โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ก่อนซื้อหุ้นกู้ต้องดูอะไร?

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 09.30 น. • ทันข่าว Today

Highlight

ในภาวะความไม่แน่นอนสูง หลายคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงสูงต่างมองหาสินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลาง - ต่ำทำให้ “ตราสารหนี้” ซึ่งมีผลตอบแทนระดับนึง และมีสภาพคล่องสูง แต่ผันผวนน้อยกว่าหุ้น กลายเป็นทางเลือกที่น่ามอง

เน็ตฟลิกซ์ #Netflix ที่ใครๆ ก็รู้จัก ก็ระดมเงินทุนมูลค่ามหาศาลเพื่อภาพยนตร์และซีรีส์ ซึ่งต้องใช้ต้นทุนสูงผ่าน “ตลาดหุ้นกู้” เช่นกัน แถม หุ้นกู้ของเน็ตฟลิกซ์อยู่ในหมวดหมู่ Junk Bond อีกต่างหาก เพราะสภาวะการแข่งขันในตลาดที่ค่อนข้างสูงและกระแสเงินสดของเน็ตฟลิกซ์ที่ไม่แข็งแรงช่วงนั้น กลับได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากนักลงทุน
ทันข่าวToday เลยจะชวนมาทบทวน สำหรับมือใหม่ ใครที่สนใจลงทุน “ตราสารหนี้” ว่าต้องเริ่มจากอะไรก่อน 
มาเริ่มกันที่ …
1. มองหา “อันดับเครดิต” (Credit Rating)
ประกอบด้วย ตัวอักษรภาษาอังกฤษ และเครื่องหมาย +| - 
เครื่องหมายนี้ คือ ผลลัพธ์จากการประเมินโดยบริษัทจัดอันดับซึ่งทั่วโลกมีอยู่ 3 เจ้ายักษ์ใหญ่คือ 
- Moody’s
- Standard & Poor’s
- Fitch 
หลักในพิจารณานั้น คือ ดูจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ โดยสูงสุดคือ Aaa และ AAA และต่ำสุดคือ D หรือหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ 
การจัดเกรดดังกล่าวจะช่วยให้เราสามารถพิจารณาได้ว่า ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนนั้น แลกกับความเสี่ยงนั้น ประมาณไหน 
2. Investment Grade และ Speculative Grade จุดตัดอยู่ที่ไหน ?
หุ้นกู้จากอันดับเครดิตเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
- กลุ่มที่เหมาะต่อการลงทุน (Investment Grade) คือหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ Baa3 หรือ BBB- ขึ้นไป ความเสี่ยงปานกลางถึงต่ำ 
- กลุ่มที่เหมาะต่อการเก็งกำไร (Speculative Grade) คือกลุ่มหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง  หรือที่คุ้นหูว่า หุ้นกู้ขยะ (Junk Bonds) ที่ผลตอบแทนก็แลกมากับความเสี่ยง ตรงๆ ชัดๆ กันเลย 
3. คำศัพท์หุ้นกู้ที่ต้องเจอ 
เช่น 
- ราคาที่ตราไว้ (Face Value) 
- อัตราดอกเบี้ย (Coupon Rate) 
- วันไถ่ถอนเมื่อครบกำหนด (Maturity Date) 
ปัจจัยที่พูดมานี้ จะส่งผลต่อราคาซื้อขายและผลตอบแทนสุทธิของการลงทุนในหุ้นกู้ เพราะราคาซื้อขายของหุ้นกู้นั้นจะผันผวนตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด 
4. การคำนวณผลตอบแทนของหุ้นกู้
หลายคนเคยได้ยิน “ราคาซื้อขายของหุ้นกู้นั้นจะผันผวนตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด” 
ทำไมต้องเป็นแบบนั้น? 
สาเหตุของการปรับตัวที่สวนทางกันนั้นมาจาก การคำนวณผลตอบแทนของหุ้นกู้ซึ่งอิงจากการคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันตามแนวคิดค่าของเงินตามเวลา
ยกตัวอย่างเช่น 
หุ้นกู้ของบริษัท XYZ อายุ 3 ปี มูลค่าที่ตราไว้ 1,000 บาทและจะจ่ายอัตราดอกเบี้ย 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี 
เราสามารถมองไปในอนาคตได้ทันทีว่า
ปลายปีที่ 1 เราจะได้รับดอกเบี้ย 30 บาท 
ปลายปีที่ 2 เราจะได้รับดอกเบี้ย 30 บาท 
และในปีสุดท้ายเราจะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 1,030 บาท 
สมมติว่าเรามีผลตอบแทนที่คาดหวัง ณ ระดับความเสี่ยงที่ลงทุนในหุ้นกู้ MMT เท่ากับ 5 เปอร์เซ็นต์ มูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ที่เราจะซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวจะเท่ากับ 945.53 บาท
(มูลค่ายุติธรรมของหุ้นกู้คือผลรวมของกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตคิดลดด้วยผลตอบแทนที่คาดหวัง) 
5. การจ่ายผลตอบแทนของหุ้นกู้ 
หลัก ๆ มีอยู่สองแบบ คือ
1) ดอกเบี้ย 
คล้ายการฝากเงินกับธนาคาร ผู้ซื้อหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยตามงวดที่กำหนด เช่น ทุก ๆ 3 เดือน ทุก ๆ 6 เดือน โดยดอกเบี้ยที่จ่ายนั้นมีทั้ง
- แบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) คือกำหนดไว้ตายตัวเลยว่าจะจ่ายเท่าไหร่ เช่น 2.8% 3.5% 5% พอถึงเวลาก็จะจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ 
- แบบคืออัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) จะคล้ายกับเวลาที่เราไปกู้บ้าน แล้วธนาคารบอกว่าจะคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว MRR – xx% (แปลว่าถ้าดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เราก็จะมีโอกาสได้ดอกเบี้ยมากขึ้นด้วย แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง เราก็จะได้ดอกเบี้ยน้อยลงด้วยเช่นกัน) 
2) ส่วนลด (Zero-coupon) ผู้ซื้อหุ้นกู้จะไม่ได้รับดอกเบี้ยแต่จะได้ส่วนลดจากราคาหน้าตั๋วแทน 
เช่น หุ้นกู้บริษัท A เขียนราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 4 ปี แต่เวลาบริษัท A นำหุ้นกู้นี้มาขายให้เรา เขาอาจขายให้เราในราคาเพียง 800 บาทเท่านั้น เท่ากับเราได้ส่วนลด 200 บาท เป็นผลตอบแทน ถ้าเราถือจนครบกำหนดแล้วนำหุ้นกู้นี้ไปขึ้นเงิน เราจะได้เงินเต็มจำนวนที่เขียนไว้บนหน้าตั๋วคือ 1,000 บาทนั่นเอง
จุดเด่นของการลงทุนในหุ้นกู้คือหากเราถือจนครบกำหนดไถ่ถอนและบริษัทไม่ผิดนัดชำระหนี้ เราจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับ YTM ไม่ว่าตลาดจะผันผวนเพียงใด
YTM (Yield to Maturity) คือ ผลตอบแทนเมื่อถือจนครบกำหนดไถ่ถอน 
ย้ำกันทิ้งท้ายสักนิดว่า "การลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยง อย่าลืมศึกษาและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจนำเงินเข้าไปลงทุน" ประโยคสุดคลาสสิกที่ใช้ได้ตลอดกาล
#รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์คลิกอ่านทันข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...