.ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 2 สัปดาห์ แต่รัฐบาลยอมถอยให้มีการเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน ขอให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2554 ไปก่อน แต่ข้อเสนอถูกตีตก มีการเจรจาทางลับในหลายรอบ แต่หาข้อยุติไม่ได้ สุดท้ายก็นำมาสู่การกระชับพื้นที่ ขอพื้นที่คืนในเดือนพฤษภาคม 2553
ทว่าการเลือกตั้งก็ขยับไปไกลถึงกรกฎาคม 2554 แต่ระหว่างทางนำไปสู่การเลือกตั้ง “อภิสิทธิ์” ได้ตั้ง 3 คณะกรรมการสำคัญขึ้นมาแก้ปัญหาวิกฤตการเมือง โดย 2 คณะแรกเชื่อมโยงกัน
คณะกรรมการปฏิรูป มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน และประธานกรรมการสมัชชาปฏิรูป มี “นพ.ประเวศ วะสี” เป็นประธาน และอีกหนึ่งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ “อภิสิทธิ์” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ไปเชิญ “คณิต ณ นคร” มาเป็นประธาน เพื่อหาข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 และค้นหาแนวทางสร้างการปรองดอง ซึ่งทำงานต่อเนื่องถึงยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ขณะที่ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกฯคนที่ 18 จากเอกอัครราชทูตหลายประเทศ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงการต่างประเทศในตำแหน่งปลัดกระทรวง ในปี 2519 เป็นจังหวะในการเปิดสัมพันธไมตรีทางการทูตกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทว่าภารกิจนั้นกลายเป็นพิษการเมืองเล่นงาน ถูกกล่าวหาจากรัฐบาลในขณะนั้นว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสอบสวนไม่ปรากฏความผิด จึงได้กลับมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหพันธรัฐเยอรมนี เมื่อปี พ.ศ. 2520 กระทั่งลาออกจากราชการในปี 2522 ผันตัวเป็นนักธุรกิจ ได้รับสมญาว่า “ผู้ดีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์”
และกลายเป็น “นายกฯจำเป็น” หลังการรัฐประหาร 2533 จนนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 2 สมัย และหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 แม้จะพ้นจากตำแหน่งนายกฯ แต่ “อานันท์” ยังคงมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมืองในเรื่องสำคัญ ๆ เช่น ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540
เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูป ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกครั้ง
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกฯคนที่ 22 ผู้ได้รับสมญาว่า “ขงเบ้งการเมือง” เขาอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง
ว่ากันว่าเป็นผู้เขียนคำสั่ง 66/2523 ในทีมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เวลานั้น อันเป็นใบปลดชนวนให้นักศึกษาที่เข้าป่าจับปืนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้กลับสู่เมืองอีกครั้งในนาม “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” และเป็นหนึ่งใน 3 ขุนพล ตัวแทนกองทัพบกส่งไปเจรจากับ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ที่กรุงปักกิ่ง ให้ยุติความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ครั้นลงเล่นการเมือง พล.อ.ชวลิตได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาเป็นรองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่แล้วก็เกิดปัญหากับ “นักการเมืองอาชีพ” จนต้องลาออกจากตำแหน่ง
แต่หลังจากเหตุพฤษภาทมิฬ “พล.อ.ชวลิต” ก็เดินหน้าการเมืองเต็มตัวพรรคความหวังใหม่ของเขาชนะเลือกตั้ง และได้เป็นนายกฯ ซึ่งในยุคที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศได้สานต่อภารกิจร่างรัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็เกิดขึ้นในยุคนี้
“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกฯคนที่ 26 ในประวัติศาสตร์ เขาเป็นนายกฯคนแรกที่ไม่เคยทำงานในทำเนียบรัฐบาลเพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยึดทำเนียบรัฐบาล
แถมหลังจากพ้นตำแหน่งนายกฯ เพราะเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งทำให้ “สมชาย” ในฐานะกรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง ร่วงจากตำแหน่งนายกฯไปด้วย ยังต้องเจอคดีอาญาจากการสลายม็อบพันธมิตรฯล้อมรัฐสภา ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกคำร้อง พ้นมลทิน
4 นายกฯกุนซือปรองดอง ทุกคนล้วนมีเส้นทางผ่านรอยความขัดแย้งทางการเมืองไทยมาอย่างโชกโชน