เพลงมาร์ชคืออะไร ? ทำไม กกต. ถึงต้องใช้เพลงมาร์ช
เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ที่ในระยะหลังราชการไทยสนใจทำเพลงมาร์ชออกมากัน อย่างในปีก่อนก็มีซิงเกิลที่ 10 ของนายกตู่ “มาร์ชไทยคือไทย” ที่มีทำนองปลุกใจคล้ายเพลงมาร์ชทหาร โดยมีเนื้อหามุ่งเน้นความรักชาติและความสามัคคีของคนไทยในชาติ พร้อมเน้นย้ำให้คนไทยช่วยปกป้องรักษาประเทศชาติ
จนมาล่าสุดนี้ทาง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็ได้ปล่อยเพลงประจำองค์กรออกมาโดยใช้ชื่อว่า “เพลงมาร์ช กกต.” บทเพลงมาร์ชความยาว 2.55 นาที อันมีท่วงทำนองปลุกใจและเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามทำงานด้วยความ “โปร่งใส” รับผิดชอบการเลือกตั้งเพื่อให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทำเมืองไทยให้ “สะอาด” ทำเลือกตั้งให้ “สุจริต”ทั้งบ้านเมือง ประเทศ “รุ่งเรือง” เพราะการเมืองดี โดยบทเพลงนี้แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย เกรียงไกร ไชยรังสินนท์ ขับร้องหมู่โดย วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ และ เรียบเรียงโดย ผดุง จิระกาล และ วิชัย ต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้เราจึงสงสัย สนใจ และใฝ่ที่จะรู้ว่าเพลงมาร์ชนั้นมีพลังอะไร ทำไมทั้งท่านนายก ฯ และ กกต. จึงได้อยากใช้เพลงสไตล์นี้เพื่อ “สื่อสาร” กับประชาชน เพื่อว่าเราจะได้เข้าใจจุดประสงค์ในการใช้เพลงมาร์ชได้ดีมากยิ่งขึ้น
ที่มาของเพลงมาร์ช
เพลงมาร์ช (March Music) เป็นประเภทหนึ่งของบทเพลงที่เรียกว่า Martial Music หรือ Military Music อันเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ในการทหาร และมักจะบรรเลงโดยทหารอาชีพที่เรียกว่า “นักดนตรีภาคสนาม (field musicians)”
แรกเริ่มเดิมทีดนตรีแนวนี้นั้นหยิบยืมมาจากอาณาจักรออตโตมัน (Ottoman Empire) ในศตวรรษที่ 16 ว่ากันว่าชาวออโตมันเป็นชนกลุ่มแรกในโลกที่เริ่มมีวงทหารมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ซึ่งเรียกว่า วง “mehter” หรือ “Janissary” ตัวเพลงมีลักษณะเสียงแหลมมักจะรวมเอากลองทุ้ม, แตร (boru), ระฆัง (Bells), สามเหลี่ยม หรือ กิ่ง และฉาบ (zil) รวมไปถึงเครื่องมือดั้งเดิมอื่น ๆ อีกมากมาย
ดนตรีจากวง “mehterân” (วงทหารแบบออตโตมัน) ได้ส่งอิทธิพลต่อดนตรีคลาสสิกในยุโรป มีนักประพันธ์เพลงคลาสสิกหลายท่านในอดีตที่แต่งบทเพลงที่ได้อิทธิพลจากเพลงทหารของออตโตมัน อาทิ โยเซฟ ไฮเดิน , โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท , ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน และท่านอื่น ๆ อีกมากมาย
ในดนตรีคลาสสิกเราสามารถพบอิทธิพลของเพลงมาร์ชได้ใน ดนตรีในฉากแต่งงานจากอุปรากรเรื่อง Lohengrin (1850)ของ ริชาร์ด วากเนอร์ “Eroica Symphony” ซิมโฟนีหมายเลข 3 ของเบโธเฟน “Marche Militaire” ของ ฟรานซ์ ชูเบิร์ต “Marche funèbre” ใน “Sonata in B flat minor” ของ โชแปง และ “Funeral March” ใน “Saul” โอราทอริโอเรื่องยิ่งใหญ่ของ จอร์จ ฟริดริก แฮนเดิล
จนมาในยุคศตวรรษที่ 20 ก็มีนักดนตรีคนสำคัญคือ จอห์น ฟิลิป ซูซา นักประพันธ์ดนตรีทหารคนสำคัญของอเมริกาที่ได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งเพลงมาร์ช” เจ้าของบทเพลงมาร์ชประจำชาติอเมริกาอย่าง “The Stars and Stripes Forever”
ลักษณะเด่นของเพลงมาร์ช
