โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

๗ กันยายน ๒๓๕๒ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ พระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

TOJO NEWS

เผยแพร่ 07 ก.ย 2564 เวลา 07.54 น. • Admin Tojo

พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย 
(๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๑ – ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗)
ครองราชย์ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗) 
ขณะมีพระชนมพรรษาได้ ๔๒ พรรษา
เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี 
มีพระนามเดิมว่า ฉิม  พระราชสมภพเมื่อวันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔ ปีกุน เวลาเช้า ๕ ยาม
ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ. ๒๓๑๑)
เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(ขณะทรงมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงยกรบัตรเมืองราชบุรี)ประสูติแต่ท่านผู้หญิงนาค
(ภายหลังเฉลิมพระนามเป็นสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี)
เมื่อเจริญพระชนม์ได้ทรงศึกษาในสำนักพระพนรัตน์ (ทองอยู่) วัดบางว้าใหญ่ 
และได้ติดตามสมเด็จพระบรมชนกนาถ ไปในการสงครามทุกครั้ง

ในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถปราบดาภิเษกแล้ว
จึงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร 
ถึงวันอาทิตย์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๙
(นับแบบปัจจุบันเป็นวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๕๐)
จึงได้รับอุปราชาภิเษกเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชประชวรพระโสภะอยู่ ๓ ปีก็เสด็จสวรรคต
ในวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ ขณะมีพระชนมพรรษาได้ ๗๓ พรรษา นับเวลาในการเสด็จครองราชย์
ได้นานถึง ๒๗ ปี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
จึงได้สำเร็จราชการแผ่นดินต่อมา เมื่อจัดการพระบรมศพเสร็จแล้ว
พระบรมวงศานุวงศ์ขุนนางและพระราชาคณะจึงกราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้น ผ่านพิภพ

หมู่พระมหามณเฑียร ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน พระที่นั่งในหมู่พระมหามณเฑียรนี้ สร้างเรียงกันเป็น ๓ องค์ หันหน้าไปทางทิศเหนือ ได้แก่ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน (ภาพจากหนังสือหมู่พระมหามณเฑียร สำนักพระราชวังพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. ๒๕๕๔)

การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดขึ้นในวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒
โดยย้ายมาทำพิธีที่หมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เนื่องจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ซึ่งสร้างขึ้นแทนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท อันเป็นสถานที่ทำพิธีปราบดาภิเษก
ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น
ใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชอยู่
ในรัชกาลต่อ ๆ มาจึงใช้หมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานเป็นสถานที่จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
และใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ตั้งพระบรมศพ
หลังจากเสร็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระองค์จึงเสด็จ เลียบพระนคร
โดยกระบวนพยุหยาตราตามโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมด้านต่างๆ หลายสาขา
ในรัชสมัยของพระองค์ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทองของวรรณคดีสมัยหนึ่ง
ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด จนมีคำกล่าวว่า “ในรัชกาลที่ 2 นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด”
กวีที่มีชื่อเสียงนอกจากพระองค์เองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) 
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง 
และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น

พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละคร
ทั้งละครในและละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิม และทรงนำมาแต่งใหม่เพื่อให้ใช้ในการแสดงได้
เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิมมีความยาวมาก
ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเรื่องยาวที่สุดของพระองค์ 
วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครรำที่แต่งดี ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อความ
ทำนองกลอนและกระบวนการเล่นทั้งร้องและรำ
นอกจากนี้ยังมีละครนอกอื่น ๆ เช่น ไกรทอง สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลป์ชัย 
ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน และยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขน
อีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร์
ซึ่งล้วนมีความไพเราะซาบซึ้งเป็นอมตะใช้แสดงมาจนทุกวันนี้

นอกจากนี้แล้ว งานประติมากรรมในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ก็ถือได้ว่าโดดเด่นนอกจากจะทรงส่งเสริมงานช่างด้านหล่อพระพุทธรูปแล้ว
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ยังได้ทรงพระราชอุตสาหะปั้นหุ่นพระพักตร์ของ
พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 
อันเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งของไทยด้วยพระองค์เอง
ซึ่งลักษณะและทรวดทรงของพระพุทธรูปองค์นี้
เป็นแบบอย่างที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ ในรัชกาลที่ ๒ นี้เอง

พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร  เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ เล่ากันว่าหุ่นพระพักตร์ปั้นโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ส่วนพระวรกายปั้นโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่ฐานของพระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอีกด้วย ภาพจาก พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก – วิกิพีเดีย (wikipedia.org)

