โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ผศ.นพ.พจน์’ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี เผย ผู้ป่วย 3 ราย ให้ยารักษาสูตรเดียวกัน 4 ชนิด แต่ผลลัพธ์ต่างกัน

สวพ.FM91

อัพเดต 11 พ.ค. 2563 เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2563 เวลา 10.06 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผศ.นพ.พจน์ อินทลาทาพร งานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี สังกัดกรมการแพทย์ กล่าวถึงประสบการณ์การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลราชวิถี ที่ได้เริ่มมีการระบาดในประเทศไทย พบผู้ป่วย 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ไม่มีอาการ, กลุ่มที่ 2 อาการเล็กน้อย, กลุ่มที่ 3 อาการปานกลาง และกลุ่มที่ 4 อาการรุนแรงปลอดอักเสบ โดยช่วงที่ประเทศไทยพบการระบาดรุนแรง ภารกิจหลักของโรงพยาบาลราชวิถี เป็นโรงพยาบาลศูนย์ของการแพทย์ จะต้องรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหนักเป็นลำดับแรกก่อน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน มีอาการปานกลางถึงรุนแรง เบื้องต้น มีผู้ป่วย ทั้งหมด 69 ราย ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น กลุ่มผู้ป่วยอาการปอดอักเสบทั้งหมด 33 ราย คิดเป็นร้อยละ 47.82 กลุ่มผู้ป่วยปอดอักเสบชนิดรุนแรง 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.49 กลุ่มผู้ป่วยรักษาหาย 64 ราย คิดเป็น 92.75 และผู้เสียชีวิต 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.79
 
ผศ.นพ.พจน์ กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบจากโควิด-19 ทั้งหมด 33 รายนี้ มีผู้ป่วยที่เป็นปอดอักเสบชนิดรุนแรง 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 30 และรักษาหาย 29 ราย คิดเป็นร้อยละ 87.87 และเสียชีวิต 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.12 ทั้งนี้ บทเรียนที่ได้รับจากการดูแลผู้ป่วย ทางทีมแพทย์จึงได้รวบรวมสรุป เพื่อเป็นการกำหนดแนวทางการรักษาผู้ป่วยของประเทศไทย โดยจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตามความเหมาะสมกับสถานการณ์
 
กรณีศึกษาที่ 1 เป็นผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 31 ปี มีอาการไข้หนาวสั่น ประมาณ 11 วัน และระยะ 5 วันก่อนที่จะมาโรงพยาบาล เริ่มมีอาการไอ และเหนื่อยมากขึ้น จึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนด้วยอาการ ปอดอักเสบ ในอีก 2 วันต่อมา ผู้ป่วยขอกลับบ้าน แต่เมื่อกลับบ้านไปแล้ว 1-2 วัน อาการไม่ดีขึ้น จึงรับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐบาล ภายหลังถูกส่งต่อมาที่โรงพยาบาลราชวิถี สรุปผลการตรวจืนยันพบว่า เป็นอาการปอดอักเสบจากโควิด-19 ทีมแพทย์ จึงทำการักษาด้วยยา 4 ชนิด ได้แก่ (1.) Favipiravir, (2.) Darunavir/Ritonavir, (3.) Chloroquine และ (4.) Azithromycin เป็นสูตรยาที่ใช้เป็นแนวทางในการรักษาของประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผลการรักษาผู้ป่วยรายนี้ หลังจากให้ยา 3 วัน ผลทางห้องปฎิบัติการ (แล็บ) ด้วยการตรวจ RT.pcr พบว่า ในวันที่ 3 วันที่ 5, 7, 14 และ 28 วัน ไม่พบเชื้อไวรัสแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจ เนื่องจากให้การรักษาเพียง 3 วัน ตรวจไมพบเชื้อไวรัสในร่างกายแล้ว
 
“แม้ว่า ผู้ป่วย จะอายุน้อย ความเสี่ยงที่มีอาการรุนแรงจะน้อย แต่รายนี้กลับมีอาการปอดอักเสบรุนแรง เนื่องจากการมารักษาอาการล่าช้าถึง 11 วัน และรายนี้ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ เป็นผู้ป่วยรายแรกในกรมการแพทย์ที่ได้ใช้ยา Favipiravir ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมควบคุมโรค โดยในขณะนั้นยังไม่ได้มีการสั่งซื้อยาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทย จากบทเรียนแรกนี้ ทำให้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ยา Favipiravir น่าจะมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากโควิด-19 และได้เสนอยา Favipiravir ให้คณะกรรมการพิจารณานำเข้าสู่แนวทางเวชปฎิบัติของโรคใดโรคหนึ่ง หรืออาการใดอาการหนึ่ง (Clinical Practice Guidelines: CPG) ในประเทศไทย นำมาสู่การจัดหายา Favipiravir เข้าสู่ประเทศไทย”
 