เพลงมาร์ชสามารถเขียนได้ในทุกสัดส่วนจังหวะ (time signature) แต่ที่นิยมกันมากที่สุดคือ สัดส่วนแบบ 4/4 และ 2/2 หรือ 6/8 แต่ถึงอย่างนั้นเพลงมาร์ชยุคใหม่มักจะเขียนในสัดส่วนแบบ 1/2 หรือ 2/4 โดยมี เทมโป (tempo) หรือความเร็วในการเล่นเครื่องดนตรี อยู่ที่ราว ๆ 120 บีทต่อนาที (bpm) เพื่อให้เข้ากับจังหวะการเดินของทหาร แต่ถ้าเป็นพวก funeral march หรือมาร์ชที่ใช้บรรเลงในการเดินนำขบวนแห่ศพจะมีเทมโปที่ช้าลงเป็นราว ๆ 60 bpm โดยจุดเด่นของเพลงมาร์ชนั้นจะสังเกตได้ง่าย ๆ จากการเน้นที่จังหวะแรกของห้องเพลงเพื่อให้ง่ายต่อการกำกับจังหวะการเดินแถวของทหารนั่นเอง
การเน้นจังหวะแบบเพลงมาร์ช
เพลงมาร์ชไทย
เพลงมาร์ชในไทยมักจะแต่งขึ้นและใช้ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมนั่นก็คือ ใช้สำหรับกิจการของทหารในเหล่าทัพต่าง ๆ โดยบทเพลงจะมีเนื้อหาปลุกใจและสะท้อนเกียรติของทหารในเหล่าทัพนั้น ตัวอย่างเช่น บทเพลงมาร์ชที่รู้จักดีที่สุดในไทยคือ “มาร์ชราชวัลลภ” (Royal Guards March) เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 7 ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใน พ.ศ. 2491 ชื่อ “ราชวัลลภ” และพระราชทานให้เป็นเพลงประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ เพื่อไว้ใช้ในพิธีสวนสนาม พันตรี ศรีโพธิ์ ทศนุต แต่งคำร้องภาษาไทยถวาย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) ช่วยตรวจทาน และได้พระราชทานนามเพลงพระราชนิพนธ์นี้ว่า“มาร์ชราชวัลลภ” (The Royal Guards March) เมื่อ พ.ศ. 2495 เนื้อหาของเพลงเป็นการย้ำเตือนถึงหน้าที่อันทรงเกียรติของทหารราชวัลลภรักษาพระองค์นั่นคือ พิทักษ์รักษาองค์ราชา องค์ราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์
เราจะคุ้นเคยบทเพลงนี้ดีเพราะจะได้ยินทุกครั้งที่ข่าวในพระราชสำนักมา
นอกจากมาร์ชราชวัลลภแล้วก็ยังมี “มาร์ชธงไชยเฉลิมพล” (The Colours March) บทเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 17 ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2495 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานแก่กองทัพไทย เพื่อใช้ในการเชิญธงไชยเฉลิมพลในพิธีการของกองทัพ
ส่วนกองทัพบกก็มี“มาร์ชกองทัพบก” เพลงมาร์ชประจำกองทัพบกไทย ประพันธ์ขึ้นในช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ทำนอง เรียบเรียงเสียงประสาน โดย นารถ ถาวรบุตร คำร้อง โดย แก้ว อัจฉริยะกุล อันมีเนื้อร้องวรรคแรกว่า*“เกิดเป็นชายเชื้อชาติชาญ ทหารบกไทย เก่งกาจใจฉกรรจ์” *
ยังมีเพลงมาร์ชที่ทำนองประพันธ์ขึ้นโดย นารถ ถาวรบุตร และเนื้อร้องโดย แก้ว อัจฉริยกุล ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ “มาร์ชกองทัพบก” ก็คือเพลง “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์” หรือ มาร์ชตำรวจ ซึ่งมักเรียกกันว่า เพลงเกียรติตำรวจของไทย ตามเนื้อร้องวรรคแรกที่ร้องว่า “เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง” เป็นเพลงปลุกใจและเพลงมาร์ชประจำตำรวจไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นอันมาก
นอกจากสถาบันทหารและตำรวจแล้ว อีกสถาบันหนึ่งที่ใช้เพลงมาร์ชกันอย่างแพร่หลายก็คือ “สถาบันการศึกษา” ด้วยว่าโรงเรียนเกือบทุกโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วไทย มักจะใช้เพลงมาร์ชเป็นเพลงประจำสถาบันอันจะส่งเสริมให้เกิดความรักและซาบซึ้งในสถาบันการศึกษานั้น ๆ ที่เราสังกัดอยู่
ทำไม กกต. ถึงใช้เพลงมาร์ช
