โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

5 อาชีพในฝันของเด็กไทย ปี 2563 – อาชีพยูทูปเบอร์ มาแรงแซงขึ้นอับดับ 3

Campus Star

เผยแพร่ 08 ม.ค. 2563 เวลา 09.19 น.
เปิด 5 อาชีพในฝันของเด็กไทย ปี 2563 ซึ่งเป็นการสำรวจโดยกลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ที่ได้มีการจัดทำการสำรวจ “อาชีพในฝันของเด็กไทย” ครั้งที่ 11 ประจำปี 2563

เป็นประจำทุกปี ที่เราจะได้เห็นผลการสำรวจเกี่ยวกับอาชีพในฝันของเหล่าเด็กไทย และในบทความนี้ แคมปัส-สตาร์ ก็มีข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับผลการสำรวจดังกล่าวมาบอกกันด้วย ซึ่งเป็นการสำรวจโดยกลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ที่ได้มีการจัดทำการสำรวจ “อาชีพในฝันของเด็กไทย” ครั้งที่ 11 ประจำปี 2563 ที่ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างเด็กไทยที่มีอายุระหว่าง 7 – 14 ปี จำนวน 4,050 คน จากทั่วทุกภูมิภาคของไทย

5 อาชีพในฝันของเด็กไทย ปี 2563 อยากเรียนต่อด้านนี้ ต้องทำอย่างไร?

พบว่า อาชีพในฝันของเหล่าเด็กไทยในปีนี้อันดับ 1 ยังคงเป็น “แพทย์” เช่นเดิมเหมือนกับในปี 2562 ที่ผ่านมา ด้านอันดับที่ 2 ก็ยังคงเป็นอาชีพ “ครู” เช่นกัน ทั้งจากการสำรวจยังพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่เลือกอาชีพแพย์ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่อาชีพครูส่วนใหญ่แล้วเด็กที่เลือกจะเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ สะท้อนให้เราได้เห็นถึงค่านิยมในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันออกไป

โดยอาชีพที่มาแรงในปีนี้ ได้แก่ “ยูทูปเบอร์” ที่สามารถไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 แซงหน้าอาชีพ “นักกีฬา” และ “ทหาร” ซึ่งเด็กไทยส่วนใหญ่มองว่าอาชีพยูทูปเบอร์ เป็นอาชีพที่สามารถทำในสิ่งที่ตนเองชอบได้ และมีรายได้สูงนั่นเอง

และน้อง ๆ คนค้นหาตัวเองกันเจอหรือยัง? สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ยังไม่แน่ใจว่าในอนาคตตนเองอยากจะเรียนต่อด้านไหนหรือประกอบอาชีพอะไรดีนั้น ก็สามารถจะมีดู 5 อาชีพในฝันของเด็กไทยเป็นแนวทางค้นหาตนเองกันได้เลย จะได้เตรียมตัวกันทันนะ เพราะในแต่ละอาชีพนั้นก็มีเกณ์การคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่แตกต่างกันออกไป

อันดับ 1 แพทย์

อยากเรียนต่อแพทย์ ต้องทำอย่างไร?

รับตรงผ่าน กสพท. ซึ่งเป็นสนามสอบเข้าเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ นอกจากนี้ยังรวมถึงคณะทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัชศาสตร์อีกด้วย ใครสามารถสมัครสอบได้บ้าง…

  1. คณะแพทยศาสตร์ เปิดสมัครรับทั้งเด็กที่จบสายวิทย์-คณิตฯ และสายศิลป์ ส่วนเด็กซิ่วที่ยังเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 1 ไม่สามารถสมัครได้ ถ้าหากต้องการสมัครจะต้องทำการลาออกเสียก่อน และต้องไม่ศึกษาอยู่ในคณะที่ต้องการสมัครใหม่ด้วย

  2. มีผลคะแนน GPAX เกรดเฉลี่ยสะสมระดับ ม.ปลาย

  3. ต้องมีคะแนนสอบวิชาสามัญ 9 วิชา โดยน้อง ๆ จะต้องเลือกสอบ 7 วิชา ดังนี้

  4. ฟิสิกส์

  5. เคมี

  6. ชีววิทยา

  7. คณิตศาสตร์ 1

  8. ภาษาอังกฤษ

  9. ภาษาไทย

  10. สังคมศึกษาฯ

  11. ต้องมีคะแนนสอบวิชาความถนัดแพทย์ ที่จัดสอบโดย กสพท.

