โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปอร์เช่-แจ๊คกี้” สองหนุ่มเสียงดี ที่ไม่ดีแค่หน้าตา

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 14 ต.ค. 2562 เวลา 01.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

หากใครยังจำความโด่งดังและเสียงร้องอันจับใจของหน้ากากหลวิชัยและหน้ากากคาวีจากรายการ “The Mask Singer” ได้ล่ะก็…คงต้องจำความรู้สึกประหลาดใจที่เมื่อเฉลยแล้วรู้ว่าบุคคลใต้หน้ากากทั้ง “ปอร์เช่-ศิวกร อดุลสุทธิกุล” และ “แจ๊คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย” ว่าทั้งสองจะมีความสามารถด้านการร้องเพลงถึงขนาดนี้ สบโอกาสที่เราอยู่กับทั้งคู่ตอนนี้พอดี เลยถือโอกาสพูดคุยถึงเรื่องร้องเพลงกับทั้งสองคนเสียเลย

 

“ปอร์เช่” และ “แจ๊คกี้” สมาชิกวง “TRINITY” ของทางค่าย 4NOLOGUE ที่เพิ่งจะปล่อยซิงเกิลออกไปหมาด ๆ แต่ก่อนหน้านั้นทั้งคู่ได้เป็นนักร้องดูโอ้บนเวทีรายการร้องเพลงชื่อดัง “The Mask Singer” ที่ทำให้เราอึ้งและทึ่งกับความสามารถด้านนี้ของพวกเขา

ที่มาที่ไปที่ทั้งคู่มาร้องเพลงด้วยกันได้มาจากไหนน่ะหรือ ทั้งคู่ตอบพร้อมกันว่า “เกิดจากคิวว่างพร้อมกันสองคนครับ” โอ…สรุปแล้วมันเกิดจากความบังเอิญหรือไร “จะถือว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ครับ” แจ๊คกี้เสริมต่อ “อย่างเวลาออกอีเว้นท์ก็ไปสองคนบ่อย เลยมีเคมีเข้ากันอยู่แล้ว”

“ผมชอบแร็ปตั้งแต่เด็ก แต่ว่าไม่เคยร้องจริงจังขนาดนี้มาก่อน” ปอร์เช่เล่า “รายการ The Mask Singer เลยเป็นครั้งแรกที่ร้องจริงจัง เลยรู้สึกดีที่ได้ร้องครับ”

ก็คงต้องถามไถ่กันต่อว่าแล้วอย่างนั้นไอดอลด้านการร้องเพลงของทั้งคู่คือใคร?

แจ๊คกี้ตอบก่อนว่า “ตอนนี้ก็มีนะครับเป็น ‘Dimash’ (เสริม: Dimash Kudaibergen นักร้องและนักแต่งเพลงชาวคาซัคฯ ที่ไปโด่งดังบนเวทีประกวดร้องเพลงที่ประเทศจีน) ผมชอบนะครับ ผมว่าเขาเก่งและอินเนอร์ดีด้วยแต่ผมไม่ใช่แนวนั้นนะครับ แค่ชอบเฉย ๆ”

ในขณะที่ปอร์เช่เลือก “Brunor Mars” เป็นไอดอลด้านการร้องเพลง และพูดถึงตัวเองสมัยก่อนว่า “ตอนเด็ก ๆ ผมไปคาราโอเกะก็จะชอบร้องเพลงพี่โจอี้บอย, บุดด้าเบลส แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเราชอบแร็ปเพราะเราทำมาบ่อย พอโตมาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาสายนี้ ยังไม่รู้ตัวเองมากกว่าด้วยว่าเราชอบแร็ป”

เราถามเขาว่าแล้วทำไมถึงชอบแร็ป แต่ตอบด้วยเสียงกระซิบว่า “ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

“ผมเพิ่งนึกออกว่าโรงเรียนผมมันมีคาบ Speech ของเด็กอินเตอร์ แล้วเขาให้ทุกคนแต่งบทพูดภาษาอังกฤษมาแล้วให้พูดโชว์หน้าห้อง ผมเลยแต่งแร็ป” ปอร์เช่หัวเราะ “ผมถามอาจารย์ว่าได้หรือเปล่า เขาก็ตอบว่าได้ ๆ ๆ ลองดู ก็โอเคนะครับ”