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไม “กกต.” ซึ่งไม่ใช่องค์กรทางทหารหรือตำรวจจึงใช้เพลงมาร์ช อย่างซิงเกิล “มาร์ชไทยคือไทย” นั้นยังพอเข้าใจได้ เพราะนายกตู่หรือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นก็เป็นทหารและเติบโตมาในวัฒนธรรมแบบทหาร การที่จะได้รับอิทธิพลของเพลงมาร์ชและอยากจะแต่งเพลงมาร์ชนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจ อีกทั้งเนื้อหาของเพลง “มาร์ชไทยคือไทย” นั้นก็ยังสะท้อนปรัชญาของเพลงมาร์ชนั่นคือการปลุกใจและตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ซึ่งในที่นี้คือสถาบันชาติโดยมุ่งเน้นความรักชาติและความสามัคคีของคนไทยในชาติ พร้อมเน้นย้ำให้คนไทยช่วยปกป้องรักษาประเทศชาติ
แต่สำหรับ “เพลงมาร์ช กกต.” ที่มีเนื้อร้องวรรคแรกว่า“สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมพลัง ทำงานด้วยความโปร่งใส” นั้นคาดว่า ทาง กกต.คงอยากใช้จิตวิญญาณแบบเพลงมาร์ชที่มีท่วงทำนองฮึกเหิมแบบทหาร มาปลุกเร้าอารมณ์เราให้ตื่นตัวและเพลิดเพลินไปกับการฟังสารที่สื่อผ่านเนื้อร้องอันเป็นใจความสำคัญที่ทาง กกต. อยากจะประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อเน้นย้ำถึงความรู้สึกของการเป็น “สถาบัน” หรือ “องค์กร” ที่มีอุดมการณ์และแนวทางอันชัดเจน
มีข้อน่าสนใจที่เพลงมาร์ชมักจะถูกใช้เป็นสื่อเชื่อมโยงคนใน “สถาบัน” เข้าด้วยกันและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน เฉกเช่นที่สถาบันทหารและสถาบันการศึกษาใช้เพื่อให้เกิดความสามัคคี รักในสถาบัน และเข้าใจในอุดมการณ์ของสถาบันนั้น ๆ ซึ่งคนในสถาบันจะมีส่วนเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ผ่านการร้องเพลงมาร์ชของสถาบันดังที่เราทั้งหลายต่างเคยประสบพบเจอมาในชีวิต
แต่ในกรณี “เพลงมาร์ชกกต.” นั้นกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งแตกต่างจากเป้าหมายของเพลงมาร์ชอื่น ๆ ที่มักเป็นคนในสถาบันนั้นและเชื่อมโยงกันผ่านการร้องเพลงดังที่ได้กล่าวมา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการยากที่จะทำให้คนไทยรู้สึก “อิน” กับ “เพลงมาร์ชกกต.” เพราะนอกจากเราจะไม่ใช่คนในองค์กรแล้ว ยังไม่มีสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยง (หรือเชื่อมั่น) กับองค์กรได้เลย เพียงลำพังเนื้อเพลงที่พูดถึงอุดมการณ์หรือแนวทางเพียงอย่างเดียวนั้นคงยากที่จะทำให้ใคร “อิน” ได้
แต่มองในแง่หนึ่ง ”เพลงมาร์ชกกต.” ก็มีความน่าสนใจเพราะได้เดินตามแบบเพลงมาร์ชสไตล์วินเทจ ใช้วิธีการมิกซ์เสียงแบบดั้งเดิมที่ให้อารมณ์ราวกับเรากำลังฟังผ่านแผ่นเสียง หรือ ผ่านสถานีวิทยุ ฟังแล้วให้บรรยากาศ “ย้อนยุค” ได้ดีจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่เร้าใจ อาจใช้ปลุกใจเวลาเดินไปเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นถึงการทุ่มเททำงานอย่าง “โปร่งใส” รับผิดชอบการเลือกตั้งเพื่อให้มี “ความบริสุทธิ์ยุติธรรม” ทำเมืองไทยให้ “สะอาด” ทำเลือกตั้งให้ “สุจริต”ทั้งบ้านเมือง ประเทศ “รุ่งเรือง” เพราะการเมืองดี แต่ละ keywords นั้นเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งผองต้องการทั้งนั้นเลย ซึ่งหลังจากปล่อยเพลงนี้ออกมาได้ไม่นานก็มีผู้ฟังชาวไทยเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมายซึ่งรวมไปถึงกลุ่มแรปเปอร์ต้านเผด็จการอย่าง “Rap Against Dictatorship” และตอนนี้ยอดวิวก็ทะลุ 6,000 วิวไปแล้ว ใครยังไม่ได้ฟังสามารถเข้าไปรับฟังและรับชม MV ที่สมาชิก กกต. ชุดใหญ่มาร่วมแสดงด้วยได้เลยครับ
พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
แชร์โพสนี้