ผศ.นพ.พจน์ กล่าวต่อว่า กรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 55 ปี เริ่มมีอาการป่วยไข้ไอ 13 วันก่อนมาโรงพยาบาล ไม่มีโรคประจำตัว ผลการตรวจแล็บด้วย RT-pcr ยืนยันว่า มีการติดเชื้อ จึงทำการรักษาด้วย 4 ชนิด (1.) Favipiravir, (2.) Darunavir/Ritonavir, (3.) Chloroquine และ (4.) Azithromycin ด้วยอาการแรกรับมีอาการปอดอักเสบใช้การรักษาด้วยท่อช่วยหายใจ แต่ 4 วันต่อมาผู้ป่วยได้เสียชีวิตลง ด้วยอาการปอดอักเสบที่รุนแรงมากขึ้น ร่วมกับระบบไหลเวียนโลหิต/ระบบหายใจล้มเหลว และยังตรวจพบเชื้อไวรัสภายในร่างกาย
 
ดังนั้น บทเรียนจากผู้ป่วยรายนี้ ที่ใช้ยา Favipiravir รักษาเช่นกัน ปัจจัยในการเสียชีวิต คือ ผู้ป่วยอายุมาก ความเสี่ยงที่อาการรุนแรง แม้ว่าจะไม่มีโรคประจำตัว และรายนี้มีอาการปอดอักเสบ เข้ารับการรักษาล่าช้า เนื่องจากป่วยมา 13 วันก่อนเข้ารับการรักษา
 
“การจะใช้ยาชนิดที่ได้ผลทางการรักษา แต่อยากสื่อสารถึงประชาชนให้ทราบว่า หากท่านมีอาการ ไม่ควรจะปกปิดและต้องรีบมาพบแพทย์ ไม่ควรจะปกปิดว่า ได้ปสัมผัสโรคมาเมื่อไหร่ อย่างไรบ้าง จึงเป็นบทเรียนว่า รายนี้ มารักษาช้าและอายุมาก” ผศ.นพ.พจน์ กล่าว
 
กรณีศึกษาที่ 3 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 57 ปี ไม่มีโรคประจำตัวและไม่มีอาการป่วย แต่มาโรงพยาบาล เนื่องจากบุตรสาวกลับจากประเทศเกาหลีใต้ แล้วป่วยเป็นโควิด-19 ซึ่งเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรค จากการตรวจ RT-pcr ให้ผลเป็นบวก การนอนโรงพยาบาล จำนวน 4 วันแรก อาการดี ผลเอ็กซเรย์ปอดปกติ แต่เมื่อเข้าวันที่ 5 เริ่มมีอาการไข้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไอ และเหนื่อยมากขึ้น มีการตรวจพบว่า มีอาการปอดอักเสบจากโควิด-19 ใช้การรักษาด้วยยา 4 ชนิด (1.) Favipiravir, (2.) Darunavir/Ritonavir, (3.) Chloroquine และ (4.) Azithromycin ภายหลังจากการรักษาผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น สรุปบทเรียนรายนี้ที่น่าสนใจ คือ มีอายุมากเหมือนรายที่ 2 และไม่มีโรคประจำตัว แต่มาพบแพทย์เร็ว เนื่องจากสอบสวนโรค การติดตามอาการไปจนถึงวันที่ 5 ของการตรวจพบเชื้อไวรัส จึงพบว่า มีอาการปอดอักเสบ ซึ่งเฉลี่ยแล้วเมื่อมีการติดเชื้อในกลุ่มที่มีอาการ หลังจากรับเชื้อแล้ว จะเริ่มมีไข้เหรือเริ่มมีอาการอื่น ๆ เช่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ประมาณวันที่ 5-7 ของอาการป่วย และเริ่มมีโอกาสที่จะมีอาการปอดอักเสบ ดังนั้น แม้จะมีความเสี่ยงแต่ว่ามารับการรักษาเร็ว และไม่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยรายนี้จึงรักษาหาย
 
“สิ่งนี้ เป็นบทเรียนที่อยากสื่อถึง ประชาชน ว่า ไม่ควรประมาท ถ้ามารักษาเร็ว แล้วท่านได้ยาด้วยก็มีโอกาสที่จะหายกลับบ้านได้ เป็นประสบการณ์โดยรวมของโรงพยาบาลราชวิถี ที่จะสื่อสารถึงทุกท่านเพื่อที่จะให้ความรู้ทันกับโรคโควิด-19 เพื่อรีบเข้าสู่การรักษาไม่ปกปิดข้อมูลกับแพทย์ในประวัติการสัมผัสโรค”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...