ส่วนด้านการช่างฝีมือและการแกะสลักลวดลาย ในรัชกาลของพระองค์
ได้มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก ด้วยพระองค์เองก็ทรงเป็นช่างทั้งการปั้น
และการแกะสลักที่เชี่ยวชาญยิ่งพระองค์หนึ่ง ยากที่จะหาผู้ใดทัดเทียมได้
นอกจากฝีพระหัตถ์ในการปั้นพระพักตร์พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลกแล้ว
ยังทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร 
คู่หน้าด้วยพระองค์ เองร่วมกับกรมหมื่นจิตรภักดี
และทรงแกะหน้าหุ่นหน้าพระใหญ่และพระน้อย ที่ทำจากไม้รักคู่หนึ่ง
ที่เรียกว่า พระยารักใหญ่ และพระยารักน้อย ด้วย

บานประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี ของจริงเป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒ ครั้งหนึ่ง พระวิหารเคยเกิดไฟไหม้ ต้องถอดบานประตู ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่เห็นนี้เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ ภาพจาก พระวิหาร วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร | ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย (sac.or.th)
ศีรษะหุ่นหลวงตัวพระคู่นี้แกะสลักจากไม้รักเป็นงานฝีพระหัตถ์ในรัชกาลที่ ๒ เรียกกันว่า พระยารักใหญ่ พระยารักน้อย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตรัสชมว่า “งามไม่มีหน้าพระอื่นเสมอสอง” โดยศีรษะพระคู่ที่เป็นฝีพระหัตถ์จะสวมชฎา สำหรับศีรษะหุ่นหลวงตัวพระอีกคู่หนึ่งที่ แต่เดิมเก็บรักษาไว้ในลุ้งเดียวกันกับพระยารักใหญ่ พระยารักน้อย จะสวมมงกุฎ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ ทรงจัดการทำขึ้นใหม่ตามพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าพระราชาควรจะสวมมงกุฎไม่โปรดการสวมชฎา ศีรษะหุ่นพระราม มีวรรณะหรือผิวกายสีเขียว ทรงชฎา และพระลักษณ์ พระอนุชาของพระราม มีวรรณะหรือผิวกายสีทอง เป็นของหุ่นหลวงหรือหุ่นใหญ่ มักนิยมสร้างขนาดความสูงจากระดับศีรษะถึงปลายเท้าตั้งแต่ ๘๕ – ๑๑๐ เซนติเมตร มีลำตัว แขน ขาและแต่งตัวเช่นเดียวกับละคร ภายในตัวหุ่นทำสายโยงติดกับอวัยวะของตัวหุ่น และปล่อยเชือกลงมารวมกันที่แกนไม้ส่วนล่างเพื่อใช้ดึงบังคับให้เคลื่อนไหว ภาพจาก กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร | Facebook

พระปรีชาสามารถด้านดนตรี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระปรีชาสามารถในด้านนี้
ไม่น้อยไปกว่าด้านละครและฟ้อนรำ เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย 
ซึ่งซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า “ซอสายฟ้าฟาด” และเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง
เป็นที่รู้จักกันดีคือ “เพลงบุหลันลอยเลื่อน” หรือ “บุหลัน (เลื่อน) ลอยฟ้า” แต่ต่อมามักจะเรียกว่า
“เพลงทรงพระสุบิน” เพราะเพลงมีนี้มีกำเนิดมาจากพระสุบิน (ฝัน) ของพระองค์เอง
โดยเล่ากันว่าคืนหนึ่งหลังจากได้ทรงซอสามสายจนดึก ก็เสด็จเข้าที่บรรทมแล้วทรงพระสุบินว่า
ได้เสด็จไปยังดินแดนที่สวยงามดุจสวรรค์ ณ ที่นั่น มีพระจันทร์อันกระจ่างได้ลอยมาใกล้พระองค์
พร้อมกับมีเสียงทิพยดนตรีอันไพเราะยิ่ง ประทับแน่นในพระราชหฤทัย ครั้นทรงตื่นบรรทม
ก็ยังทรงจดจำเพลงนั้นได้ จึงได้เรียกพนักงานดนตรีมาต่อเพลงนั้นไว้
และทรงอนุญาตให้นำออกเผยแพร่ได้ เพลงนี้จึงเป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันกว้างขวางมาจนทุกวันนี้

ซอสายฟ้าฟาด ภาพจาก แหล่งการเรียนรู้ (chawalit270.blogspot.com)

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชโอรสพระราชธิดารวมทั้งสิ้น ๗๓ พระองค์
โดยประสูติเมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ๔๗ พระองค์
ประสูติเมื่อดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ๔ พระองค์
และประสูติภายหลังบรมราชาภิเษกแล้ว ๒๒ พระองค์

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระประชวรด้วยโรคพิษไข้
ทรงไม่รู้สึกพระองค์เป็นเวลา ๘ วัน พระอาการประชวรก็ได้ทรุดลงตามลำดับ
และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ สิริพระชนมพรรษาได้ ๕๖ พรรษา
ครองราชย์สมบัติได้เพียง ๑๕ ปี

ข้อมูลจาก
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย – วิกิพีเดีย (wikipedia.org)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...