  12. ต้องมีผลคะแนนสอบ O-NET (วิทย์ คณิต อังกฤษ ไทย สังคมฯ)

** ทั้งนี้เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกแต่ละปี อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นน้อง ๆ จะต้องคอยติดตามรายละเอียดข้อมูลการสมัครของแต่ละสถาบัน หรือที่เว็บไซต์ กสพท. กันด้วยนะจ๊ะ

การสมัครในรูปแบบอื่น ๆ ที่เราสามารถสมัครได้

นอกจากคณะด้านการแพทย์ จะรับสมัครผ่านทาง กสพท. แล้วนั้น ยังสามารถสมัครเข้าเรียนต่อในโครงการต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรอบโควตา มหาวิทยาลัยจะทำการจัดสอบเอง เช่น MD02 ของ ม.ขอนแก่น ฯลฯ และรอบรับตรง ที่มหาวิทยาลัยเป็นคนจัดสอบ พร้อมกำหนดเกณฑ์คัดเลือกเอง เป็นต้น

อันดับ 2 ครู

อยากเป็นครู ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง?

การเป็นครู จะต้องเรียนรู้หลักการ ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับการสอน และการเรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งเราจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจว่า มนุษย์สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างไร และทำอย่างไรเราจึงจะเป็นผู้สอนที่ดีได้ สามารถถ่ายทอดวิชาความรู้ รวมถึงจริยธรรมให้นักเรียนเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ พร้อมทั้งเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไปในอนาคต

โดยน้อง ๆ จะเรียนรู้ตั้งแต่วิชาพื้นฐานจนถึงวิธีการจัดการวางแผนการสอน เช่น พื้นฐานการศึกษาและวิชาชีพครู การออกแบบและการจัดการการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การวัดและประเมินผลทางการศึกษา และจิตวิทยาพื้นฐานการศึกษา เป็นต้น

ซึ่งวิชาเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการวางแผนการสอน การจัดการเรียนในห้องเรียน และการวัดผลเด็กนักเรียน โดยในขณะเดียวกันน้อง ๆ ก็จะได้เลือกสาขาวิชาเอกตามที่ตนเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสาขาการสอนวิชาต่าง ๆ ทั้งสายวิทย์-คณิตฯ สายศิลป์ และการสอนในระดับต่าง ๆ เป็นต้น

เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก

  1. ผลคะแนน GPAX เกรดเฉลี่ยสะสมระดับ ม.ปลาย

  2. ต้องมีผลคะแนนสอบ GAT/PAT (PAT5 วิชาวัดความถนัดทางอาชีพครู)

  3. มีผลคะแนนสอบ O-NET

  4. ต้องมีคะแนนสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ดังนี้

  5. ภาษาไทย

  6. สังคมศึกษาฯ

  7. ภาษาอังกฤษ

  8. คณิตศาสตร์ 1

  9. ฟิสิกส์

  10. เคมี

  11. ชีววิทยา

  12. วิทยาศาสตร์

  13. คณิตศาสตร์ 2

** ทั้งนี้ในบางสถาบันการศึกษาอาจจะมีการใช้ผลคะแนนสอบ 9 วิชาสามัญที่ต่างกัน เช่น บางทีอาจจะใช้ผลคะแนน 7 วิชา ได้แก่ ไทย สังคม อังกฤษ คณิต 1 ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา (สำหรับเด็กสายวิทย์-คณิต) แต่ในบางทีอาจจะใช้ผลคะแนนสอบ คณิต 2 และวิทยาศาสตร์ แทนคณิต 1 และ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา (สำหรับเด็กสายศิลป์) เป็นต้น

อันดับ 3 ยูทูปเบอร์

สำหรับอาชีพมาแรงในปีนี้ ต้องยกให้กับ อาชีพยูทูปเบอร์ เลยค่ะ ที่ไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 แซงหน้าอาชีพนักกีฬาและทหารได้สำเร็จ โดยเด็กไทยมองว่ายูทูปเบอร์เป็นอาชีพที่สามารถทำในสิ่งที่ตนเองชอบได้ มีอิสระ รายได้สูง และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก โดยที่น้อง ๆ หลายคนได้รับแรงบันดาลใจมาจากยูทูปเบอร์และนักแคสเกมที่ตนเองชื่อชอบ