เราให้ทั้งสองคนพูดถึงอีกคนว่าเอกลักษณ์ของอีกฝ่าย ว่าเป็นอย่างไรในสายตาของเขา เพราะถ้าให้พูดถึงตัวเองแล้วล่ะก็…ทั้งสองต่างก็ทำหน้าอธิบายไม่ถูก

แจ๊คกี้ตอบสั้น ๆ ถึงสไตล์ของปอร์เช่ว่า “มันเป็นสิ่งเฉพาะตัวของเขา ก็เรียกว่าแร็ปปอร์เช่” ในขณะที่ปอร์เช่พูดถึงแจ๊คกี้ว่า “เอกลักษณ์ของแจ๊คกี้เหรอ…มันคือความกระเส่า มันคือความเศร้า ผมรู้สึกอย่างนั้นนะเวลาร้องเพลงเศร้าจะเข้าถึงอารมณ์”

ถ้าอย่างนั้นทั้งสองคนจูนกันยังไง?

“ไม่มีเลยนะ” ปอร์เช่ตอบ “คือมันก็มีบ้างเวลาร้องเพลงเดียวกัน ผมว่ามันดีตรงที่โทนเสียงมั้ง” (มีเสียงเสริมจากแจ๊คกี้เป็นระยะ ๆ ว่า “ใช่ใช่ใช่”) พอมันอยู่ด้วยกันแล้วมันฟังดูโอเค อย่างเวลาผมแร็ป ผมก็แร็ปได้เต็มที่โดยไม่ต้องดัดให้เข้ากับเสียงแจ๊คกี้ จริง ๆ แร็ปก็มีหลายสไตล์ ผมจะเป็นสายที่เล่นคำไทยสลับอังกฤษมากกว่า แต่ตอนนี้กำลังฝึกไทยล้วนผสมความหมายมากกว่า”

แจ๊คกี้เสริมด้านแนวเพลงของตัวเองต่อขึ้นมาว่า “ผมรู้สึกว่าไม่มีสไตล์การร้องตายตัว ส่วนตัวผมชอบฟังเพลงแนวอินดี้ ป็อป อาร์แอนด์บี แต่ไม่ได้ฟิกซ์ว่าจะต้องเป็นสไตล์ไหน ผมอยากจะลองให้ทุกสไตล์ อยากลองร้องให้ได้หมดทุกแบบ”

ทั้งสองคนยอมรับว่าจากการที่ต้องร้องเพลงคู่กัน มันทำให้เขาสองคนสนิทกันมากขึ้นในระดับที่เรียกว่าเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องคุยกันก็ได้ และในเมื่อสนิทกันแล้ว เราจึงขอให้ต่างคนต่างเมาท์อีกฝ่าย…

“คนภายนอกจะมองพี่เช่เป็นคนเรียบร้อย เป็นผู้ดี” แจ๊คกี้ชิงเล่าก่อน “ซึ่งความจริง…หลังจากสี่ทุ่มเป็นต้นไปพี่เช่จะเป็นคนที่มีความบ้าคลั่งออกมา องค์จะเริ่มลงละ…อารมณ์จะแกว่ง จะมีเฮฮา บางครั้งก็หงุดหงิด บางครั้งก็บ้า สลับไปสลับมา โอ้ว….ทำได้ไงอ่ะ”

“คือปกติผมจะเป็นคนนอนเร็วครับ” ปอร์เช่รีบแก้ต่าง “พอเลยเวลานอนก็ต้องปลุกตัวเอง แล้วอารมณ์มันจะไม่นิ่ง จะดีด บางทีก็เฮฮา รำในห้องซ้อมก็มี ผมยังงงตัวเองเลยครับ” เขาหัวเราะ “หลังจากนั้นก็คือนอนตายครับ”