น้อง ๆ คนไหนที่อยากจะเป็น ยูทูปเบอร์ ก็สามารถที่จะลองเปิดช่องยูทูปของตนเองได้เลย ถึงแม้ว่าเราจะยังเรียนไม่จบก็ตาม เพียงแค่เราหาในสิ่งที่ตนเองถนัดและชื่นชอบได้ก็สามารถลองทำอาชีพนี้ได้แล้วค่ะ

อันดับ 4 นักกีฬา

คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา เรียนเกี่ยวกับอะไร?

คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยส่วนใหญ่แล้วจะเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพร่างกายและจิตใจของนักกีฬา ให้สามารถเล่นกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ สรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา ชีวกลศาสตร์ โภชนาการ มาใช้ในการเรียนรู้ นอกจากนี้น้อง ๆ ยังจะต้องศึกษาเกี่ยวกับระบบการทำงานของมนุษย์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อีกด้วย

เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก

  1. ต้องมีผลคะแนน GPAX เกรดเฉลี่ยสะสมระดับ ม.ปลาย

  2. ผลคะแนนสอบ GAT/PAT

  3. ผลคะแนนสอบ O-NET

4. ต้องมีคะแนนสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ดังนี้

  • ภาษาไทย
  • สังคมศึกษาฯ
  • ภาษาอังกฤษ
  • คณิตศาสตร์ 1 หรือ คณิตศาสตร์ 2
  • วิทยาศาสตร์
  • ฟิสิกส์
  • เคมี
  • ชีววิทยา

** ซึ่งในแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะมีการกำหนดเกณฑ์คะแนนที่ใช้ที่แตกต่างกันออกไป น้อง ๆ ควรศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อนตัดสินใจสมัครกันด้วยนะ เข้าไปดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเลยนะ

นอกจากนี้ คณะวิทยศาสตร์การกีฬาก็ไม่ได้เรียนจบออกมาเป็นนักกีฬาได้เพียงอย่างเดียว ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้อีกด้วย เช่น นักจิตวิทยาการกีฬา เทรนเนอร์ฟิตเนส โค้ชฝึกสอนกีฬา และนักโภชนาการกีฬา เป็นต้น

อันดับ 5 ทหาร

สำหรับการสมัครสอบเข้าเป็นนักเรียนทหารของทุกเหล่าทัพนั้น จะมีการเปิดรับสมัครเป็นประจำในทุกปี โดยจะมีการแบ่งออกเป็นบุคคลพลเรือนและบุคคลที่ทำงานอยู่ในกรมหรือกองของเหล่าทัพนั้น ๆ โดยเปิดรับสมัครทั้งน้อง ๆ ที่เรียนจบในระดับชั้น ม.3 ม.6 ปวช. ปวส. และระดับปริญญาตรี เช่น การสมัครเป็นทหารหญิง และการสมัครเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายสิบทหารบก มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การสมัครเข้าเป็นทหารหญิง (ทุกเหล่าทัพ)

ต้องเรียนจบระดับใด ถึงจะสมัครได้?

  1. เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

น้อง ๆ สามารถใช้วุฒิ ม.3 สมัครสอบบรรจุได้ในตำแหน่งที่เปิดรับ โดยสามารถทำการตรวจสอบรายละเอียด จากระเบียบการต่าง ๆ ของแต่ละเหล่าทัพ ได้ตามหน่วยงานราชการที่เปิดสอบ ไม่ว่าจะเป็น กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ เมื่อสอบได้ก็จะมีการอบรม และติดยศนายสิบ (จ่าตรี หรือจ่าอากาศตรี ขึ้นอยู่กับแต่ละเหล่าทัพ)

  1. เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ จบ ปวช. หรือ ปวส.

น้อง ๆ สามารถใช้วุฒิตามที่เรียนมาได้เลยในการสมัครสอบเข้าบรรจุ โดยสามารถทำการตรวจสอบรายละเอียดจากระเบียบการต่างๆ ของแต่ละเหล่าทัพ ซึ่งเป็นการสอบโดยตรงกับ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ เมื่อสอบได้ก็จะมีการอบรม และติดยศนายสิบ (จ่าตรี หรือจ่าอากาศตรี ขึ้นอยู่กับแต่ละเหล่าทัพ)

  1. เรียนจบในระดับปริญญาตรี

น้อง ๆ สามารถใช้วุฒิตามที่เรียนมาได้เลยในการสมัครสอบเข้าบรรจุ ซึ่งตำแหน่งที่เปิดรับอาจจะระบุคุณวุฒิการศึกษา ที่ทางหน่วยราชการต้องการ หรือในบางตำแหน่งอาจจะไม่ได้ระบุ โดยตรงกับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ เมื่อสอบได้ก็จะมีการอบรม และติดยศร้อยตรี (เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ขึ้นอยู่กับแต่ละเหล่าทัพ)

ห้วงเวลาที่เปิดรับในแต่ละปี

  • สนามสอบบุคคลพลเรือน เข้ารับราชการในกองทัพอากาศ (ห้วง มกราคม)
  • สนามสอบพยาบาลเหล่าทัพ (ห้วง มกราคม-มีนาคม)
  • สนามสอบนายสิบกองหนุนเหล่าแพทย์ (ห้วง กุมภาพันธ์)
  • สนามสอบนายสิบกองหนุน เหล่าการเงิน (ห้วง มีนาคม)
  • สนามสอบ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ห้วง พฤษภาคม)
  • สนามสอบบุคคลพลเรือน เข้ารับราชการในกองทัพเรือ (ห้วง กรกฎาคม-สิงหาคม) เปิดรับครั้งเดียว
  • สนามย่อยต่าง ๆ (ห้วงไม่แน่นอน)  บางปีไม่เปิดสอบ

สมัครเรียนต่อที่ โรงเรียนนายสิบทหารบก

คุณสมบัติของผู้สมัคร 

  1. สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือสายอาชีพ หรือเทียบเท่า และผู้ที่กำลังรอผลการศึกษา (ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ)

  2. เป็นชายไทย อายุตั้งแต่ 18 – 22 ปี ไม่รับสมัครผู้ที่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ซึ่งต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองประจำการ และผู้ที่ขอผ่อนผันทุกกรณี ยกเว้นผู้ที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการฝึกวิชาทหาร ตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 (รด.ปี 3) ขึ้นไป ซึ่งต้องมีหลักฐานใบสำคัญ หรือหากเป็นทหารกองหนุนต้องมีใบกองหนุน (สด.8) หรือใบรับรองผลการตรวจเลือกฯ (สด.43) มาแสดงต่อกรรมการรับสมัคร

  3. ทหารกองประจำการ, พลทหารประจำการ (พลอาสาสมัคร) และอาสาสมัครทหารพราน ในส่วนของกองทัพบก ต้องมีอายุไม่เกิน 24 ปี (ถ้าสมัครนักเรียนนายสิบเหล่าทหารราบจะต้องประจำการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี)

  4. มีสัญชาติไทย และบิดา – มารดา มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด แต่ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตรหรือนายทหารประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดาจะมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้

  5. เป็นชายโสด ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม ไม่เป็นผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว

  6. ต้องว่ายน้ำได้เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 25 เมตร

  7. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างเป็นจำเลยในคดีอาญา และไม่เคยต้องคำพิพากษาโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดในลักษณะลหุโทษ หรือ ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

  8. ไม่เป็นผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารกองประจำการ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ในปีที่สมัครสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก

วิธีการคัดเลือก มีดังนี้ 

  1. สอบข้อเขียน เป็นการสอบภาควิชาการ เนื้อหาที่ออกสอบจะเป็นวิชาเรียนในระดับ ม.ปลาย ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

  2. ผู้ที่สอบผ่านรอบวิชาการ จะได้เข้ารับการสอบสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย และทดสอบสมรรถภาพร่างกาย

** เมื่อน้อง ๆ ที่เรียนจบจากโรงเรียนนายสิบทหารบกแล้ว สามารถสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าได้ และเมื่อเรียนจบจะได้รับการติดยศสิบตรี 

บทความที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...