“ส่วนแจ๊คกี้เขาจะสลับกับผม” ปอร์เช่เริ่มเมาท์กลับ “แจ๊คกี้จะเป็นคนที่ตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ จะ…’พี่เช่ พี่เช่ซ้อมก่อนเลยนะเดี๋ยวผมแปบนึง ชาร์จพลังก่อน’ เขาเป็นคนที่หลังเที่ยงคืนตีสองถึงตีห้าพลังจะมาจากไหนไม่รู้ครับ เคยเห็นเวลาเด็กสิบขวบวิ่งเล่นได้ทั้งวันไหมครับ? นี่เลยตอนตีห้า ‘เอิ้ว ๆ ๆ พี่เช่เอาไหม ๆ’ ผมก็…แปบนึง..เดี๋ยวไปเพราะเริ่มไม่ฟังก์ชันแล้ว ตาแดงแล้วครับ”

ถึงตอนนี้เรามีเบื่อร้องเพลงบ้างไหม?

“ไม่เคยเลยครับ” ทั้งคู่ตอบพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ “มีแต่เบื่อตัวเองที่ทำไม่ได้ครับ….ก็ต้องทำให้ได้” ปอร์เช่กล่าว “แต่ถ้าทำได้แล้วมันจะรู้สึกโล่งมาก ๆ เลยครับ” แจ๊คกี้ตอบต่อเป็นลูกคู่

ซึ่งสิ่งที่สปาร์คทั้งคู่ขึ้นมาหลังจากเบื่อตัวเองก็คือ “ความไม่อยากเห็นตัวเองทำไม่ได้” จนทุกครั้งที่เริ่มเบื่อพวกเขาก็ลุกขึ้นมาพยายามอีกครั้ง

และในความคิดเห็นของทั้งคู่นั้น ในฐานะนักร้องการร้องเดี่ยว คู่ กลุ่ม มันมีความยากหรือง่ายต่างกันอย่างไร?

คำถามนี้แจ๊คกี้ตอบว่า “การร้องเดี่ยวมันจะเป็นการที่เราไม่มีคนอื่นมาช่วยซัพพอร์ทในหลาย ๆ ด้าน เช่น เราร้องเดี่ยวในเพลงที่มีท่องแร็ปหรือท่อนต่ำมาก ๆ หรือท่อนที่เราไม่ถนัด อย่างการร้องคู่ถ้าเราซิงค์กันมันจะสบายมาก ๆ ครับ แต่ถ้าสมมุติว่ามันเป็นการร้องกลุ่มแต่ไม่ซิงค์กัน มันก็จะเป็นการร้องที่ยากหน่อย เพราะต่างคนต่างก็ร้องคนละแบบ แต่ถ้าซิงค์กันแล้วทุกอย่างก็ง่าย”

“พอเป็นเพลงเดี่ยวก็จะเป็นเพลงที่พอดีกับตัวเอง” ปอร์เช่เสริมจากคำตอบนั้นต่อด้วย “พอมีหลาย ๆ คนขึ้นมาก็จะมีหลาย ๆ โทนที่ให้คนอื่นมาเสริมได้ จะไม่เหมือนกัน เราก็ไม่ต้องกังวลแทนคนอื่น เวลาเราซิงค์กันสี่คนจะรวมกันเหมือนเป็นคนเดียว ไม่ได้ง่ายหรือยากขึ้นนะครับ แต่สบายใจขึ้นกว่าเดิม”

ปิดท้ายด้วยคำถามสำคัญคือ…เป็นทั้งนักแสดงมาด้วยแล้วตอนนี้ก็มาเป็นนักร้อง บทบาทหน้าที่ที่เพิ่มเข้ามาทำให้เหนื่อยขึ้นหรือไม่?

“มันไม่เหนื่อยขึ้นครับ” ปอร์เช่ตอบ “มันเหมือนเราพูดได้หลายภาษาครับ พอเราได้ใช้มันเรื่อย ๆ ได้พูดเรื่อย ๆ ก็ไม่มียากขึ้นหรือง่ายขึ้นครับ” แจ๊คกี้เสริมคำตอบนี้ด้วยการพยักหน้าให้เราพร้อมรอยยิ้ม

อย่าลืมติดตามผลงานของทั้งคู่ในฐานะศิลปินกลุ่มน้องใหม่นามว่า “TRINITY” ได้กับ MV เพลงล่าสุด “Haters Got Nothing” ที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์แล้วว่าในเรื่องการร้องเพลงนั้น…ทั้งสองคนไม่แพ้ใครแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...